สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

สุวิทย์ เมษินทรีย์ พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างนโยบายที่ออกมาและความท้าทายในการปฏิบัติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้จากชีวิตจริงและการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นไทย ความเป็นคนไทย และความเป็นสากล

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ คำถามที่ท่านอาจารย์พิสิฐ ได้ยกประเด็นขึ้นมานั้นจะขอเรียนเป็น ๓-๔ เรื่องดังต่อไปนี้นะครับ

ในเรื่องที่ ๑ เรื่องของการที่มีนโยบายออกไปและในทางการปฏิบัตินั้น ยังมีข้อติดขัดอยู่ เป็นส่วนที่เดี๋ยวจะขอรับไปจัดการในส่วนนี้ เพราะว่าอย่างที่ทราบกันดีครับ บางทีนโยบายออกไปว่ามหาวิทยาลัยสามารถทำเองได้ มีมหาวิทยาลัยบางส่วนกลับไม่กล้า ที่จะทำก็ยังพยายามที่จะใช้ยึดบรรทัดฐานเดิม ซึ่งในส่วนนี้คงจะต้องใช้ในเรื่องของการสื่อสาร เรื่องของการทำความเข้าใจให้มากขึ้น ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ก็คือเรื่องการที่ตัวภาระ ต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยนั้นมี ผมมีโอกาสได้หารือไม่ใช่แค่เชิญประชุมอธิการบดีเท่านั้นแต่ว่า เชิญประชุมกับนายกสภาทั่วทั้งประเทศก็มีประเด็นเดียวกัน นอกจากเรื่องของธรรมภิบาล ของมหาวิทยาลัยแล้วก็ยังมีเรื่องของการที่ว่าทางกระทรวงยังมีในลักษณะที่เป็นเรกกูเลเตอร์ (Regulator) ในลักษณะที่ยังมีกฎระเบียบต่าง ๆ เยอะแยะ ซึ่งในส่วนนี้นั้นผมได้รับมา และกำลังจะค่อย ๆ ปลดล็อกไปว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ระบบของกฎระเบียบที่หยุมหยิม ไม่ได้ตอบโจทย์นั้นคลายตัวลงอย่างไร พร้อมกันนั้นผมไม่ได้มีแค่การประชุมกับอธิการบดี แต่ได้มีโอกาสคุยกับรองอธิการบดีใน ๓ ฝ่ายด้วยกัน ในเรื่องกิจการนักศึกษาซึ่งจะไปพูดถึง เรื่องของกิจกรรมนักศึกษา เรื่องของรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย แล้วก็รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการนั้น ก็ขอกราบเรียนอย่างนี้ว่าในเรื่องของกิจกรรมนักศึกษาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสอดรับกับเรื่องของซอฟต์ สกิล (Soft skill) ที่ท่านอาจารย์พิสิฐได้พูดถึง เราจึงมีโครงการที่เราเรียกว่ายุวชนสร้างชาติ โดยที่ให้นักศึกษานั้นสามารถเรียนรู้กับชีวิตจริง โลกของความเป็นจริง ไม่ใช่แค่เรียนรู้ในห้องเรียน ดังนั้นแทนที่เขาจะไปอยู่กับชนบท หรืออะไร เพียงแค่เวลา ๑ อาทิตย์ ๒ อาทิตย์นั้น เราให้เวลา ๑ เทอมเลย เป็นเวลาประมาณ ๔-๕ เดือน ที่เขาจะต้องไปทำงานพัฒนาชนบทอย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยที่มีการจับเป็นกลุ่มเป็นทีม ซึ่งจะต้องเป็นนักศึกษาของหลาย ๆ คณะในลักษณะของการทำงานข้ามศาสตร์ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็สอดรับกับเรื่องของเจนเอด (Gen-ed) จะสอดรับกับเรื่องของการพัฒนาซอฟต์ สกิล (Soft skill) การสอดรับกับเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาเพื่อที่จะออกมาในเชิงประสบการณ์ มากกว่าที่จะเป็นทฤษฎีในห้องเรียน ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ก็คือเรื่องของลิเทอเรซี (Literacy) หรือความฉลาดรู้ที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ นั้น ผมได้มีโอกาสประกาศออกไปว่า อย่างน้อยใน ๔ เรื่องสำคัญที่เราเรียกว่าลิเทอรีซี (Literacy) ที่เราเรียกว่าความฉลาดรู้นั้น ใน ๔ เรื่องด้วยกัน ๑. ก็คือเรื่องของดิจิทัล เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษาอังกฤษเราอาจจะยังไม่ได้พูดถึงภาษาที่ ๓ เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องไฟแนนซ์เชียล ลิเทอเรซี (Financial literacy) ก็คือเรื่องของความฉลาดรู้ทางการเงินเพื่อจะบริหารการเงิน เรื่องที่ ๔ ก็คือเรื่องของความฉลาดรู้ทางสังคม หรือที่เราเรียกว่าโซเชียล ลิเทอรีซี (Social literacy) ซึ่งในส่วนนี้หลายส่วนเราพยายามที่จะโยกย้ายการเรียนรู้ที่อยู่ในห้องเรียน หรือว่าอยู่ใน รั้วมหาวิทยาลัยออกมาสู่การเรียนรู้ในชีวิตจริง ผ่านประสบการณ์ชีวิตพร้อม ๆ กับการปลูกฝัง ในความฉลาดรู้ทั้ง ๔ ด้าน ในเรื่องของอินเตอร์เนชันนัล โปรแกรม (International program) ที่ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการที่เราจำเป็นจะต้องไปสู่จุดนั้น เพียงแต่ว่า ณ วันหนึ่ง เราก็จะต้องมีในเรื่องของความสมดุลระหว่างความเป็นไทย ความเป็นคนไทย ความเป็นสากล ในเวลาเดียวกัน ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนแล้วก็เป็นเรื่องที่มีความลึกซึ้ง ทิศทาง คงต้องไปสู่เรื่องของอินเตอร์เนชันนัลไลเซชัน (Internationalization) อย่างที่ท่านอาจารย์พิสิฐ ได้พูดถึง แต่เรื่องการสร้างสมดุลของความเป็นมนุษย์ของเขาจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นจุดเน้นจึงจะไปเน้นในเรื่องของซอฟต์ สกิล (Soft skill) เรื่องของการที่เรียนรู้จากชีวิตจริง เรื่องของการที่เราจะสามารถที่จะทำให้เขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร ก็จะต้องเป็นสิ่งที่ จะต้องปรับให้เกิดความสมดุลในส่วนนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ