เทพไท เสนพงศ์ แสดงความเห็นต่อคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีการเสียบบัตรแทนกันในการพิจารณางบประมาณปี 2563 โดยย้ำว่าเป็นเรื่องภายในสภาที่ควรแก้ไขเอง ไม่จำเป็นต้องส่งศาลตัดสิน และเรียกร้องให้ยึดมั่นการแบ่งแยกอำนาจ พร้อมให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาตรวจสอบแทน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตท่านประธานแสดงความเห็นเรื่องญัตติด่วนพิจารณาคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในกรณี เสียบบัตรแทนกัน ในกระบวนการตราพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ซึ่งเสนอโดย คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ต้องเรียนกับท่านประธานเลยครับว่า ผมเองได้รับเอกสารจาก ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเอกสารใบเดียว แต่ผมคิดว่าอ่านแล้วก็เข้าใจได้เลยท่านประธาน เพราะว่าเป็นคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำสั่งตามที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้ยื่น แล้วในคำสั่งนั้นก็คือว่าศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการลงมติในวาระ ๒ และวาระ ๓ แล้วก็ให้ตกไปเฉพาะการลงมติวาระ ๒ และวาระ ๓ และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ต่อญัตติของหมอชลน่านก็คือว่าจะพิจารณาคำสั่งของ ศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร ผมอยากเรียนกับท่านประธานในประเด็นนี้ผมขอแยกเป็น ๒ ประเด็น ก็คือเรื่องคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเรียนว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ วรรคสาม เขียนได้ชัดเลยครับว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันต่อรัฐสภา ต่อคณะรัฐมนตรี ต่อศาล ต่อองค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ อันนี้แน่นอนที่สุดเมื่อมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ นี้ มีบทบัญญัติไว้เราก็ต้องเคารพ แล้วก็ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่ว่าการใช้ดุลพินิจของศาล อันนี้ก็ต้องเคารพ เมื่อเรายื่น เรามีมติ แล้วเราก็ยื่นเรื่องนี้ให้ศาลวินิจฉัย เมื่อศาลวินิจฉัยออกมาแล้วว่าวาระ ๒ วาระ ๓ ข้อสังเกตของกรรมาธิการตกไปเพราะกระบวนการตราไม่ถูกต้องอันนี้ก็ต้องยอมรับ ต้องเคารพในคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ คือโดยส่วนตัวผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าเรื่องนี้ ผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้นที่จะยื่นเรื่องนี้ให้กับศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะประเด็นที่ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลได้ยื่นก็เป็นการยื่นเรื่องกระบวนการการตรา เรื่องกรณีการเสียบบัตรแทน เรื่องการเสียบบัตรที่ไม่ถูกต้อง กรณีเรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นกระบวนการภายในของสภาผู้แทนราษฎร ของฝ่ายนิติบัญญัติ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เราแบ่งแยกอำนาจ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารอำนาจตุลาการ แยกออกชัดเจน แต่พอเมื่อเกิดปัญหาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจนิติบัญญัติ เราก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขกันเองได้ จริง ๆ ประเด็นนี้ ผมเรียนกับท่านประธานเลยนะครับว่า ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรสามารถวินิจฉัยได้เลย ว่ากระบวนการตราและมีการเสียบบัตรแล้วก็ไม่ถูกต้องเราจะทำอย่างไรต่อ ผมเชื่อว่าท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านชวน หลีกภัย มีความเป็นกลางให้ความเป็นธรรม และท่านก็มีประสบการณ์อยู่ในสภานี้มาเป็นเวลา ๕๐ ปี ท่านสามารถที่จะตัดสินใจได้ครับ แต่หลายครั้งในการตัดสินใจเรื่องภายในของสภาผู้แทนราษฎรของเรา คนของเราไม่ยอมรับกัน ก็อ้างว่าเข้าข้างฝ่ายโน้นบ้างถ้าถูกใจ ถ้าหากว่าตัดสินเข้าข้างตัวเองเป็นที่ถูกใจก็ชอบ ก็นิยม ชมชอบ ถ้าไม่ถูกใจก็วิพากษ์วิจารณ์ ผมอยากเรียนว่าถ้าเราเป็นแบบนี้สภาเราก็ไม่ต่างอะไร กับกบเลือกนายครับท่านประธาน คือมีปัญหาปั๊บก็ส่งให้กับศาลรัฐธรรมนูญ มีอะไรปั๊บ มีปัญหาขัดแย้งก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่เนื้อหาในการส่งศาลรัฐธรรมนูญไม่มีความจำเป็น เราตัดสินใจเราอะไรกันได้ ถ้าเป็นแบบนี้ผมก็เชื่อว่าต่อไปศาลรัฐธรรมนูญก็เหมือนกับอาจารย์ ปิยบุตรพูดละครับท่านประธาน จะเป็นองค์กรที่มีอำนาจ เป็นองค์กรที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นองค์กร ที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ เพราะอะไรครับ เพราะพวกเราครับ เพราะพวกเราไม่สามารถที่จะ แยกแยะได้ว่าประเด็นใด เรื่องใดที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องใดที่เรามาจัดการกันเองได้ ภายในองค์กรของเรา อันนี้ก็เหมือนกันครับ กรณีที่เราเสียบบัตรแทนกันแล้วก็มีปัญหา เรื่องเสียบบัตร แล้วก็มีการตรวจสอบ ผมเห็นชอบกับความเห็นของท่านประธานชวน หลีกภัย ที่บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในสภาผู้แทนราษฎร การตรวจสอบก็ยื่นไปให้ มอบไปให้ คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบ ซึ่งคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ก็มีหน้าที่โดยตรงอยู่แล้วที่จะตรวจสอบกิจการ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้แล้วก็มีการ ตรวจสอบ ถ้าหากว่าข้อมูลไม่สลับซับซ้อนไม่มีอะไรมากผมคิดว่าคณะกรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎรก็สามารถตรวจสอบได้ ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ผมเห็นนะครับว่า วันที่ท่านประธานชวน หลีกภัย นำเสนอเรื่องการตรวจสอบการกดบัตรของคุณขจิตร ชัยนิคม ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ตรวจสอบให้ ให้ความเป็นธรรม อันนี้ ก็เช่นเดียวกันถ้าหากว่าท่านประธานยื่นมาที่คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ผมก็เชื่อว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ให้ความเป็นธรรมได้ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนกับ ท่านประธานไว้เป็นข้อสังเกตว่าในอนาคตข้างหน้า ในโอกาสต่อไปผมก็อยากจะให้เพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตระหนักถึงความสำคัญขององค์กรของเราว่าปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ที่เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้เกิดขึ้นในฝ่ายนิติบัญญัติเราควรจะจัดการกันเอง ไม่ควรที่จะยืมมือ หรือให้ใคร ให้คนนอกองค์กรมาจัดการ มาสะสางปัญหา มิฉะนั้นเราก็จะไม่มีความสำคัญ เราสำคัญที่สุด ผมคิดว่าสำคัญกว่าหน่วยงานอื่นใดเพราะที่นี่คือศูนย์รวมอำนาจอธิปไตยของ ปวงชนชาวไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ๕๐๐ คน มาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชน องค์กรอื่น ๆ ที่สถาปนามาที่ได้มาโดยการสรรหา โดยอะไรทั้งสิ้นก็ไม่ได้ ยึดโยงกับประชาชนเลยนะครับ เพราะฉะนั้นก็ฝากเรียนกับท่านประธาน แล้วก็ฝากเรียน ไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับ ในโอกาสต่อไปถ้าสภาผู้แทนราษฎรของเรามีปัญหาอะไรก็ตาม ที่เป็นปัญหาภายใน เป็นปัญหาวิธีการ เป็นปัญหากระบวนการไม่ใช่เป็นปัญหาเนื้อหาสาระ ที่จะต้องวินิจฉัย ผมอยากจะนำเรียนกับท่านประธานว่าขอให้ท่านประธานได้โปรดใช้ดุลพินิจ และตัดสินใจลงไปได้เลย และผมก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับการวินิจฉัยของประธาน สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเราต้องให้ความเคารพในฐานะที่เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติครับ ขอบคุณท่านประธานครับ