ศุภชัย ใจสมุทร ชี้แจงว่าการส่งร่างงบประมาณให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นข้อตกลงร่วมกันทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ย้ำว่าคำวินิจฉัยของศาลเป็นที่สุดและควรปฏิบัติตามโดยไม่เลือกปฏิบัติเพื่อรักษาความสมดุลของอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผมจะขออนุญาตในการที่อภิปรายในญัตตินี้ด้วย เหตุผลก็คือว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ลงชื่อ ในคำร้องของท่านประธานวิป (Whip) คือท่านวิรัช รัตนเศรษฐ ขออนุญาตที่เอ่ยชื่อท่าน ในการที่จะเสนอต่อท่านประธานสภาให้นำเรื่องนี้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าสิ่งที่ผมได้ฟังมาเมื่อสักครู่อาจจะทำให้ประชาชน เกิดความเข้าใจผิดไปว่าเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มของท่านวิรัชเท่านั้นหรือ ที่ได้มีการยื่นคำร้องต่อท่านประธานเพื่อให้ส่งเรื่องนี้ไปให้ทางศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ความเป็นจริงแล้วกรณีนี้นอกจากท่านวิรัชและคณะซึ่งมีจำนวน ส.ส. รวม ๑๐๙ ท่าน ก็ยังมีคำร้องของท่านผู้นำฝ่ายค้านคือท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และ ส.ส. ของท่านอีก ๘๔ คน และท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ ก็ได้มีการยื่นคำร้องนี้ไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วย ฉะนั้นข้อเท็จจริงตรงนี้ก็แปลว่าแท้จริงแล้วพวกเราที่นี่ ทั้งไม่ว่าปีกฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็มีความเห็นตรงกันในเรื่องนี้ ในสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ มันเป็นประเด็น ที่เราควรจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เป็นทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในการที่จะให้ ศาลวินิจฉัย นั่นแปลว่าเรายอมรับในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และผมไม่คิดว่าเรื่องนี้ มันจะเป็นเรื่องของการที่พวกเราจะมีการถูกล่วงล้ำก้ำเกินเข้ามาในแดนอำนาจของพวกเรา แต่เป็นเรื่องที่พวกเราได้ยื่นไปยังองค์กรหนึ่งที่เรียกว่าศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กร ในรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการวินิจฉัยเรื่องที่เราได้เสนอให้กับท่านไป และประเด็นสำคัญที่สุดก็คือว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องไปวินิจฉัยแล้วท่านก็ได้ใช้ อำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๗๔ ซึ่งตรงนี้เป็นกลไกปกติที่ศาลจะต้องบอกว่าหลังจากท่านวินิจฉัยเรื่องของ ความชอบ ไม่ชอบอย่างไรแล้วจะต้องมีกลไกอะไรต่อมา สิ่งนี้เขาเรียกว่าคำบังคับ ก็คือหลังจากวินิจฉัยแล้วก็ต้องบอกว่าพวกเราจะต้องทำอะไรต่อ นี่คือประเด็น ผมคิดว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านทำเกินหน้าที่หรือเกินอำนาจ หรือเข้ามา ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจของพวกเรา สิ่งที่ผมเรียนกับท่านประธานก็คือเมื่อปรากฏว่าพวกเอง ยอมรับให้ท่านเป็นผู้วินิจฉัยมันเป็นเรื่องของความชอบของพระราชบัญญัติฉบับนั้น ตอนนี้ เหมือนว่าเรากำลังจะหลงประเด็นเรื่องของการเสียบบัตร ไม่เสียบบัตร เสียบแทนกันจะต้อง วินิจฉัยกันเองหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นมันไม่ใช่เรื่องเสียบหรือชักเข้า ชักออกเรื่องของบัตรช่องนี้ แต่มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของกฎหมายที่เราพิจารณา ซึ่งศาลท่านก็ได้ให้คำวินิจฉัยและได้บอกเราว่าเราควรจะต้องทำอะไรต่อ เพราะฉะนั้นถ้าถาม ผมว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เราไม่เข้าใจเกิดความสงสัยไหมว่าสิ่งเหล่านี้มันจะชอบหรือไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ ความเห็นของผมอาจจะเป็นความเห็นส่วนตัวผู้ด้อยความรู้ ทางกฎหมายไม่มากไม่มาย แต่ผมคิดว่าเราสามารถที่จะดำเนินการตามที่ศาลท่านมีคำวินิจฉัย ออกมาตามมาตรา ๗๔ ที่ท่านใช้อำนาจ แล้วผมคิดว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นสิ่งที่เราพึงจะต้องทำให้แล้วเสร็จ วันนี้เราไม่ควรจะคิดอะไรให้มันเกิดสลับซับซ้อน หรอกครับ เพราะจริง ๆ แล้วสิ่งที่เรายอมรับอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่ารัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้ชัด ตามมาตรา ๒๑๑ ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาด มันผูกพันพวกเรา ผูกพัน รัฐสภา เมื่อมีคำบังคับท่านบอกมาตามมาตรา ๗๔ วิธีพิจารณาความของท่านว่าจะต้อง ดำเนินการอย่างไร เพียงแต่เราปฏิบัติกันตามนั้น ถ้าท่านบอกว่าวาระ ๒ วาระ ๓ ต้องลงมติ กันใหม่ ก็เพียงแต่เมื่อเราบรรจุเข้ามาเป็นวาระแล้วพรุ่งนี้เราก็พิจารณาตามสิ่งที่เราจะต้องทำ ก็แค่นั้นละครับ ก็เรียงไปทีละมาตรา สมาชิกก็ลงมติกันที่ละมาตราจนกระทั่งให้มันเสร็จสิ้น ไม่เห็นมีความสลับซับซ้อนอะไรเลย ผมว่าจริง ๆ วันนี้ก็ต้องเรียนด้วยความเคารพครับว่า เมื่อท่านเอง ผม พวกเราเอง ทางฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ได้ยื่นต่อประธานสภา เพื่อให้ยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยก็แปลว่าเราพร้อมที่จะยอมรับผลการวินิจฉัย ผมไม่อยากจะพูด ว่าวันนี้ด้วยความเคารพในความเห็นของท่านสมาชิก ไม่ใช่ว่ามีความรู้สึกว่าถ้าวินิจฉัยมาแล้ว ถูกใจเรา เราก็ยึดบอกว่าเห็นดี เห็นชอบ ชอบแล้ว สาธุ แต่ถ้าไม่ชอบเรากับมีความรู้สึกว่า เราไม่ควรจะปฏิบัติตาม ผมว่าไม่ใช่เป็นวิถีที่เราควรจะต้องทำในฐานะที่เราเป็นอำนาจหนึ่ง คืออำนาจนิติบัญญัติ ถ้าเราบอกว่าถ้าเรามีอำนาจ ๓ อำนาจ มีศาล มีนิติบัญญัติ มีฝ่ายบริหาร แล้วมันมีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน วันนี้เมื่อเรายอมที่จะให้เขาเป็นคนวินิจฉัยเรา เรากลับ จะไม่ยอมหยิบเอาเลือกเอาว่าอันไหนที่ชอบก็เอามาวินิจฉัยที่เขาวินิจฉัยบอกจะเอาตามนั้น แต่ถ้าไม่ชอบก็ไม่เอา ผมไม่เห็นด้วยตรงนี้ จริง ๆ แล้วแน่นอน เรื่องนี้มันก็เป็นความยุติธรรม อย่างหนึ่ง ท่านอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของความไม่ยุติธรรมที่ศาลมาวินิจฉัยแล้วทำให้ มันอาจจะเสียไปบางประการ แต่เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นศาลไหนก็ตามถ้าท่านได้อ่านหนังสือ ได้เห็นหนังสือที่เรียนกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เรื่องเวนิสวาณิช ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ท่านได้ทรงแปล มาจากเรื่องเมอร์เชนต์ ออฟ เวนิส (Merchant of Venice) คำนั้นก็ยังดำรงอยู่ คือเขาบอกว่า ในกระแสแห่งยุติธรรมา ยากจะหาความเกษมเปรมใจ วันนี้ต้องพยายามเกษมเปรมใจหน่อยครับ เราเพียงแต่ทำหน้าที่ของเรา สิ่งที่เขาส่งมาแล้วให้เราปฏิบัติไม่มีความสลับซับซ้อน ผมว่า เราเดินหน้าต่อในการที่จะเร่งในการที่จะลงมติแต่ละมาตราที่จะนำเข้าเสนอในการพิจารณา กันพรุ่งนี้ให้มันเป็นไปตามลำดับ แล้วในที่สุดมันก็ผ่านพ้นเรื่องนี้ไป ขอได้โปรดเถิดครับ ผมอยากให้พวกเราได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ พรรคภูมิใจไทยเอง ยืนยัน พรุ่งนี้เราจะปฏิบัติหน้าที่กันอย่างสมบูรณ์ที่สุด เพื่อพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณครับ