กนก ถามเข้าซื้อมหาวิทยาลัยเอกชนของจีน หวั่นผลทางการศึกษา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

กนก วงษ์ตระหง่าน ตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการมหาวิทยาลัยเอกชนของไทยโดยนักลงทุนจีน พร้อมแสดงความกังวลต่อผลกระทบจากนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่ส่งผลให้มหาวิทยาลัยและพื้นที่รอบ ๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่อาจนำไปสู่การผูกขาดทางธุรกิจและวัฒนธรรม โดยเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาและกำกับดูแลอย่างรอบคอบ

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะตั้งกระทู้ถามในเรื่องของการเข้าซื้อกิจการมหาวิทยาลัยเอกชนของไทย โดยจะขออนุญาตตั้งคำถาม ๓ คำถามรวดเดียว ทีเดียวเพื่อสะดวกในการที่จะตอบนะครับ เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในปัจจุบันนี้บทบาทของจีนได้ขยายตัวเข้ามาในภูมิภาคของเรา อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาเซียน (ASEAN) แล้วก็ในประเทศไทยในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน หรือแม้กระทั่งในการศึกษาก็ตาม แล้วเราก็พบว่าวันนี้มหาวิทยาลัยของไทยก็มีสภาวะที่มีปัญหาคือการขาดแคลนนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยเอกชน จึงทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนจำเป็นจะต้องอยู่รอดก็เปิด ประตูที่จะรับเอกชนจีนที่จะเข้ามามีบทบาทและส่งนักศึกษาจีนเข้ามา จากสภาพดังกล่าวนี้ เองถ้าย้อนกลับไปดูประเด็นสำคัญก็จะพบว่าประเทศจีนมีนโยบายใหญ่ที่เราเรียกว่า ๑ แถบ ๑ เส้นทาง หรือ วันเบลต์ วันโรด (One belt One road) ที่เข้ามามีบทบาทในการขยาย อิทธิพลของจีนเข้ามาในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชียของเรา ผ่านการลงทุนในการสร้างเครือข่ายระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ (Logistic) ต่าง ๆ ทั้งในทางน้ำแล้วก็ทางบกอย่างกว้างขวาง ซึ่งบทบาทดังกล่าวนี้เองส่งผลทำให้จีนเข้ามา เริ่มต้นในการดำเนินกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้าการลงทุนเกิดขึ้นแล้ว ในภูมิภาคของเรา อย่างเช่นในวันนี้เราจะเห็นว่าธุรกิจทางด้านอาหาร ธุรกิจผลไม้ ธุรกิจการ ท่องเที่ยว ธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องสารสนเทศหรือไอที (IT) บริษัทของจีนได้เข้ามาในภูมิภาคนี้ แล้วก็ในประเทศไทยของเราอย่างมากมาย แล้วก็การทำธุรกิจตรงนี้เองแน่นอนบริษัทจีน เหล่านั้นก็ต้องการแรงงานหรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านั้นที่มีความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นมันก็เกิดปรากฏการณ์ควบคู่กันมาในช่วง ๕-๖ ปี ที่ผ่านมาคือมีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนอย่างกว้างขวางในประเทศไทยของเรา แล้วก็เข้ามา มากขึ้นในอัตราเพิ่มที่น่าตกใจ แล้วที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือเมื่อพบนักศึกษาเหล่านี้จบแล้ว มีจำนวนเยอะมากไม่กลับประเทศ หลายคนแต่งงานกับคนไทย บางคนก็ไม่ได้แต่งงาน แต่ก็ตั้งบริษัททำธุรกิจ ท่านประธานก็คงจะทราบว่าวันนี้ถ้าไปดูแถวเวิ้งนครเกษมร้านค้า ซึ่งเคยเป็นของคนจีนในยุคแรก วันนี้เป็นของคนจีนยุคใหม่ที่จบจากมหาวิทยาลัยของไทย อยู่ค่อนข้างมาก แล้วนักธุรกิจเหล่านี้ก็เข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวางในทางธุรกิจแล้วก็ เป็นเครือข่ายที่เป็นระบบทีเดียว อาจจะเรียกว่าถ้าไม่ระมัดระวังแล้วก็จะนำไปสู่การผูกขาด ถ้าไม่อยู่ในระบบนี้ก็ไม่สามารถจะทำธุรกิจกับจีนได้เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นจากสภาพการณ์ ที่เกิดขึ้นก็ได้มีเอกชนของจีนได้เข้ามาประสานกับมหาวิทยาลัยเอกชนของไทยแล้วก็ได้มีการ ซื้อกิจการเอกสารของไทยในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไปแล้ว ๒-๓ แห่ง แล้วในมหาวิทยาลัย เหล่านั้นก็มีนักศึกษาจีนเขามาอย่างมหาศาลมากมาย การเรียนการสอนก็เปลี่ยนเท่าที่ได้ ฟังข้อมูลบางแห่งหลักสูตรก็ไม่ต้องเรียนภาษาไทยเลยเป็นภาษาจีนหมดเลย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานของมหาวิทยาลัยของไทยที่ได้กำหนดไว้ และยิ่งไปกว่านั้น ที่สำคัญก็คือว่ามีบริษัทจีนแล้วก็นักศึกษาจีนบางส่วนที่มีฐานะแล้วมาเรียน บริเวณรอบ ๆ มหาวิทยาลัยตึกแถวเหล่านั้นคนจีนซื้อหมดเลยท่านประธาน คนจีนซื้อหมดเลยเปิดร้านค้า คอฟฟี ช็อป (Coffee shop) ร้านขายของอะไรต่าง ๆ มากมายจนแทบจะกลายเป็นไชนาทาวน์ (Chinatown) ไปแล้วในมหาวิทยาลัยเหล่านั้น ซึ่งตรงนี้เองมันเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่ามันไม่ใช่ เป็นเรื่องของการที่นักศึกษามาเรียนในประเทศไทยแล้ว มันเกิดกระบวนการสร้างระบบธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับจีนขึ้นในประเทศไทย ผ่านนักศึกษาจีนที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยดังกล่าว จากสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้เอง ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องมาทบทวน ผมขออนุญาตเรียนที่ผมตั้งกระทู้ถามนี้ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เห็นด้วยกับจีนแล้วก็ รังเกียจประเทศจีน ไม่ใช่ แต่ผมคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องเข้ามาดูว่าการเข้ามาของประเทศจีน ในลักษณะที่เราเห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันมีส่วนในการที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ของเราในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสมมติว่าประเทศจีนซึ่งทุนเขาหนามาก ผมคิดว่าสร้าง มหาวิทยาลัยเอกชนของเขา แล้วบริษัทเอกชนของเขา ผมคิดว่าซื้อมหาวิทยาลัยเอกชนของเรา ทุกแห่งก็ยังซื้อได้ แล้วการที่จีนอ้างว่ามีนักศึกษาของเขาปีละหลายล้านคนที่เข้าเรียนไม่ได้ ผมคิดว่าเขาสร้างโรงพยาบาลอู่ฮั่นภายในไม่ถึง ๑๐ วันเขาสร้างมหาวิทยาลัยได้ผมคิดว่า ภายในไม่เกิน ๓ เดือนด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นรัฐบาลจีนก็ไม่เลือกที่จะทำอันนี้ แต่เปิดให้กับ นักศึกษาจีนแล้วก็บริษัทเอกชนของจีนเข้ามาเทกโอเวอร์ (Take over) กิจการมหาวิทยาลัย เอกชนของไทย ตรงนั้นผมคิดว่ามันมีส่วนที่เราไม่ควรจะมองข้ามไปว่าสัมพันธ์กับนโยบาย ใหญ่ในเชิงยุทธศาสตร์ของจีนที่เข้ามาในภูมิภาคนี้หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นถ้าสมมติฐานนั้น เป็นจริงผมคิดว่ามันจะกระทบกับประเทศไทยในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัย หรือระบบการศึกษาโดยตรง การค้าการลงทุนที่จะเกิดขึ้นเราก็ได้เห็นแล้ววันนี้ในภาคเหนือ พอพูดถึงล้งลำไยก็จะกลายเป็นล้งจีนทั้งหมด แล้วก็ดำเนินกิจการทุกอย่าง แล้วทุกอย่าง พอสภาพสวนลำไยเสียหายแล้วจีนก็เลิกกลับบ้านแล้วก็ทิ้งที่ดินที่แข็ง ต้นลำไยที่ออกลูกไม่ได้ แล้วให้กับคนไทยที่จะฟื้น และเราก็ฟื้นไม่ได้จริง ๆ แล้วในขณะนี้ก็เกิดขึ้นที่จังหวัดจันทบุรี ด้วยเช่นกัน เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่าเราจะต้องพิจารณา ควบคู่ไปด้วยไม่ใช่เป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยแต่เพียงอย่างเดียว นั่นหมายความว่าแม้กระทั่ง ของความมั่นคง ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าผมได้พบด้วยตัวเองคือมหาวิทยาลัย แห่งหนึ่งในภาคเหนือ เอกชนของจีนเสนอเข้ามาเปิดหลักสูตรขับโดรน (Drone) แล้วก็ส่งโดรน (Drone) เข้ามา ถ้าท่านประธานจำได้เมื่อประมาณสัก ๒-๓ ปีที่แล้วจะส่งโดรน (Drone) เข้ามาหลายร้อยเครื่องให้กับมหาวิทยาลัยแห่งนั้น แล้วก็ให้นักศึกษาไทยไปขับโดรน (Drone) ทั่วภาคเหนือเลย ความหมายตรงนี้คือการเก็บข้อมูลทางการวิจัยครับท่านประธาน แล้วผมอยู่ ในเหตุการณ์นั้น ผมก็พูดกับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นว่าท่านทำอันนี้ไม่ได้ อันนี้คือ การเอาข้อมูลทางด้านธรรมชาติวิทยาของประเทศไทยไปให้กับจีนในราคาที่ถูกมาก อย่างนี้ เป็นต้น