ชลน่าน ศรีแก้ว เสนอให้สภาพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่วาระ ๑ เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่บังคับให้พิจารณาวาระ ๒ และ ๓ โดยทันที เนื่องจากกังวลว่ากระบวนการดังกล่าวจะขัดต่อรัฐธรรมนูญและทำให้ร่างกฎหมายล่าช้า โดยยืนยันว่าฝ่ายค้านยินดีเป็นองค์ประชุมแต่จะไม่ร่วมพิจารณาในวาระ ๒ หากมีการใช้คำสั่งศาลดังกล่าว
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กระผมต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานด้วยความเคารพยิ่งที่อนุญาตให้ผมได้เสนอญัตติให้สภาพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๖๒ ข้อ ๕๔ (๑) ท่านประธานที่เคารพ เป็นเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรเราพิจารณาเรื่องการปฏิบัติตามการกำหนดบังคับ ผมเน้น ท่านประธานด้วยความเคารพ การปฏิบัติตามการกำหนดบังคับในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ออกเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการให้ถูกต้องในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ เฉพาะวาระ ๒ วาระ ๓ และข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการ แล้วก็ส่งร่างที่แก้ไขที่ถูกต้องแล้วให้กับสมาชิกวุฒิสภาพิจารณาต่อไป แล้วก็มีคำสั่งให้รายงานผลการปฏิบัติตามกำหนดบังคับให้ศาลรัฐธรรมนูญทราบภายใน ๓๐ วัน เป็นประเด็นที่ผมอยากให้สภาแห่งนี้ช่วยกันพิจารณาว่าเราควรปฏิบัติตามอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ เหตุผลที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าต้องเสนอเป็นเรื่องที่ให้สภา พิจารณาเป็นเรื่องด่วน ด้วยเหตุผล ๒ ประการ
ประการที่ ๑ เรื่องนี้หลังจากมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งมาถึงสภา ลงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ นำเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร พูดถึงคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อกัน ๒ คำร้อง คำร้องแรก ๙๐ คน คำร้องที่ ๒ ๘๔ คน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในการตราพระราชบัญญัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีว่าตราขึ้นชอบ หรือถูกต้องโดยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ท่านประธานครับ เหตุผลข้อที่ ๑ ที่ผมนำเรียนท่านประธาน คือท่านประธานได้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมเป็นวาระพิเศษ และนัดหมาย ให้เพื่อนสมาชิกได้เข้ามาร่วมพิจารณาในวันพรุ่งนี้ เลยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กระผมเอง และสมาชิกฝ่ายค้านได้ร่วมปรึกษาหารือกันว่าอยากให้สภาช่วยกันพิจารณาว่าเราควรจะปฏิบัติ ตามการกำหนดบังคับของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร
เรื่องที่ ๒ เป็นเหตุผลที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่ากำหนดบังคับ ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ให้สภาดำเนินการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งอยู่ในหน้าที่ และอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมันเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีครับ ในประกาศศาลรัฐธรรมนูญก็เขียนว่าเป็นการเกิดขึ้นในครั้งแรกไม่เคยเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เลยเป็นเรื่องสำคัญ เราในฐานะเป็นผู้ถูกบังคับ ถูกกำหนดบังคับให้กระทำมีความจำเป็น อย่างยิ่งที่เราจะต้องมาร่วมกันพิจารณาว่าเราจะดำเนินการอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ในเหตุผลของผม ที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงเหตุถึงผลว่าผมมีความเห็น เป็นอย่างไร ผมเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพครับ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ๓ อำนาจ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร ๓ อำนาจอธิปไตยจะต้องมีการตรวจสอบและมีการถ่วงดุล ซึ่งกันและกัน มีความสมดุลในการใช้อำนาจนั้นให้เท่าเทียมกันไม่มีหนักไม่มีเบา เพราะฉะนั้น ก้อนเส้า ๓ ก้อนเดี๋ยวจะประคองอำนาจอธิปไตยที่อยู่บนยอดพีระมิดตรงนั้นไม่ได้ มันจะมีการ ล้มเหลว มีการถูกทำลายไป เพราะฉะนั้นผมเองก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าข้อเสนอผมเอง ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมเอง ไม่เห็นด้วยที่จะต้องปฏิบัติตามการกำหนดบังคับของศาลรัฐธรรมนูญ การให้ความเห็นของผม ท่านประธานที่เคารพ มันหมิ่นเหม่มากต่อการละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมจะขอให้ความเห็นบนพื้นฐานของความสุจริต บนพื้นฐานของความสุจริตตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดี ของศาลรัฐธรรมนูญ ข้อ ๑๐ บทบัญญัติ มาตรา ๓๘ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านข้อบังคับข้อกำหนด ข้อ ๑๐ นะครับ
ในข้อ ๑๐ กำหนดให้ห้ามบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายตามคำสั่ง หรือวิจารณ์คำสั่งศาล หรือคำวินิจฉัยศาลโดยไม่สุจริต ผมขีดเส้นใต้ด้วยความเคารพครับ ท่านประธาน โดยไม่สุจริต หรือใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี ปลุกปั่น ยุยง หรืออาฆาตมาดร้าย เพราะฉะนั้นถ้ากระผมเองเผอเรอด้วยความเคารพท่านประธานครับ ท่านประธานกรุณาได้ตักเตือนผมด้วยเพราะผมเองมีเจตนาสุจริตจริง ๆ ที่จะให้เหตุให้ผลกับ การที่ผมไม่เห็นด้วยกับการปฏิบัติตามการกำหนดบังคับของศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะให้เหตุผลผมขออนุญาตท่านประธานกล่าวถึง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประกาศของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๕/๒๕๖๓ กับคำวินิจฉัย ส่วนกลางยังไม่ออกครับ คำวินิจฉัยส่วนตนเราก็ยังไม่เห็นแต่มีเอกสารเป็นหนังสือ ส่งจาก ศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ มาถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นการสรุปคำวินิจฉัย โดยย่ออยู่ ๒ หน้ากระดาษที่ส่งมาให้พวกเรา แล้วก็ทางฝ่ายสภาได้กรุณาสำเนาวางไว้ ให้กับสมาชิกทุกท่านด้วยความเคารพแล้วในการพิจารณา โดยสรุปครับท่านประธาน คำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม
เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องพฤติการณ์ พฤติกรรม ของสมาชิกที่ลงคะแนนแทนกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ผิดต่อหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๑๔ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องทำหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือการครอบงำใด ๆ ต้องเป็นอิสระ แล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ ที่เราได้ปฏิญาณตนว่าเราจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ธำรงรักษาไว้ซึ่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทุกประการ ที่สำคัญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ ๑ เสียง สมาชิกมีสิทธิลงคะแนน ๑ คะแนน เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๘๐ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตรงนั้นศาลวินิจฉัยว่าเป็นการทำหน้าที่ไม่สุจริต ขัดหลักนิติธรรม หรือไม่สอดคล้องกับ หลักนิติธรรม ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นั่นเป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ โดยสรุป ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ ไม่ตกไปทั้งฉบับ แค่ตกไปบางส่วน เฉพาะวาระ ๒ วาระ ๓ และข้อสังเกตของกรรมาธิการ ศาลรัฐธรรมนูญก็ให้เหตุผลว่า สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลคือยกเอาข้อเปรียบเทียบหรือว่า คำร้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๘๔ ท่าน ซีกฝ่ายค้านที่ส่งคำร้องไปวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๘ วรรคหนึ่ง (๑) การตรานี้ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยยกคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๕๖ ตามคำวินิจฉัยที่ ๑๕ ถึงคำวินิจฉัยที่ ๑๘/๒๕๑๖ แล้วก็ คำวินิจฉัยที่ ๓ ถึงคำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๕๗ เรื่องของการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วก็ การยกร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเงินกู้มาเปรียบเทียบ คำวินิจฉัยตรงนั้นผู้ร้องมีความประสงค์ ให้ศาลรัฐธรรมนูญได้เห็นว่าคำวินิจฉัยขณะนั้นร้องว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้พระราชบัญญัติ โดยเฉพาะคำวินิจฉัยที่ ๓-๔/๒๕๕๗ ตกไปทั้งฉบับ ด้วยเหตุ ๑. ข้อความหรือบทบัญญัติไม่ชอบ ๒. หรือตราโดยไม่ชอบที่มีการเสียบบัตรแทนกัน กรณีตรงนั้นมีคำวินิจฉัย แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทั้งพฤติการณ์แห่งคดี แล้วก็ตัวบทกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ท่านบอกมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญก็เลยให้เหตุผลว่า การดำเนินการ ตราพระราชบัญญัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีในวาระรับหลักการ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในชั้นการพิจารณาในวาระ ๒ ในชั้นกรรมาธิการก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่มีปัญหาเรื่องของการพิจารณาในวาระ ๒ และวาระ ๓ ในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ ก็บอกว่าให้มีผลเฉพาะตรงที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
เรื่องที่ ๓ ศาลรัฐธรรมนูญอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๔ ให้ศาลมีอำนาจกำหนดบังคับไว้ในคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้คู่กรณีนำไปสู่การปฏิบัติ ก็เลยเอาอำนาจนั้นมากำหนดบังคับให้ สภาผู้แทนราษฎรเราไปดำเนินการให้ถูกต้องในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ ในวาระ ๒ วาระ ๓ และข้อสังเกตของกรรมาธิการ อันนั้นคือ สิ่งที่เป็นคำวินิจฉัยโดยคร่าว ๆ โดยสรุปของผมที่นำเรียนท่านประธานครับ ท่านประธานครับ จากคำวินิจฉัยนี้ผมเองมีความเห็นกับท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรจะต้องปฏิบัติตามการกำหนดบังคับในคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญให้เรามาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี เฉพาะวาระ ๒ วาระ ๓ และข้อสังเกต เหตุที่ผมนำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เพราะอะไรครับ
ประการที่ ๑ กระผมเห็นว่าเป็นความเห็นบุคคล เป็นความเห็นส่วนตัว โดยสุจริตครับ ไม่ได้ก้าวล่วงอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ผมเคารพครับว่าศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจวินิจฉัยตัวบทกฎหมายหรือร่างกฎหมายว่าชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่สิ่งที่กระผมได้ตรวจสอบดูคำร้องของเราที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๘ วรรคหนึ่ง (๑) เข้าชื่อกัน ๑ ใน ๑๐ ๘๔ คน แล้วก็ ๙๐ คนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ การวินิจฉัยถ้าดูตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ ในเรื่องของการวินิจฉัย ถ้าไปดู ในวรรคสามของมาตรา ๑๔๘ ขออภัยท่านประธานครับ เขียนไว้อย่างนี้ท่านประธานครับ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ผมขีดเส้นใต้คำว่า หรือ เลย ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป เน้นย้ำครับ ๑. ตราโดยไม่ชอบตกไป ถ้าวินิจฉัยว่าตราโดยไม่ชอบ ๒. ข้อความขัดหรือแย้งบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นสาระสำคัญตกไป วรรคสี่ก็ไม่เขียนรองรับอีกถ้าไม่ใช่สาระสำคัญ ก็ให้ตกไปเฉพาะข้อความนั้นเท่านั้นเอง ประเด็นนี้เองก็เป็นเรื่องที่ผมก็ต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งมาให้เรามีการพิจารณา แยกส่วนในกระบวนการตราพระราชบัญญัติเหมือนกับวินิจฉัยข้อความซึ่งไม่เคยปรากฏมา ในคำวินิจฉัยใด ๆ และที่สำคัญในอดีตก็มีการพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องตราบทบัญญัติ ของกฎหมาย ผมยกตัวอย่างท่านประธานครับ ในอดีตที่ผ่านมาอย่างน้อย ๙ ฉบับ ๙ เรื่อง ๑๐ ฉบับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ผมขอยกตัวอย่างไม่เอาทั้ง ๙ ฉบับครับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๒/๒๕๕๑ ว่าตราโดยไม่ชอบ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ มีสมาชิก สนช. มาลงชื่อเข้าประชุม ๒๑๒ คน ครบองค์ประชุม เปิดประชุมได้ แต่เวลาลงมติมีผู้เข้ามาอยู่ในที่ประชุมแค่ ๘๖ คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ศาลก็ใช้เป็น เหตุว่านี่คือกระบวนการตราพระราชบัญญัติไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย ให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นอันตกไป ทั้ง ๙ เรื่องนี้เป็นอันตกไป ร่างพระราชบัญญัติว่า ด้วยป่าชุมชนก็เป็นอันตกไปเพราะกระบวนการตราไม่ชอบ อันนี้เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา ในอดีต ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เพราะฉะนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้วินิจฉัยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๘ วรรคสาม ผมขอนำเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ไม่ได้หมิ่นประมาทหรือไม่ได้ละเมิดต่อศาล ผมเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้
ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในเรื่อง ต่อไป การออกข้อกำหนดหรือข้อบังคับ หรือกำหนดบังคับในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ให้องค์กรใด ๆ กระทำตามรัฐธรรมนูญ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ในมาตรา ๗๔ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ เขียนให้อำนาจไว้ก็จริง แต่ถ้ามาดูข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญในข้อ ๔๔ ข้อ ๔๕ ก็เขียนรองรับเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน ในข้อ ๔๔ เขียนไว้ว่าถ้าปรากฏความว่าศาลพบหรือคู่กรณียื่นคำร้องหรือหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระหรือแม้แต่สภาพบว่ามีการไม่ดำเนินการเป็นไปตามการบังคับก็ให้แจ้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีคำวินิจฉัยให้ดำเนินการตามการบังคับนั้น นั่นหมายความว่าหน่วยงาน ของรัฐสภาเองหรือบุคคลที่อยู่ในการบังคับเป็นผู้มีหน้าที่ไปดำเนินการบังคับให้คู่กรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ในคดีรัฐธรรมนูญเป็นผู้ไปดำเนินการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่ากรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดบังคับมาบังคับ ให้ฝ่ายนิติบัญญัติไปดำเนินการในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติมันก็เป็นเสมือนว่า ฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาผู้แทนราษฎรเป็นคู่กรณีในคดีรัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งด้วยข้อเท็จจริง สภาผู้แทนราษฎรของเราไม่ได้เป็นคู่กรณี สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด การกระทำผิด เกิดขึ้นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราที่ไปดำเนินการเสียบบัตรแทนกัน เพราะฉะนั้น ถ้ามีการไต่สวนสอบข้อเท็จจริงแล้วศาลรัฐธรรมนูญควรจะให้สภาผู้แทนราษฎรของเรา ไปบังคับให้คู่กรณีนั้นดำเนินการคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้คือสิ่งที่ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่ามันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ว่าการออกกำหนดบังคับของศาลรัฐธรรมนูญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๔ น่าจะเกินขอบข่ายที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ผมไปตรวจสอบบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ตามอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๑๐ มีอยู่ ๓ เรื่องท่านประธานครับ เรื่องที่ ๑ มีหน้าที่ในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของตัวบทกฎหมายและร่างกฎหมาย เรื่องที่ ๒ วินิจฉัยเรื่องหน้าที่และอำนาจขององค์กรต่าง ๆ และเรื่องที่ ๓ ก็เป็นไปตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ เช่นมาตรา ๑๔๘ ผมไปตรวจสอบในบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญว่ามีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญใดที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไปออกการกำหนด มาบังคับให้สภาผู้แทนราษฎรไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ซึ่งเรื่องนี้เราถือกันมากนะครับ เป็นการถ่วงดุลระหว่าง ๓ อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจของปวงชนชาวไทย อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการต้องมีการถ่วงดุลกัน ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาต ยกตัวอย่างว่าเราเองไม่เคยล่วงละเมิดหรือก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ ยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๙ ในการสอบข้อเท็จจริงของกรรมาธิการ สามารถเรียกเอกสาร สามารถเรียกบุคคลเข้ามาสอบข้อเท็จจริงได้ มีข้อยกเว้นห้ามเรียกผู้พิพากษา ตุลาการ ซึ่งปฏิบัติในหน้าที่ของเขาในการพิพากษาอรรถคดีตรงนี้เราไม่ก้าวล่วงเลยครับ แม้แต่มีเรื่อง เข้าสู่สภาในการพิจารณาถ้าเรื่องนั้นอยู่ในศาลเราจะไม่พิจารณาเพราะเราเคารพว่าจะเป็น การล่วงละเมิดหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของศาลของเขา แม้แต่องค์กรอิสระก็ห้าม ไม่ให้เราไปก้าวก่าย ห้ามไม่ให้ก้าวล่วงเข้าไป หน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แล้วแต่กรณี ตรงนี้เราก็ถือเป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันมาตลอดครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น การถ่วงดุลอำนาจระหว่าง ๓ อำนาจ ตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติจะต้องมีการถ่วงดุลกัน ฝ่ายนิติบัญญัติเรา เราได้แต่งตั้งฝ่ายบริหารในระบบรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติเรารัฐสภา โดยวุฒิสภาให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มันจะมีการถ่วงดุลกันอย่างนี้นะครับ ฝ่ายบริหารเองมีการถ่วงดุลกับเรา ถ้าเราทำผิดต่อฝ่ายบริหารไปด้วยกันไม่ได้ ฝ่ายบริหาร ก็ใช้อำนาจหน้าที่เขาในการยุบสภาได้ ต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นการถ่วงดุลกัน เพราะฉะนั้น ด้วยความเคารพท่านประธานครับ การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๔ ในการออกกำหนดมาบังคับใช้ให้พวกเราทำหน้าที่ในด้านนิติบัญญัติของเรา ผมคิดว่าเป็นการกระทำนอกเหนือจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีข้อเสนอที่จะนำเรียนท่านประธานว่าในญัตตินี้เราควรจะต้องดำเนินการอย่างไร
เรื่องที่ ๑ ผมมีข้อเสนอครับว่าสภาควรจะมีความเห็นว่าเราไม่ควรปฏิบัติ ตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นมติ เป็นความเห็นของสมาชิกแห่งนี้ แล้วส่งให้ท่านประธานไปปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญตามข้อบังคับหรือข้อกำหนด ที่ ๔๔ และ ๔๕ เพราะเขาให้นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา หัวหน้าหน่วยงานเป็นผู้ไปดูว่า ถ้าองค์กรก็ดี หน่วยงานของรัฐก็ดี หรือบุคคลที่ต้องบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัตินี่หัวหน้าหน่วยงานสามารถดำเนินการสั่งให้องค์กรเหล่านี้ไปบังคับให้เขาดำเนินการได้ แล้วก็แจ้งให้ศาลรัฐธรรมนูญทราบ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ การแสดงออกอย่างนี้ ผมเชื่อว่าจะเป็นการถ่วงดุลอำนาจระหว่างอำนาจตุลาการและอำนาจนิติบัญญัติ เราไม่ได้ ขัดขืนครับ แต่เราก็มีความเห็นว่าในสิ่งที่ศาลได้ดำเนินการมานั้นมันนอกเหนือจากบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ
ข้อเสนอข้อที่ ๒ ถ้าจะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ผมเสนอกับท่านประธานว่าสภาแห่งนี้ควรเสนอให้พิจารณาครบทั้ง ๓ วาระครับ นั่นหมายความว่าเริ่มเสนอใหม่ในวาระ ๑ เลย พิจารณาต่อในวาระ ๒ ในชั้นกรรมาธิการ วาระ ๓ ลงมติ พวกเราฝ่ายค้านท่านประธานครับ กราบเรียนด้วยความเคารพว่าเราไม่เคย ติดใจเลยว่าการพิจารณา ๓ วาระรวดในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้โดยตั้งกรรมาธิการเต็มสภา เราก็ภูมิใจแล้วก็เต็มใจที่จะช่วย เพราะเราเองเราเข้าใจความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ความเดือดร้อนของหน่วยงานราชการที่ไม่มีตัวงบประมาณไปใช้จ่าย ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้าง เป็นการอ้างเหตุผลว่าจำเป็นที่จะต้องมีงบประมาณไปใช้ก็เลยต้อง วินิจฉัยว่าให้เสียเป็นบ้างส่วนในการตรา เรายินดีครับ เราไม่เคยขัดขวางเลยในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี จริงอยู่ครับ ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ เราพิจารณาวาระ ๒ วาระ ๓ แต่เป็นหน้าที่และอำนาจของเราที่เราจะพิจารณาวาระ ๑ ก็ได้ประกอบกันไป การพิจารณาในวาระ ๑ วาระ ๒ วาระ ๓ ท่านประธานครับมันก็เป็นไป ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ถามว่า ครม. เสนอเข้ามานี่ ครม. ต้องรับผิดชอบอะไร ในความเห็นผมนะครับ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ตกไปหรือโมฆะทั้งฉบับมันไม่ใช่ความรับผิดชอบ ของฝ่ายบริหาร เพราะฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภาไม่ได้ขัดแย้งกันเลย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจาก ความปรารถนาดีของสมาชิกส่วนหนึ่งที่อยากให้เห็นงบประมาณผ่าน ผมเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าสมาชิกส่วนนั้นเกิดจากซีกรัฐบาลไปดำเนินการในการเสียบบัตรแทนกัน ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็เลยทำให้เป็นเรื่องที่เป็นความจำเป็นที่ศาลรัฐธรรมนูญ ออกข้อกำหนดมาบังคับเรา ฝ่ายค้านไม่เคยคิดจะถ่วงครับ ไม่เคยคิดจะถ่วงเรื่องงบประมาณ ด้วยเหตุผลนี้ผมเองก็เลยกราบเรียนท่านประธานว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องเอาเรื่องนี้ มาเป็นญัตติให้สภาพิจารณาเป็นเรื่องด่วนในวันนี้ ไม่อยากให้ไปเกิดในวันพรุ่งนี้ด้วยนะครับ เพราะพรุ่งนี้เข้าวาระพิเศษในการพิจารณางบประมาณแล้ว ถ้าเอาเรื่องนี้มาพูดกันนี่เราก็จะ ถูกประณาม ถูกกล่าวหาว่าไปขัดขวางการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ทำให้งบประมาณ ล่าช้า ขอบคุณท่านประธาน ท่านประธานวิป (Whip) และวิป (Whip) รัฐบาลที่เห็นความสำคัญ ว่าเราต้องการแยกเรื่องนี้ออกจากการพิจารณาเรื่อง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ข้อตัดสินของสมาชิกในสภาแห่งนี้ ถ้าเสียงข้างมากจะปฏิบัติตามการกำหนดบังคับของ ศาลรัฐธรรมนูญเองผมไม่ติดใจครับ แต่ความเห็นเสียงข้างน้อยของผม และผมเข้าใจว่า เพื่อนสมาชิกจะลุกขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนในประเด็นนี้ด้วย เราเห็นว่าเราไม่สามารถที่จะ เห็นชอบกับการปฏิบัติตามนี้ได้ มันก็เลยเป็นที่มาด้วยความเคารพท่านประธานครับ กราบเรียนไปยังเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ในการพิจารณางบประมาณวันพรุ่งนี้กราบเรียน ด้วยความเคารพว่าเราไม่ขัดขวางครับ เรายินดีด้วยที่จะมาเป็นองค์ประชุมให้ท่านเปิดประชุม ได้เข้าสู่การพิจารณา แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาตัวร่างพระราชบัญญัติแล้วด้วยความเห็นของเราที่ไม่เห็นด้วยกับ คำสั่งนั้นเราขออนุญาตที่จะไม่ร่วมพิจารณา เราเชื่อมั่นครับว่าเสียงรัฐบาลมีมากพอที่จะ พิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณให้จบให้เร็วได้ตามที่ท่านมีความปรารถนา เราก็ให้กำลังใจ อยากช่วยท่านแต่ว่าเมื่อเรามีประเด็นอย่างนี้แล้วมันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ และที่สำคัญถ้าพวกเรามาร่วมพิจารณามันก็เริ่มกระบวนการพิจารณา ในวาระ ๒ ในสภาผู้แทนราษฎรใหม่ สิทธิของสมาชิกที่แปรญัตติเอาไว้ สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นเอาไว้ก็มีสิทธิที่จะพิจารณาได้ จะสอบถามได้ ก็ยิ่งทำให้ตัวร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเนิ่นช้าออกไป เพราะฉะนั้นฝ่ายค้านเอง ด้วยความเคารพท่านประธานครับ เราเต็มใจให้เสียงข้างมากพิจารณาได้อย่างเต็มที่ผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเพื่อจะนำ งบประมาณไปใช้ เราสนับสนุนท่านในเรื่องนี้ ถ้าท่านไม่เห็นกับคำอภิปรายของผม แต่ถ้าท่าน เห็นกับคำอภิปรายของผมครับ เริ่มต้นตั้งแต่วาระ ๑ ใหม่ โดยใช้เหตุผลว่าเป็นร่างที่พิจารณา เสร็จแล้ว ไม่ต้องไปทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ในการรับฟังความเห็นอ้างเหตุผลเก่าได้ เอาร่างที่ผ่านสภาส่งเข้าสู่วาระ ๑ เรารับหลักการ พิจารณา ๓ วาระรวดแล้วก็ส่งไปให้ วุฒิสภา ถ้าทำอย่างนี้ท่านประธานครับ สิ่งที่พวกเรากริ่งเกรงว่าจะมีการตีความว่าไม่ชอบ ด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่งหรือไม่ ว่ามันเกิน ๑๐๕ วัน คำว่าเกิน ๑๐๕ วันยังตามหลอกหลอนพวกเราอยู่ ท่านประธานครับ แม้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีคำวินิจฉัย ตามคำร้องของ ส.ส. ๙๐ ท่านที่เสนอคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้ใช้เป็นคำร้องหลักเลยนะครับว่า กระบวนการร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ขัดหรือแย้งกับหลักการการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ หรือไม่ ข้อ ๒ หากมีปัญหาจะทำให้ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ตกไปทั้งฉบับหรือเฉพาะบางมาตราที่มีปัญหา และกรณีนี้จะถือว่า สภาพิจารณาร่างกฎหมายนี้ไม่เสร็จภายใน ๑๐๕ วัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง หรือไม่ ตรงนี้ละครับ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ตอบ ไม่ตอบเลย แล้วก็คำร้องอันที่ ๓ จะดำเนินการ ในแต่ละกรณีต่อไปอย่างไร อันนี้ศาลตอบแล้ว ให้กลับไปทำให้ถูกต้องในวาระ ๒ วาระ ๓ และข้อสังเกต
ผมตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ ท่านประธานครับ การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ตอบ เรื่องของระยะเวลาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ นี่มันเป็นประเด็น ถ้าพรุ่งนี้สภาเริ่มต้น การพิจารณาตามคำสั่งหรือข้อกำหนดบังคับของศาลรัฐธรรมนูญว่าให้เราพิจารณาอาจจะมี เสียงทักท้วงว่าถ้าเรายอมรับเช่นนั้นแสดงว่ากระบวนการตราพระราชบัญญัติยังไม่ครบถ้วน ยังไม่แล้วเสร็จจึงต้องมามีการลงมติกันใหม่ ตีความอย่างนั้นเลยท่านประธาน เพราะศาลสั่งปุ๊บ ท่านเอามาสู่การปฏิบัติ ก็ตีความว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรเกิน ๑๐๕ วัน เมื่อเกิน ๑๐๕ วัน ทางออกสภาแห่งนี้วันพรุ่งนี้นะครับ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากเสนอเสียงข้างมากเลยครับ ให้นำเอาร่างที่เรารับหลักการคือร่างของ ครม. ที่ยังไม่ได้พิจารณาส่งให้วุฒิสภาไปเลย เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้เกิดการตีความเรื่องว่าชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ หรือไม่ ไม่ต้องเอาร่างที่เราแก้ไขครับ อันนั้นเป็นทางออกทางหนึ่งที่ผมเห็นว่าพอที่จะเป็นไปได้ มีการพิจารณา เขาบอกว่าทำให้ถูกต้องในวาระ ๒ วาระ ๓ แต่เราอาจจะมีความเห็นว่า การถูกต้องมากกว่าเมื่อเราพิจารณาแล้วตีความว่าเกิน ๑๐๕ วัน เพราะฉะนั้นตามสภาพบังคับ ๑๔๓ ต้องส่งให้วุฒิสภาในร่างที่ไม่เสร็จนั้นก็จะเป็นการแก้ปัญหา ข้อเสนออันต่อไปครับท่านประธาน ผมอยากให้สภาของเราได้พิจารณาเรื่องของการบังคับใช้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๔ ที่ให้อำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญออกกำหนดบังคับมาบังคับสภาผู้แทนราษฎรในการทำหน้าที่ของพวกเราว่า ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ ที่ผมเสนออย่างนี้เสนอด้วยความเขิน เพราะว่า เราส่งไป ผู้วินิจฉัยก็คือศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตัวบทกฎหมายว่าอย่างนั้นก็จำเป็นต้องทำอย่างนั้น เราจะได้มีข้อบันทึกในการวินิจฉัยนั้น หรือการไม่ได้รับคำวินิจฉัยนั้นให้เป็นหลักฐานเอาไว้ว่า เราได้ดำเนินการถึงที่สุดแล้ว เมื่อมีคำวินิจฉัยอย่างไรเราก็ต้องยอมรับเพราะคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๑ ถือว่าเป็นเด็ดขาดผูกพันทุกองค์กร ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมใช้เวลาสภาพอสมควรอยากกราบเรียนท่านประธานว่า โดยสรุปญัตติที่ผมเสนอให้สภาช่วยกันพิจารณาหาแนวทางการปฏิบัติว่าจะปฏิบัติตาม การออกกำหนดบังคับในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้เราปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจ ของเราหรือไม่อย่างไร ซึ่งความเห็นผมได้สรุปไปแล้วว่าไม่ควรและมีทางออกอย่างไรได้นำเรียน ท่านประธานไปแล้ว กราบขอบคุณท่านประธานด้วยความเคารพ