สุทิน ชี้ญัตติหมอชลน่าน-ปิยบุตร ทบทวนคำวินิจฉัยศาลฯ ย้ำศักดิ์ศรีนิติบัญญัติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

สุทิน คลังแสง หารือถึงญัตติที่เสนอโดยคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว และอาจารย์ปิยบุตร เพื่อทบทวนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของการถ่วงดุลอำนาจและศักดิ์ศรีของฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมแสดงความกังวลต่อข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องมาตรา ๑๔๓ ที่ทำให้ไม่สามารถพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณภายในกรอบเวลา ๑๐๕ วันตามรัฐธรรมนูญได้

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ท่านประธานครับ ต่อญัตติที่คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ได้เสนอและได้อภิปรายกันอยู่ ผมเรียนว่านาน ๆ มีทีไม่ค่อยได้มีครับ นาน ๆ มีที ก็คิดว่าน่าจะต้องได้พูดได้คุยกันบ้างพอสมควรก็ใช้เวลาไม่มาก เหตุที่นาน ๆ มีทีก็เพราะว่า ความผิดอย่างนี้ไม่ค่อยเกิด เกิดไปแล้วก็ไม่ค่อยได้ยื่นไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ พิพากษามาแล้วก็ไม่ค่อยจะมีคนเห็นต่างหรือเห็นแย้ง หรือมีเห็นแล้วก็ไม่มีคนที่คิดว่าจะต้อง ลุกขึ้นมาพูดมาคุยบ้าง ก็มีแต่ก้มหน้าก้มตาแล้วก็รับกันไป วันนี้ต้องขอชื่นชมคุณหมอชลน่าน ที่ได้ดำริริเริ่มแล้วก็คิดที่จะเสนอญัตตินี้เข้ามา ผมไม่ได้เรียกว่าเป็นความกล้าหาญนะครับ เรียกว่าเป็นความจำเป็นที่คุณหมอต้องทำ ชื่นชมคุณหมอที่ได้พูดคุยในเรื่องยืนบนหลักการ ถ่วงดุลอำนาจ ยืนบทศักดิ์ศรีแล้วก็ตระหนักในความเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ชื่นชมและขอบคุณ อาจารย์ปิยบุตรที่ได้อธิบายถึงตรรกทางกฎหมายที่องค์คณะใดก็ตามที่พิพากษาควรคิด ควรพิจารณา เพราะอย่างไรครับท่านประธาน เหตุที่ผมต้องชื่นชมทั้ง ๒ ท่านที่ต้องหยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมาให้สภาได้พิจารณากันบ้างมีไม่น้อยที่ศาลตัดสินพิพากษาคดีแล้วทราบว่า ผิด มายอมรับผิดย้อนหลัง เคยยุบพรรคเขาแล้วมาบอกทีหลังว่ายุบผิดด้วยก็มี ปลดนายกแล้ว มาพูดทีหลังว่าปลดผิดก็ยังมี เพราะฉะนั้นการที่องค์กรใดชี้ขาดตัดสินมาแล้ว ถ้ายังพอมีอำนาจ หรือช่องที่เราจะได้แสดงความคิดความอ่านได้โดยไม่ผิดหลักกฎหมายแล้วชอบที่จะทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องตระหนักว่าเราคือฝ่ายนิติบัญญัติ นิติบัญญัติคือคนที่ออกกฎหมายครับ ศาลใด ๆ ก็ยังมาตัดสินตามที่เราบัญญัติกฎหมายขึ้น เพราะฉะนั้นคนที่ควรจะแม่นกฎหมายที่สุด รักษากฎหมายที่สุดคือคนที่ออกกฎหมาย ไม่ใช่ คนตัดสินกฎหมายด้วย เพราะฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญตัดสินโดยกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติ คือพวกเราออกไป เมื่อเราบัญญัติกฎหมายไปแล้วเขาตัดสินมาแล้วถูกผิด หรือมีข้อกังวลใจ ใด ๆ ฝ่ายออกกฎหมายชอบธรรมอย่างยิ่งที่จะลุกขึ้นมาแล้วพูดคุยท้วงติงแสดงข้อกังวล อย่างน้อยที่สุดคนที่จะตัดสินต่อไปนี้ หรือต่อไปในข้างหน้าจะต้องคิดให้มากว่าคนเขียน กฎหมายเขาคิดแบบนี้ เจตนารมณ์แบบนี้ คนตัดสินจะต้องคำนึงถึงบ้าง จะต้องขอบคุณ ท่านเทพไทเหมือนกันว่าท่านก็ให้ข้อคิดดี โดยเฉพาะก็ดูเหมือนว่าท่านจะรักษาศักดิ์ศรีสภา ไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะไปองค์กรอื่นว่ากันข้างในอันนี้เห็นใจ แต่อย่างไรก็ตามเราก็คงต้องแยกแยะ กรณีว่าถ้ามันเล็ก ๆ ก็ไม่ ใหญ่ ๆ ก็ไป ถ้าเล็ก ๆ เราทำกันได้ก็ทำ ถ้ามันเกินความจำเป็นจริง ๆ ศาลรัฐธรรมนูญเขาก็มีไว้เพื่อวินิจฉัยโดยการนี้ก็ต้องใช้บริการเขา สำคัญอยู่ที่ว่าคนที่รับเรื่องเราไปพิจารณาแล้วนี่พิจารณาบนหลักการที่ถูกต้องไหม โดยสาระ ยึดหลักตามที่ฝ่ายนิติบัญญัติเขียนให้ไปหรือเปล่า แล้วก็ข้อสำคัญที่สุดดูเหมือนคุณหมอชลน่าน และหลายคนจะกังวลมาก แล้วคนที่เป็นสมาชิกนิติบัญญัติต้องลุกขึ้นมาพูดบ้างก็คือขอบเขต ของอำนาจ ถ้าวันใดมีการล่วงล้ำก้ำเกินขอบเขตอำนาจแล้ว นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ มันไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีนะผมต้องขออนุญาตว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรี แต่มันเป็นเรื่องที่จะต้อง รักษาหลักนิติธรรม หลักนิติธรรมถ้ามันเซเมื่อไรประเทศก็เซ เซเมื่อไรประโยชน์มันตกถึง ประชาชนแน่นอน กระทบประชาชนแน่นอน ยิ่งแล้วนี่ ๕ ปี ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ เราพูดถึงประเทศ เราเซกันมากก็เพราะหลักนิติธรรมนี่ล่ะ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยข้อนี้มา ผมกราบเรียนว่าสิ่งที่เราไม่ค่อยสบายใจขอใช้คำว่า กังวลใจ ผมไม่ใช้คำว่า ผมไม่เห็นด้วยหรือคัดค้าน ไม่สบายใจและกังวลใจที่จะปฏิบัติตาม เรื่องของการเอามาตรา ๑๔๘ ไปตีความ อาจารย์ปิยบุตรพูดไว้ดีมาก ถ้าตกมันก็ควรตกทั้งฉบับ ไม่ใช่ตกเป็นท่อน ๆ เอาล่ะ รายละเอียดไม่พูดเพิ่ม แต่เรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งซึ่งเราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกสั่งมา ให้ปฏิบัติ แล้วเราก็ลังเลว่าจะปฏิบัติอย่างไร ก็คือเรื่องของมาตรา ๑๔๓ เรารอที่จะปฏิบัติ แต่ข้อนี้สิ่งซึ่งศาลควรพูด ควรวินิจฉัยแล้วชี้นี่ไม่พูด เราก็ลังเลคืออะไรครับ รัฐธรรมนูญ บัญญัติว่ากระบวนการบัญญัติพระราชบัญญัติงบประมาณ กระบวนการสภาผู้แทนราษฎร และกระบวนการสมาชิกวุฒิสภา ๑๐๕ วันต้องจบ จบที่ ๑๐๕ วัน แต่วันพรุ่งนี้ที่เราจะพิจารณา มันไม่ใช่ ๑๐๕ วันนะครับ มันเกินแล้ว พอเกินแล้วเราก็ลังเล พวกผมเองก็อยากจะเข้าปฏิบัติ หน้าที่แต่ศาลกลับไม่บอกตัวนี้เลยว่าทำได้ไม่ได้ เกินแล้วมันชอบหรือไม่ชอบที่จะทำ อย่างนี้ นี่คือสิ่งที่ควรพูด เราก็ผิดหวังไม่เห็นพูดมา แต่มาตรา ๑๔๘ เขาพูด เพราะฉะนั้นกราบเรียน ว่าทั้งคุณหมอชลน่านก็ดี อาจารย์ปิยบุตรก็ดี หรือรวมทั้งคุณเทพไทก็ตาม ผมเชื่อว่าที่เรา หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดนี่เรายินดีที่จะปฏิบัติตามนะ แต่จะปฏิบัติอย่างไร ญัตติของคุณหมอ ที่ถามมานี้คือเราจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ หรือคำวินิจฉัยอย่างไร เราจะได้สบายใจ เพราะฉะนั้น ๑. ๑๐๕ วัน นี่มันเกินหรือยัง แล้วก็เรื่องพิจารณาแล้วก็ตัดสินว่ามันไม่โมฆะ แต่ให้ทำใหม่ มันอย่างไรชอบกล แล้วให้ทำใหม่เป็นท่อน ๆ อย่างนี้เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เราจะทำไปเลยหรือครับ เราไม่มีความคิดหรือมีความอ่าน หรือคิดที่จะลุกขึ้นมาถาม หรือแย้งเลยหรือ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ถ้าผ่านไปถึงศาลรัฐธรรมนูญผมต้องขอความเห็นใจ ให้กับเพื่อนสมาชิก ที่ต้องหยิบยกขึ้นมาพูดวันนี้ก็ด้วยความที่ว่าเรากังวลใจ แล้วยิ่งมาถึงเรื่อง ของการละเมิดเรากังวลใจว่าล่วงล้ำก้ำเกินอำนาจหรือเปล่า เพราะเราเองสภาผู้แทนราษฎร ช่วงหลังมานี่ผมรู้สึกนะท่านประธาน ศักดิ์ศรีมันน้อยลง แล้วก็มีหลายองค์กรที่ล่วงล้ำก้ำเกิน อำนาจเรามาเรื่อย แล้วถ้าเราไม่พูดอะไรบ้าง ถ้าเราปล่อยอย่างนี้ไปเรื่อย ก้มหน้าก้มตาทำไปเรื่อย ตามคำสั่งนี่ กระดาษแผ่นเดียว ๒ แผ่น ส่งมาก็ว่ากันไปเรื่อยนี่ ผมว่าต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะมีคำสั่ง หรือชี้มาให้เราทำอะไรบ้าง แล้วอำนาจประชาชนมันอยู่ตรงไหน เราก็คือตัวแทนประชาชน เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรพูดแล้วชื่นชมทั้ง ๒ ท่าน เราก็เลยเห็นว่า การอภิปรายวันนี้ ญัตติวันนี้ไม่ต้องมีมติก็ได้ ถ้ามีมติเป็นทางใดทางหนึ่งแล้วอาจจะสุ่มเสี่ยง กับเพื่อนสมาชิก เราจึงหวังเพียงว่าเสนอแล้วได้ขึ้นมาพูดมาคุยเป็นข้อสังเกตในสภา ศาลจะได้ยิน องค์กรต่าง ๆ จะได้ยิน ประชาชนจะได้ยินว่าสภาผู้แทนราษฎรคิดเป็นนะ แล้วก็มีภูมิรู้ด้วยที่จะ วินิจฉัยหลักการบัญญัติกฎหมายได้ เรามีภูมิรู้ เราก็มีภูมิปัญญาที่จะทำได้ ท้ายที่สุดการอภิปรายวันนี้ หลายท่านที่พูดวันนี้ก็นำเรียน ท่านประธาน บันทึกไว้ในที่ประชุม ท่านประธานจะวินิจฉัยว่าควรนำส่งศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ อย่างไร สุดแท้แต่วินิจฉัยของท่านประธาน แต่สิ่งที่พวกผมพบแล้วว่าแนวปฏิบัติ ที่จะต้องปฏิบัติต่อคำวินิจฉัยครั้งนี้ก็คือเราเองยินดีให้ความร่วมมือ ไม่ขัดขวางคำสั่ง ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลพรุ่งนี้ที่จะพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณ โดยไม่ขัดขวาง ยินดีให้ งบประมาณฉบับนี้ผ่านได้โดยง่าย สมกับเจตนารมณ์ที่ประชาชนรอคอย สมกับความตั้งใจ รัฐบาลที่อยากจะให้ผ่าน เพียงแต่พวกเราอาจจะขอแสดงออกว่า เราแสดงอย่างอื่นไม่ได้ คัดค้านไม่ได้ ทำหนังสือโต้แย้งไม่ได้ เพียงแต่เราจะไม่ขอร่วมประชุมด้วย การไม่ร่วมประชุมด้วย ก็คงจะส่งสัญญาณให้รู้ แต่ไม่กระทบกับงานที่รัฐบาลอยากทำแน่นอน ไม่กระทบกับ ผลประโยชน์ที่ประชาชนอยากได้ แล้วยิ่งจะได้เร็วด้วย พรุ่งนี้เราลงชื่อให้ แล้วถ้าเราไม่อยู่ ร่วมประชุมท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ เปิดทางให้ท่านสะดวก ครึ่งวันผ่านได้ ประชาชนปรบมือ เราดีใจ แต่ถ้าเราอยู่ด้วย ทำได้ไหม ทำได้ แต่เราไม่อยากให้กระบวนการนี้ผ่านไปโดยเรา ฝืนหลักการ ไม่อยากให้ผ่านไปด้วยโดยเราทำผิดหลักการหรือร่วมกระทำผิด หรือยอมรับ ในสิ่งซึ่งเราคิดว่ายังกังวลใจอยู่ เพราะฉะนั้นจึงขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่าน เราขอบคุณ ล่วงหน้าที่จะคิดว่าเราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติแล้วจะได้มาแสดงออกด้วยกันในกรอบและ บทบัญญัติที่เราน่าจะทำได้ ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ