เพชรดาว โต๊ะมีนา แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่โคราช และเรียกร้องให้มีการวิเคราะห์สาเหตุของการก่อเหตุ โดยใช้เทคนิคชันสูตรศพเชิงจิตวิทยา เพื่อหาวิธีป้องกันในอนาคต
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ก่อนอื่นดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับทุกความสูญเสีย ในเหตุการณ์ที่โคราช ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่ทำงานอย่างหนัก แล้วยัง ขอส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสีย ผู้บาดเจ็บ และชาวโคราชทุกคนค่ะ ๕ วันที่ผ่านไป ผ่านไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ตระหนกตกใจ ใจจดใจจ่อกับข่าวกับการติดตามข่าวสาร ท่านประธานสภาเมื่อต้น ๆ ท่านได้กล่าวแล้วว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ และไม่เคยเกิดมาก่อน ในประเทศไทย ฉะนั้นมีคำถามมากมายเรื่องของผู้ก่อเหตุ สาเหตุการก่อเหตุ การนำเสนอข่าว การสื่อสารในภาวะวิกฤติ ระบบคลังอาวุธ การถอดบทเรียน หยิบเอาความผิดพลาดเพื่อเป็น บทเรียนและนำเรื่องดี ๆ มาบันทึกเพื่อวางแนวทางปฏิบัติเร่งเยียวยาแก้ไขหาวิธีป้องกัน ในอนาคต ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขออนุญาตอภิปรายในประเด็นเดียว นั่นก็คือประเด็น ในเรื่องของสุขภาพจิต ทำไมคนคนหนึ่งสามารถก่อเหตุ มีข้อคำถามมากมายเรื่องของผู้ก่อ เหตุว่ามีความผิดปกติทางด้านจิตใจหรือไม่ ติดเกมหรือเปล่า เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ อย่างไร ความเครียดรุนแรงของเขานั้นมีสาเหตุจากอะไร ตัวตนของผู้ก่อเหตุบุคลิกภาพ สภาพทางจิตใจ สาเหตุของการก่อเหตุ คนคนหนึ่งถูกกระทำอะไรมาก่อนหรือเปล่าจนกลายเป็น สภาพที่จนตรอก คับแค้นจนสมองส่วนคิดชั้นสูงหยุดการทำงาน ที่เหลือคือสัญชาตญาณ และอารมณ์ล้วน ๆ ค่ะ พื้นฐานของผู้ก่อเหตุ ความเจ็บป่วยในอดีต ตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิด ความคิดความรุนแรง เคยเกิดหรือไม่ เขาเคยมีการจัดการกับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นนั้นอย่างไร ทั้งหมดที่ดิฉันได้กล่าวข้างต้นนั่น ก็คือไซโคโลจิคัล ออทอปซี (Psychological autopsy) หรือภาษาไทยที่เรียกว่า ชันสูตรศพ เชิงจิตวิทยา ดิฉันต้องขออาศัยผู้เชี่ยวชาญไม่เฉพาะจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เท่านั้นนะคะ แต่ต้องรวมทั้งตำรวจ พนักงานสอบสวน หน่วยงานต้นสังกัดของผู้ก่อเหตุร้าย จากหลากหลายหน่วยงาน ต้องมาวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุของการก่อเหตุ วิเคราะห์สถานการณ์ วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ก่อเหตุทุกอย่างนั่นคือชันสูตรศพเชิงจิตวิทยา ซึ่งดิฉันเน้นมากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เหตุการณ์คล้าย ๆ กัน ดิฉันเคยมีประสบการณ์ ตรงในพื้นที่ปลายด้ามขวานมา ๑๕ ปีของเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ในปี ๒๕๕๒ อดีตทหารพรานกราดยิงคนละหมาดในมัสยิดอัลฟุรกอน บ้านไอปาร์แยอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส มีผู้เสียชีวิต ๑๐ คน บาดเจ็บ ๑๒ คน แล้วยังมีเหตุการณ์ที่กำลังพล บุกทำร้ายผู้บังคับบัญชา เหตุการณ์ที่กำลังพลเครียดต้องยิงเพื่อนร่วมงานและยิงตัวเอง เสียชีวิตมาหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่เป็นข่าวค่ะ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต มีท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงนะคะว่า กลุ่มกำลังพลมีการดูแล สภาพปัญหาสุขภาพจิตอย่างไรก่อนที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ ขณะปฏิบัติหน้าที่และหลังปฏิบัติหน้าที่ ควรมีการดูแลสุขภาพจิตอย่างครบวงจร ดิฉันเคยทำงานสมัยที่เป็นผู้บริการศูนย์สุขภาพที่ ๑๒ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำงานร่วมกันกับ ผบ.ฉก. ทหารพราน หลาย ๆ หน่วยค่ะ แต่ไม่ง่ายเลยที่พลเรือนจะทำงานกับกำลังพลต้องได้รับอนุญาตนะคะว่ามีการประเมินจิตใจ ในแต่ละระดับอย่างไรบ้าง ดิฉันมีตัวอย่างดี ๆ ค่ะ ของโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี กับศูนย์สุขภาพจิตที่ ๑๐ จังหวัดอุบลราชธานี เขามีการทำงานวิจัยค่ะ ซึ่งน่าสนใจมากเป็นรูปแบบการสร้างความเข้มแข็งทางใจของทหารก่อนที่จะออกภาคสนาม และขณะที่ปฏิบัติงานในภาคสนามก็จะมีเสนารักษ์ทหารเป็นที่ปรึกษา แล้วจะมีเพื่อนที่จะเป็น คู่บัดดี้ (Buddy) ทหาร เป็นเพื่อนที่ดูแลจิตใจซึ่งกันและกัน และทราบว่าในปีนี้จะมีโปรแกรม (Program) ที่สำคัญมากนั่นก็คือเน้นผู้บังคับบัญชาให้รู้ว่าต้องมีการควบคุมตนเองอย่างไร เป็นเซลฟ์ คอนโทรล (Self control) และคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารูปแบบดี ๆ ที่มีการนำร่องไป แล้วผ่านงานวิจัยไปแล้ว โรงพยาบาลค่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศ ๓๗ แห่งจะนำรูปแบบนี้ไปใช้ เพื่อเป็นการป้องกันดูแลกำลังพลอย่างเป็นระบบ ประเทศเป็นบ้านทหารเป็นรั้วค่ะ ฉะนั้นข้อมูล จากการอภิปรายญัตติด่วนในครั้งนี้จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติถือว่าเป็น ประโยชน์ต่อการทำงานของรัฐบาล ต่อโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ ขอบคุณค่ะ