สุวิทย์ เมษินทรีย์ หารือถึงอิทธิพลของจีนที่ขยายตัวผ่านด้านเศรษฐกิจและการศึกษา โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยไทยที่เกี่ยวข้องกับภาวะสังคมสูงวัยของไทย พร้อมแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงจากการครอบงำทางการศึกษาและการตั้งถิ่นฐานของนักศึกษาจีนที่อาจไม่กลับประเทศ ทั้งยังชี้แจงถึงการตรวจสอบการถือหุ้นในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีชาวจีนร่วมทุนไม่เกินเกณฑ์กฎหมาย พร้อมย้ำความร่วมมือระหว่าง 7 หน่วยงานในการกำกับดูแลการบริหารจัดการสถาบันอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการตรวจสอบผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร การเงิน และคุณภาพการศึกษา เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพการศึกษาของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้อง ขอประทานโทษที่คราวที่แล้วมีการเลื่อนการตอบกระทู้ถามไป เนื่องจากติดภารกิจ ต้องขอขอบคุณท่านศาสตราจารย์กนกที่ได้นำประเด็นสำคัญนี้มาคุยกัน ผมอยากเรียน ในภาพรวมสั้น ๆ ก่อนว่าเรื่องของจีนนั้นอย่างที่เราทราบกันก็คือเป็นเรื่องของการที่เขาเริ่ม จะมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ แล้วก็อีกส่วนหนึ่งมาจากความมักง่ายของพวกเรากันเองไม่ว่า ตอนที่ผมเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยที่อยู่กระทรวงพาณิชย์ เรื่องล้งจีนก็เกิดแล้ว แล้วก็ตามมาด้วย เรื่องของทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างนี้เป็นต้น ก็คิดว่าในเรื่องของการศึกษาก็เป็นอีกหนึ่งมิติที่มาจาก การขยายอิทธิพลอันนี้เราก็คงตรงไปตรงมาในส่วนนี้ ประเด็นสำคัญก็คือว่า ๑. ทางจีนเอง อย่างที่บอกเขาก็คงจะมีในส่วนที่ทั้งโดยสภาพธรรมชาติที่เขาบอกว่ามีจำนวนมหาวิทยาลัย จำกัด ดังนั้นเขาถึงต้องให้ส่วนที่เหลือไปศึกษาในต่างประเทศ ซึ่งอันนี้ไม่ได้เกิดปรากฏการณ์ แค่ประเทศไทย อย่างในประเทศอังกฤษหรือว่าในยุโรปหลายประเทศก็เกิดปรากฏการณ์ เดียวกันที่จะมีนักศึกษาจีนเป็นจำนวนมากอยู่ในมหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่งนั่นคือ เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ พร้อมกันนั้นผมก็เชื่อว่าอาจจะมีในเรื่องของจุดประสงค์ทางธุรกิจ หรือว่าอะไรที่เป็นผลพวงตามมาก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับท่านอาจารย์กนกในเรื่องนี้ ผมคิดว่า อย่างนี้ครับ นั่นคือเรื่องที่ ๑ แต่เรื่องที่ ๒ ในสภาวะที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็คือเรากำลังเผชิญ กับภาวะที่เรียกว่าสังคมสูงวัย เพราะฉะนั้นคนก็เรียนมหาวิทยาลัยน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมสูงวัยเริ่มเห็นผลชัดในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา แต่อีกเรื่องหนึ่งก็ต้องมองในด้านบวกก็ต้อง ขอชมเชยทางมหาวิทยาลัยเอกชนที่เขามองว่าเหตุที่เกิดสังคมสูงวัยทุกคนหดตัวลงเขาจึงต้อง ไปหาตลาดต่างประเทศหลายมหาวิทยาลัย บางมหาวิทยาลัยก็ไปตั้งหลักอยู่ที่ประเทศพม่า หรือว่าประเทศในอาเซียนแต่บางส่วนก็ไปเอาจากจีนมา แต่อย่างที่บอกว่าจากประเทศจีนมา มีอยู่ ๒ วิธี เอาแบบมักง่ายก็คือผ่านโบรกเกอร์ (Broker) แล้วก็มาบริหารจัดการ อีกส่วนหนึ่ง คือแบบที่ระยะยาวหน่อยก็คือว่าเขาค่อนข้างที่จะทำเป็นเรื่องราว อย่างมากก็คือเป็นในลักษณะ ของการจอยต์ โปรแกรม (Joint program) กับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศอย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนสรุปคร่าว ๆ ก็คือ ณ วันนี้ในแง่ของบริบทของนักศึกษาจีน มีประมาณเป็น ๑๐,๐๐๐ คน มหาวิทยาลัยหลักที่เป็นเอกชน มหาวิทยาลัยแรกรับเกือบ ๓,๐๐๐ กว่าคนแล้ว ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็เรียนอย่างนี้ว่าที่เราเช็คกันดูในหลักสูตร ที่เขาเปิดมามีอยู่ ๓ หลักสูตรด้วยกันโดยส่วนใหญ่ ๑. คือเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษก็คือ สำหรับคนจีนที่พอมีฐานะหน่อย แล้วเขาอยากจะมาเรียนในบริบทของประเทศไทยนี้ ส่วนที่ ๒ คือหลักสูตรที่เป็นภาษาไทย ส่วนที่ ๓ คือหลักสูตรที่เป็นภาษาจีน ตรงนี้ก็เป็นสิ่ง ที่อยากจะเรียนแบ็กกราวด์ (Background) ให้ทางท่านประธานได้ทราบไว้ในส่วนต่อมาสิ่งที่ ผมคิดว่ามีอยู่ ๒-๓ ประเด็นที่น่าเป็นห่วง อันที่ ๑ ก็คือเรื่องที่ว่าพอมหาวิทยาลัยบางแห่ง เขาอ่อนแอ เพราะฉะนั้นจีนเองก็อยากจะเข้ามาจะเรียกว่าการครอบงำหรืออะไรก็ตาม ก็จะมาในลักษณะของการซื้อกิจการ นี่คือประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าผลพวงอย่างที่ ท่านศาสตราจารย์กนกได้พูดไว้ก็คือผลพวงจากการที่เขามาศึกษาในเมืองไทยแล้วเขาไม่กลับ แล้วก็มาทำมาหากินบ้าง ผมว่าเป็น ๒ ประเด็นเท่าที่ฟังดู ผมอยากเรียนตอบใน ๒ ประเด็น คร่าว ๆ ดังต่อไปนี้ครับ
เรื่องที่ ๑ เรื่องของการถ้ามองในแง่กฎหมาย ผมคิดว่าตรงนี้จริง ๆ มันจะต้อง เป็นในเรื่องของกิจการซื้อกิจการหรืออะไรก็ตามไม่ใช่เรื่องของกระทรวง อว. โดยตรง หรือกระทรวงการอุดมศึกษาโดยตรง เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะต้องมีการเช็ก (Check) ดูว่าสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในบริษัทนิติบุคคลผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แล้วก็มีการถือครอง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมีการถือครองโดยผู้ถือหุ้น ชาวไทยแล้วก็ต่างด้าวมีสัดส่วนเท่าไร ซึ่งตรงนี้ก็เป็นไปตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจต่างด้าว ของปี ๒๕๔๒ เรื่องที่ ๓ ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่เรามีข่าวเรื่องนี้ขึ้นมาทางกระทรวง อว. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเราตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพราะว่าได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีไปด้วยว่า เรามีคณะทำงานขึ้นมา เราได้ร่วมมือกับทางด้านของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เช็ก (Check) ดู ผลการตรวจสอบพบว่าการถือหุ้นในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีชาวจีนเข้ามาถือครองหุ้น ๒ แห่ง แต่ไม่ได้ถือครองหุ้นเกิน ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำหนดเอาไว้ อันนี้ก็คือ โดยนิตินัยโดยอะไรผมคิดว่าก็คงจะยังเป็นเรื่องที่อยู่ในกฎหมายนะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่ท่านศาสตราจารย์กนกได้ถามถึงว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเราจะมี การบริหารจัดการมาตรการแก้ไขอย่างไร ขอเรียนไว้ว่าตอนนี้เราทำงานกันเป็น ๗ หน่วยงาน ทำงานร่วมกัน ๗ หน่วยงานนี้ก็จะมีตัวกระทรวง อว. เอง โดย สกอ. ณ ตอนนี้เราดูแลกำกับ สิ่งที่มีความสำคัญที่เป็นหน้าที่ของเราโดยตรงก็คือเรื่องของมาตรฐานกับเรื่องของคุณภาพ ของการจัดการศึกษาตาม พ.ร.บ. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หน่วยงานที่ ๒ ก็คือกรมพัฒนาธุรกิจ การค้าอย่างที่ได้กราบเรียนไว้ในเรื่องของการเช็ก (Check) ดูว่ามันมีการถือหุ้นแทนหรือที่เรา เรียกว่า นอมินี (Nominee) ของนิติบุคคลผู้รับใบอนุญาตหรือไม่ ๓. ก็คือทางกระทรวง ต่างประเทศท่านประธานก็คือกรมการกงสุล ซึ่งจะมีการกำหนดรูปแบบของเอกสารที่สถาบัน ศึกษาเอกชนจะออกให้กับนักศึกษาต่างประเทศเพื่อจะเข้ามา ตรงนี้เราพยายามที่จะออกให้ มันมีมาตรฐานเดียวกัน แล้วก็ง่ายต่อการตรวจสอบในการที่จะลดการปลอมแปลงเอกสาร ต่าง ๆ เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ทางกรมการกงสุลได้จัดการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว หน่วยงานที่ ๔ ก็คือ เรื่องของสำนักงานตรวจสอบคนเข้าเมืองเพื่อจะให้มีการบังคับใช้ตามกฎหมาย แล้วตำรวจ ก็มีการเฝ้าดูว่ามีหนังสือจีนที่ลักลอบทำงานหรือไม่ ที่สำคัญก็คือตัวของสภาความมั่นคง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือสิ่งที่เราไม่ได้นิ่งนอนใจ แล้วเราก็ทำงานกันโดย ๗ หน่วยงาน บางเรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่สามารถที่จะออกไปสู่สาธารณชนได้ก็เป็นเรื่องที่เราเฝ้าติดตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นที่นักศึกษาเองจบแล้วยังทำงานต่อเป็นเรื่องที่เรากำลังเฝ้าระวังในเรื่องนี้กันอยู่
ส่วนเรื่องที่ ๓ ที่ท่านได้พูดถึงว่าจะทำอย่างไรให้มีการควบคุมการบริหาร จัดการเพื่อให้ได้คุณภาพตามเจตนารมณ์การศึกษาของไทย เรามีอยู่ ๖-๗ มาตรการสำคัญ อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของการตรวจสอบข้อมูลผู้รับใบอนุญาตโดย อว. ในส่วนที่ ๒ เราสามารถ ควบคุมในระดับของการถือหุ้นอาจจะเป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ แต่ว่าพอเรื่องของการ ตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือผู้ทรงคุณวุฒินั้นเป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้วมากกว่า กึ่งหนึ่งจะต้องเป็นสัญชาติไทย อย่างนี้เป็นต้น แล้วที่สำคัญก็คือเรื่องของรับทราบการแต่งตั้ง อธิการบดีของมหาวิทยาลัยก็ตามเกณฑ์ต่าง ๆ ก็เป็นไปตามที่เราได้กำหนดไว้ เรื่องต่อมา ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญก็คือเรื่องของการบริหารการเงินแล้วก็บัญชีเป็นเรื่องที่เรา จะต้องเข้าไปดู ซึ่งปัจจุบันเราก็ได้เข้าไปดูในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แล้วก็เรื่องของกรอบมาตรฐาน เกณฑ์มาตรฐานอุดมศึกษาแล้วก็การประกันคุณภาพเป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยของทาง อว. กราบเรียน ท่านประธานว่าเรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับทั้งเชิงเศรษฐกิจแล้วคืนความมั่นคง แล้วก็เป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องมีการทำงานเชิงบูรณาการของหลายกระทรวง พร้อมกันนั้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง อว. เราก็ได้พยายามที่จะยึดตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่ง ณ วันนี้ ในชั้นต้นเท่าที่ดูมายังไม่มีอะไรที่แปลกแยกไปจากที่ควรจะเป็น แต่เป็นเรื่องที่เราไม่ได้นิ่งนอนใจ กราบเรียนท่านประธานมา ณ โอกาสนี้ครับ