ปิยบุตร แสงกนกกุล หารือหลักการเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและชี้ว่ากรณีร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๖๓ ศาลวินิจฉัยเฉพาะกระบวนการตราที่ไม่ชอบ จึงไม่กระทบสาระสำคัญ ทำให้กฎหมายฉบับนี้ยังอยู่
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ ผมขอใช้เวลา ในที่ประชุมแห่งนี้อภิปรายสนับสนุนญัตติที่เพื่อนสมาชิกคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย ได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเข้ามาในการอภิปรายในวันนี้ครับ เป็นกรณีปัญหาของคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ กรณีร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ แล้วก็จะหารือกันถึงแนวทางการปฏิบัติของสภาผู้แทนราษฎรของเราว่าจะดำเนินการ ต่อเนื่องกันไปอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันพรุ่งนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานแบบนี้ว่า สิ่งที่พวกเรากำลังจะทำเป็นสิ่งที่มีความถูกต้องชอบธรรมอย่างยิ่ง เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยออกมาแล้วมีผลโดยตรงต่อพวกเราคือสภาผู้แทนราษฎร เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยมาแล้วสภาผู้แทนราษฎรย่อมมีสิทธิอย่างชอบธรรมเต็มที่ที่จะเอาคำวินิจฉัยนั้น มาพิจารณาร่วมแล้วตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ผมเรียนว่านี่ไม่ใช่เป็นเรื่องของการไปล่วงละเมิดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นแดนอำนาจ ของใครของมัน ศาลรัฐธรรมนูญท่านก็วินิจฉัยของท่านไปทางพวกเราเองก็เอาคำวินิจฉัย มาดูว่าเราจะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยกันอย่างไร แล้วก็อำนาจที่เรามีอยู่นี้คืออำนาจนิติบัญญัติ ในขณะเดียวกันอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญมีก็เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจตุลาการศักดิ์และสิทธิ เท่าเทียมกัน ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่เหนือสภาผู้แทนราษฎรนะครับเรายืนอยู่ในระนาบ เดียวกันหนำซ้ำความชอบธรรมทางประชาธิปไตยของพวกเรามีสูงกว่าด้วย เพราะพวกเรา มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ผมขออนุญาตอภิปรายไล่เลียงไปแบบนี้ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้เวลาสักเล็กน้อย ท่านประธานถ้าอาจจะเกินสักเล็กน้อย ผมต้องขออนุญาตท่านประธานจริง ๆ เพราะว่าตามที่ได้คุยหารือกับทางวิป (Whip) รัฐบาล เอาไว้ว่าญัตตินี้ทางซีกฝ่ายค้านจะอภิปรายประมาณ ๓-๔ ท่าน และใช้เวลาไม่เกิน ๑ ชั่วโมง คิดว่า ๖ โมงเย็นจบ แล้วได้พูดญัตติเรื่องกรณีโคราชแน่นอน ขออนุญาตท่านประธานครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องหลักการของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาล ที่พิเศษไม่ได้เหมือนกับศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง คือศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง เขาเป็นศาลที่เขตอำนาจทั่วไป แต่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเฉพาะเจาะจง ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ก็เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเวลาวินิจฉัยแล้วมันมีผลผูกพันเด็ดขาด ผูกพันทุกองค์กร อานุภาพของคำวินิจฉัยศาลรับธรรมนูญมันสูงส่งมากครับ เพราะวินิจฉัย แล้วเด็ดขาดผูกพันทุกองค์กร ถ้าเกิดเราไม่ตีกรอบจำกัดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเลย ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรก็ได้จะหยิบเรื่องนั้นมาวินิจฉัยอย่างไรก็ได้อยู่ในเขตอำนาจตน หรือไม่ไม่รู้หยิบมาวินิจฉัย หรือเอามาวินิจฉัยแล้วจะออกคำบังคับอย่างไรก็ได้ โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเอาไว้เลย แบบนี้จะเกิดอันตรายขึ้นก็คือศาลรัฐธรรมนูญจะมี อำนาจสูงที่สุดในแผ่นดินนี้ ดังนั้นหลักการทั่วไปของทุก ๆ ประเทศที่นำความคิด นำรูปแบบ ศาลรัฐธรรมนูญไปใช้จะเป็นแบบนี้หมดครับ เรารับไอเดีย (Idea) มาจากประเทศเยอรมนี เขามีหลักอ่านเป็นภาษาเยอรมันคือ เอนูมิลาซียอนพรินซีฟ (Enumerationsprinzip) แปลว่า เขตอำนาจต้องเฉพาะเจาะจง ดังนั้นรัฐธรรมนูญพูดว่าศาลมีอำนาจแค่ไหน มีแค่นั้น ขยายกว่านี้ไม่ได้ ต่างกับศาลยุติธรรมครับ ศาลยุติธรรมเวลาเขาออกคำบังคับในคำพิพากษา เขาสั่งโน่นสั่งนี่ได้เต็มไปหมดเพราะมันมีผลเฉพาะคู่กรณีที่ไปขึ้นศาลกันโจทก์ จำเลย แต่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมันมีผลต่อทั้งระบบรัฐธรรมนูญทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญถูกกระทบหมด ดังนั้นจึงต้องจำกัดอำนาจเอาไว้เช่นนี้ ทีนี้ประเด็นปัญหาอยู่ตรงไหนครับ กรณีที่เกิดขึ้นครับ สมาชิกจากฝ่ายรัฐบาลส่วนหนึ่งได้ยื่นคำร้องไป สมาชิกจากฝ่ายค้านส่วนหนึ่งได้ยื่นคำร้องไป เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยส่งไปตามช่องทางของมาตรา ๑๔๘ (๑) มาตรา ๑๔๘ (๑) นั่นคือเรื่องของกระบวนการตรวจสอบเป็นการตรวจสอบความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติในประเด็นเรื่องอะไรบ้าง มันมีการตรวจสอบ ความชอบรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติอยู่ ๒ เรื่อง นั่นคือตรวจสอบกระบวนการตรา กับอันที่ ๒ คือตรวจสอบเนื้อหา กรณีคำร้องของ ส.ส. ซีกรัฐบาลและคำร้องของ ส.ส. ซีกฝ่ายค้าน ที่ส่งไปนั้นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณที่ผ่านสภา ผ่านไปโดยมีกระบวนการตราที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ คือเราตรวจเฉพาะ กระบวนการตรา แล้วถ้ามาตรา ๑๔๘ (๑) ส่งไป ส่งไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจได้แค่ไหน เพียงใดครับ มาตรา ๑๔๘ วรรคสามเขียนเอาไว้ชัดเจนครับ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัตินั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อันนี้อันที่ ๑ นะครับ หรือตราขึ้น โดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อันที่ ๒ ในกรณีที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญให้ร่าง พ.ร.บ. นั้นตกไป ในกรณีที่ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้อง ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญให้ร่าง พ.ร.บ. นั้นตกไป ผมสรุปให้เพื่อนสมาชิกและ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านให้เข้าใจง่าย ๆ แบบนี้ครับ ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติ ตรวจได้ทั้งเนื้อหา ตรวจได้ทั้งกระบวนการตรา ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญบอกกระบวนการตรา ไม่ชอบจะตกไปทั้งฉบับ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเนื้อหาไม่ชอบจะต้องเป็นเนื้อหาที่เป็น สาระสำคัญเท่านั้น ถ้าเนื้อหาไม่สำคัญก็ตกเป็นบางมาตรา แต่ถ้าเนื้อหาสำคัญไปทั้งฉบับ ดังนั้นประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน คำร้องของทั้งซีกฝ่ายค้านและซีกรัฐบาล ส่งไปคือขอตรวจสอบกระบวนการตรา และศาลรัฐธรรมนูญก็ยืนยันเองครับในเอกสารข่าว ที่ ๕/๖๓ ที่ส่งมาให้พวกเรา เขียนเอาไว้ชัดเจนครับในวรรคแรก ผลการพิจารณาคดีนี้ไม่มี ประเด็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อความหรือเนื้อหา คงมีประเด็นแต่เพียงวินิจฉัย เรื่องกระบวนการตราเท่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันด้วยตัวเองนะครับว่าเรื่องนี้ตรวจเฉพาะ กระบวนการตรา ไม่ตรวจเนื้อหา ทีนี้พอตรวจกระบวนการตราแล้วอย่างไรต่อครับ อ่านดู ต่อไปครับ ท่านก็เขียนบอกว่ากรณีเสียบบัตรแทนกันของ ส.ส. ๑ ท่านนั้นเป็นการออกเสียง ลงคะแนนที่ไม่สุจริตทำให้ผลการลงมติไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ ขีดเส้นใต้นะครับ และไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ คือศาลรัฐธรรมนูญท่านได้วินิจฉัย ไปแล้วในส่วนนี้ว่าการเสียบบัตรแทนกัน ๑ ท่านทำให้กระบวนการตรากฎหมายฉบับนี้ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทีนี้ถ้าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญผลมันต้องเป็นอย่างไรครับ ผลมันก็ต้อง เป็นไปตามมาตรา ๑๔๘ วรรคสาม คือตกไปทั้งฉบับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญท่านอธิบายต่อครับ ท่านอธิบายต่อว่าปัญหาว่าร่างนี้จะตกหรือไม่ตกทั้งฉบับ ท่านเห็นว่ากรณีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เรื่องสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. แต่ย่อหน้าที่ ๑ ของเอกสารข่าวยืนยันชัดเจนว่าเรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ตรวจเนื้อหาครับ ดังนั้นเนื้อหาจะสำคัญไม่สำคัญไม่เกี่ยวครับ เพราะท่าน ไม่ได้ดูเนื้อหา ท่านดูแต่กระบวนการตรา และถ้าดูกระบวนการตราแล้วท่านบอกว่าเสียบบัตร แทนกันเท่ากับกระบวนการตราไม่ชอบ ผลที่ตามมาเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยครับต้องตกทั้งฉบับ เอาล่ะ ท่านอ้างขึ้นมาบอกว่านอกจากนี้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศชาติต้องได้กฎหมาย ฉบับนี้ไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาประเทศ ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกในที่นี้ไม่มีใครขัดข้องครับ ทุกท่านยืนยันชัดเจนแน่นอนว่ากฎหมายงบประมาณแผ่นดินต้องใช้ แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยแบบนี้มันเกิดปัญหาลักลั่นกันเองครับ ด้านหนึ่งท่านเปิดหัวมาแล้วว่าท่านดูกระบวนการตรา แล้วท่านก็บอกมาต่อว่ากระบวนการตรา ไม่ชอบ แต่พอถึงจะตกไปท่านบอกไม่ตกครับ ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๘ วรรคสาม ยืนยันเอาไว้ว่าถ้ากระบวนการตราไม่ชอบเมื่อไรต้องตกทั้งฉบับ จริง ๆ มันมีทางแก้อยู่นะครับ ผมเข้าใจว่าเสียงข้างน้อย ๔ ท่านตามข่าวลือที่ออกมาในหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะในท้ายที่สุด เรายังไม่เห็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เราเห็นแต่เอกสาร ๒ แผ่นที่ส่งมาเลยไม่รู้ว่าใครเห็น อย่างไรในตุลาการ ๙ ท่าน แต่มีข่าวออกมาว่ามีเสียงข้างน้อย ๔ ท่านบอกว่าให้เดินหน้า ให้นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ได้เลย ผมคิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจครับ มันน่าสนใจตรงนี้ครับ ผมก็ไปดูบ้านอื่นเมืองอื่นเวลาเขามีปัญหาลงคะแนนไม่ชอบกันแบบนี้เขาแก้กันอย่างไร เขานับแบบนี้ครับ เขาดูว่าเสียงข้างมากที่ได้คะแนนไปได้เท่าไร มีเสียงที่ผิดพลาดบกพร่อง เออเรอ (Error) กี่เสียง สมมุติในคำนี้มี ๑ ใบใช่ไหมครับ หัก ๑ คะแนนออกครับ ถ้าหัก ๑ คะแนนออกเสียงข้างมากยังชนะอยู่ดี ก็ถือว่าประกาศใช้ได้ต่อครับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านไม่ได้พิจารณาแบบนี้ ท่านไปอ้างเรื่องเหตุผลความจำเป็นของชาติบ้านเมืองต้องมี งบประมาณ จริง ๆ เรื่องมันง่ายนิดเดียวครับ ท่านยืนยันได้เลยว่าเสียบบัตรแทนกันผิด แต่การผิด ๑ ใบไม่ได้กระทบต่อมติ ไม่ได้กระทบมติต่อเสียงข้างมาก จบแล้วนายกรัฐมนตรี ก็ทูลเกล้าฯ ประกาศใช้ พวกเราไม่ต้องมาปวดหัวกันวันนี้นะครับ ดังนั้นพอเรื่องเป็นแบบนี้ แล้วอย่างไรต่อครับ ศาลรัฐธรรมนูญท่านก็เดินต่อเนื่องไปอีกครับ ไปหยิบมาตรา ๗๔ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๔ นี้ ผมสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ เนื่องมาจากว่าตอนที่ผมเป็นอาจารย์ประจำอยู่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมรับผิดชอบบรรยายวิชากฎหมายวิธีพิจารณาคดี รัฐธรรมนูญในระดับปริญญาโท และผมเป็นคนเอาเรื่องนี้มาสอนนักศึกษา แล้วนักศึกษาก็เอา ไปพูดไปคุยกันแล้วเขาก็มาบอกผมว่ามีแนวโน้มว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ออกมาแล้วงวดนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะเอาความคิดนี้ไปใช้ ไปให้อำนาจแก่ศาลรัฐธรรมนูญ ผมสอนมากับมือเองเรื่องนี้ทำศึกษาวิจัยเขียนบทความเอาไว้ด้วยนะครับ ดังนั้นจะอธิบาย ท่านแบบนี้ครับ บทบัญญัติมาตรา ๗๔ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้คืออะไร บทบัญญัติเรื่องนี้เรารับอิทธิพลมาจากกฎหมายของประเทศฝรั่งเศสและอิตาลีครับ ผมเป็น คนทำมาบรรยายในระดับปริญญาโทเอง คือเขาเรียกว่าวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยสงวนการตีความเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น มีกฎหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาสู่ศาลครับ ศาลวินิจฉัยว่า กฎหมายฉบับนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเอากฎหมายนี้ไปใช้ต้องใช้แบบใด ตีความแบบใด ตามเงื่อนไขที่ศาลรัฐธรรมนูญวางเอาไว้ ภาษาฝรั่งเศสสักนิดหนึ่งครับ เขา เรียกกันว่าเซอร์ ลา เคเสต เด็ง เทอร์เพอร์เทชัน (Sur la cassette d’interpretation) อันนี้ ผมสอนมากับมือเลย แล้วลูกศิษย์ผมเอาไปพัฒนากันอยู่ในศาลแล้วก็ไปแนะนำตุลาการกัน จนเกิดเป็นความคิดนี้ขึ้นมา คือต่อไปนี้เวลาศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัย วินิจฉัยเสร็จแล้ว ท่านแถมเงื่อนไขให้ได้ เช่น กฎหมายนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่เวลาองค์กรต่าง ๆ เอากฎหมายนี้ ไปใช้ต้องตีความตามแนวที่ศาลรัฐธรรมนูญวางเอาไว้ ทำไมเขาถึงทำแบบนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ เวลาวินิจฉัยเรื่องร่าง พ.ร.บ. เป็นการเผชิญหน้ากับอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจนิติบัญญัติ พวกเรามาจากการเลือกตั้งของประชาชน เวลาพวกเราตราออกไปแล้วเป็นกฎหมายถือว่า เป็นเจตจำนงทั่วไปของประชาชนออกมาเจเนอรัล วิว (General will) เป็นเจตจำนงทั่วไป ของประชาชนที่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ออกมา เวลาศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าตก ตกไป ตกไป ตกไป นานวันเข้ามันก็เผชิญหน้ากับฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชน เขาก็เลยคิดค้นเทคนิคว่าอย่างนี้ปล่อยให้กฎหมายมันผ่านไปครับ แต่ผ่านไปภายใต้เงื่อนไข คุณเอาไปใช้คุณต้องใช้ภายใต้เงื่อนไขการใช้การตีความแบบนี้ นี่คือเจตนารมณ์ที่ถูกต้อง ที่มาตรา ๗๔ เอามาใช้ ทีนี้ปรากฏว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ประวัติศาสตร์กฎหมายรัฐธรรมนูญไทยที่ศาลรัฐธรรมนูญเอาอำนาจแบบนี้มาใช้เป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ครับ มาตรา ๗๔ เขาเขียนแบบนี้ครับท่านประธาน เขาเขียนว่า ภายใต้ บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลหากมีความจำเป็นจะต้องบังคับให้ เป็นไปตามคำวินิจฉัย ให้ศาลมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาล โดยอาจกำหนดให้มีผลไปในอนาคตขณะหนึ่งขณะใดหลังอ่านคำวินิจฉัย หรืออาจกำหนด เงื่อนไขหรือมาตรการในการบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้ตามความจำเป็นหรือสมควร ตามความเป็นธรรมแห่งกรณี มาตรา ๗๔ เขียนแบบนี้หมายความว่าอะไร เวลาศาลวินิจฉัย ศาลแถมเงื่อนไขให้ได้ เวลาศาลวินิจฉัยศาลอาจจะบอกว่าคำวินิจฉัยฉบับนี้ยังไม่มีผล ไปมีผล นับตั้งแต่อ่าน ไม่ได้มีผลถอยหลังหรือไปมีผลในอีก ๓ เดือนข้างหน้า ศาลยืดได้หดได้แบบนี้ ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรมแก่กรณี เพื่อคุ้มครองคนสุจริต เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะต่าง ๆ ที่อาจจะเสียหายได้ หากศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นจึงเปิดช่องให้ ศาลได้ใช้ดุลพินิจแบบนี้ เราก็นำมาใช้ แต่คีย์เวิร์ด (Keyword) ที่สำคัญที่สุดของมาตรา ๗๔ อยู่ตรงวรรคหนึ่งเลยครับ ย่อหน้าที่ ๑ ถ้อยคำที่ ๑ เลย คือคำว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ หมายความว่าอย่างไรครับ คือศาลจะใช้มาตรา ๗๔ ต้องใช้ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๘ วรรคสาม ใหญ่กว่ามาตรา ๗๔ มาตรา ๑๔๘ วรรคสาม ในรัฐธรรมนูญบอกว่าอะไรครับ ถ้ากระบวนการตราไม่ชอบ ตกทั้งฉบับ ไม่มีเป็นอย่างอื่น กระบวนการตราไม่ชอบ ตกทั้งฉบับ แต่ปรากฏว่าท่านเอามาตรา ๗๔ มาใช้เพื่อบอกว่า มันไม่ตกนะ แถมฝากเงื่อนไขต่าง ๆ เอาไว้เต็มไปหมดให้พวกเรามาโหวตวาระ ๒ วาระ ๓ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาเพื่ออธิบายตรงนี้ให้เป็นหลักฐานในทาง วิชาการเอาไว้ เพราะผมกังวลใจจริง ๆ ตอนที่นักศึกษาผมมาคุยว่ามีความคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะเอาระบบกฎหมายฝรั่งเศส อิตาลีมาใช้แบบนี้ เขากังวลมากว่าตัวตุลาการหรือตัวพนักงาน คดีต่าง ๆ ที่อยู่ในศาลรู้และเข้าใจดีแล้วหรือยังว่าอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตรงนี้เขาให้ใช้กัน แบบไหน อย่างไร ปัญหาเกิดขึ้นอย่างนี้ ท่านประธานจะจบแล้วครับ อีกนิดเดียว