พิสิฐ ชี้ปัญหาอนุมัติหลักสูตรล่าช้า หนุนทบทวนขั้นตอน-เสริมภาษาอังกฤษ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

พิสิฐ ลี้อาธรรม ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาความล่าช้าในการอนุมัติหลักสูตร มคอ. ที่ส่งผลต่อการรับรองคุณวุฒิและการพัฒนาหลักสูตรในสถาบันอุดมศึกษา จึงเสนอให้ทบทวนขั้นตอนที่ซับซ้อนและเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการศึกษา พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพภาษาอังกฤษของคนไทยผ่านการรวมนักเรียนต่างชาติในห้องเรียน เพื่อส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้และรองรับการเปิดประเทศอย่างแท้จริง

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้ให้ข้อมูลกับสภาในเรื่องของการทำงาน แต่เผอิญผมได้เคย เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยมา ๓ แห่ง ก็ได้สอบถามไปยังสภามหาวิทยาลัยเหล่านั้นว่า ที่ผ่านมานั้นการจัดการเรื่อง มคอ. ต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง ผมก็ต้องขออภัยท่านรัฐมนตรี ที่ต้องให้ความจริงว่าสิ่งที่ท่านพยายามจะทำเป็นหลักการที่ดูดีมาก แต่พอขั้นปฏิบัติมันติดขัด ไปหมด ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยแห่งที่ ๑ ที่ผมถามไป เขาบอกว่า มคอ.๒ ที่ท่านบอกว่า เป็นอันที่ยังไม่ได้ปลดล็อก เขาบอกว่าปี ๒๕๖๐ เขาส่งเป็นข้อมูล เป็นกระดาษเป็นแฟ้มไป แล้วก็เก็บไว้โดยที่ สกอ. ไม่ได้ทำอะไร จนกระทั่งต้นปี ๒๕๖๑ ก็ส่งกลับมาแล้วก็บอกให้เขา คีย์ (Key) เข้าระบบเชโค (CHECO) ที่ท่านรัฐมนตรีได้บอกว่าเป็นระบบออนไลน์ (Online) เมื่อสักครู่นี้เขาก็คีย์ (Key) เข้าไป จนป่านนี้หลักสูตรทั้งหมดที่เขาคีย์ (Key) ไปยังไม่ได้ผ่าน ความเห็นชอบ ก็คือในหลักเขาต้องเห็นชอบ ถึงแม้ว่าวันนี้เขาสามารถสอนได้ แต่ปรากฏว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีหลักสูตรที่ได้คีย์ (Key) เข้าไปแล้ว แล้ว สกอ. ก็ยังไม่ตอบมามีแต่บอก ให้แก้ไขเล็ก ๆ น้อย ๆ แก้ไขเป็นเรื่องตัวเลข แก้ไขเป็นเรื่องของเวิร์ดดิง (Wording) แต่ไม่ได้ มีเนื้อหาสาระอะไร นี่คือมหาวิทยาลัยแห่งที่ ๑ แล้วเขาก็เป็นห่วงว่าลูกศิษย์ที่จบผ่านไป ๓ ปี จบกันแล้ว ถ้าไปสอบเข้า ก.พ. ก็จะมีปัญหาว่า ก.พ. จะไม่สามารถตั้งเงินเดือนให้เพราะว่า หลักสูตรนี้ สกอ. ยังไม่ได้เห็นชอบ อันนี้คือตัวอย่างของมหาวิทยาลัยแห่งที่ ๑ ซึ่งทุกหลักสูตร ที่เขาส่งไปยังไม่ได้รับการรับทราบและเห็นชอบ มหาวิทยาลัยแห่งที่ ๒ ที่ผมเป็นกรรมการอยู่ ก็สอบถามมาเช่นกัน ปัญหาเดียวกันครับ มีอีกจำนวนหนึ่งที่เป็นปริญญาตรี ก็บอกว่ายังไม่ได้ เห็นชอบ มหาวิทยาลัยสุดท้ายที่ผมถามไปอยู่ในกรุงเทพมหานครนี้เองเป็นมหาวิทยาลัย ที่มีชื่อเสียง ปรากฏว่ามีที่ยังติดอยู่ถึง ๔๑ หลักสูตร ทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านพยายามทำในเรื่องออนไลน์ (Online) ก็ดี ในเรื่องของการปลดล็อก มคอ.๓ มคอ.๔ มคอ.๕ มคอ.๖ มคอ.๗ ซึ่งก็เพิ่งทำไปเดือนที่แล้ว อันนี้ต้องขอบคุณมาก ที่ได้ช่วยเขา แต่ว่า มคอ.๒ เป็นตัวที่ยังไม่ได้ก้าวหน้าอะไร อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่อยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนให้ท่านรัฐมนตรีได้รับทราบว่านโยบายที่ท่านตั้งไว้มีปัญหาในทางปฏิบัติ ขณะเดียวกันสิ่งที่ท่านพูดถึงเรื่องการจัดทำในการที่จะยกเครื่อง ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า ควรจะต้องมี จริง ๆ แล้วตอนที่ท่านตั้งกระทรวงใหม่ ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้พูดในสภามหาวิทยาลัย แห่งหนึ่งว่าผมก็เป็นห่วงแล้วก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเกิดประโยชน์จริง เพราะจะทำให้บิวรอคระซี (Bureaucracy) ยิ่งมากขึ้น แล้วผมก็เห็นว่าท่านก็มีบุคลากรเพิ่มขึ้นในงบประมาณปี ๒๕๖๓ ผมคิดว่าท่านควรจะต้องปล่อยให้มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงให้เขาดูแลตัวเขาเองได้ อย่าให้ต้อง มีกระบวนการขั้นตอนมากมายที่จะทำให้เขาล่าช้า เพราะการที่ท่านทำให้หลักสูตรต่าง ๆ นี้ เปลี่ยนแปลงได้ยาก เพราะต้องคีย์ (Key) เข้า คีย์ (Key) ออก ก็ทำให้เขาไม่อยากเปลี่ยน หลักสูตร แล้วท่านเองก็บอกว่าทุกวันนี้โลกเปลี่ยนเร็วมาก เราต้องพยายามจัดระบบต่าง ๆ ประเด็นที่ท่านพูดถึงเรื่องของนอน ดีกรี โปรแกรม (Non-degree program) ผมเองก็ได้รับ ข้อมูลมาว่าประกาศที่ท่านประกาศไปในเรื่องไลฟ์ลอง เลิร์นนิง (Lifelong learning) ว่า สามารถสะสมหน่วยกิจได้นี้ พอปฏิบัติจริง เจ้าหน้าที่เขาก็งงว่าจะไปติดเรื่อง มคอ. หรือเปล่า เพราะในส่วนของ มคอ. จะมีการเขียนผูกไว้ว่าจำนวนอาจารย์ จำนวนหนังสือในห้องสมุด จะต้องมีเท่าไร ที่นั่งต้องมีเท่าไร นี่คือตัวอย่างของความยุ่งยากในทางปฏิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น หรือเรื่องของเจนเอด (Gen-ed) ที่ท่านพูดถึงว่าจะเปิดทางให้มีการปฏิบัตินี้ เขาก็มีคำถามกลับ ถ้าหากตอนสอบเข้า ๒ ปีแรกยังไม่ระบุว่าอยู่สาขาอะไร แล้วก็จะมีข้อจำกัดกับตัว มคอ. ที่ท่านบังคับให้เขาต้องทำ เพราะ มคอ. ต้องระบุชัดเลยครับว่าเป็นหลักสูตรอะไร เรียนสาขา อะไร เหล่านี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มันเป็นปัญหาในเชิงปฏิบัติที่ผมฝากท่านว่าท่านอาจจะต้อง เอาใจใส่มากขึ้นในการไปตรวจตราว่านโยบายดี ๆ ที่ท่านคิดไว้ถึงเวลาจริง ๆ มันมีข้อติดขัด ประการใดบ้าง สำหรับเรื่องของการให้มีซอฟต์ สกิล (Soft skill) ผมก็อยากจะขออนุญาต ให้ข้อมูลว่าผมเองสมัยที่เป็นคณบดีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งก็ได้พยายามที่จะจัดระบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหลักสูตรที่เรียกว่ากิจกรรมนักศึกษา ระบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เป็นระบบที่ให้เรียนโดยสมัครใจ คือนักศึกษาสามารถลงจะเป็น ๑ หน่วยกิต ๒ หน่วยกิต หรือ ๓ หน่วยกิตก็ได้เป็นแบบสมัครใจ แต่ที่ผมทำผมเป็นแบบบังคับ เพราะอะไรถึงบังคับ เพราะผมคิดว่านักศึกษาแต่ละคนได้มีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ จริง ๆ แล้ว เขาจ่ายเงินส่วนตัวเขาน้อยมากไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือส่วนใหญ่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินของแผ่นดิน เพราะฉะนั้นเขาควรจะต้องมีจิตอาสา ผมจึงได้บังคับให้นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยคณะนี้จะต้องไปทำกิจกรรมนักศึกษา เช่น ไปช่วยชาวบ้าน ไปปลูกป่า ไปบ้านคนชรา ไปช่วยชุมชน ไปสอนหนังสือ เหล่านี้เป็นต้น แล้วก็เป็นคะแนนเก็บไว้ว่าจะต้อง ผ่านหลักสูตรนี้ แล้วก็ต้องทำงานเป็นทีมก็จะเกิดซอฟต์ สกิล (Soft skill) ขึ้นมาในกลุ่มก้อน ของเขา อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่อยากขออนุญาตฝากไปยังท่านได้โปรดพิจารณาส่วนนี้ครับ

อีกประการหนึ่ง ผมคิดว่าประเทศไทยทุกวันนี้เราเป็นประเทศที่เปิดมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวมาปีละ ๔๐ ล้านคน ๒ ใน ๓ ของพลเมืองไทย เพราะฉะนั้นจะต้องมีการสัมผัส รู้จักผู้คนต่างด้าว ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องมีการฝึกคนของเรา ให้มีการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาอังกฤษเป็นสื่อที่สำคัญ มันมีความแตกต่างกันระหว่าง สิ่งที่เรียกว่าหลักสูตรอิงลิช โปรแกรม (English program) กับอินเตอร์เนชันนัล โปรแกรม (International program) อิงลิช โปรแกรม (English program) ก็คือสอนด้วยภาษาอังกฤษ แต่คนเรียนเป็นคนไทยหมด ขณะที่อินเตอร์เนชันนัล โปรแกรม (International program) เราหมายถึงว่าการสอน สอนเป็นภาษาอังกฤษและคนเรียนเป็นคนต่างชาติมาปนด้วยครับ ผมอยากจะให้เกิดอันหลังเพราะว่าการที่มีแต่เด็กไทย นักเรียนไทยอยู่ในห้องครูสอนเป็น ภาษาอังกฤษก็จะถูกเด็กบังคับให้พูดเป็นภาษาไทยในที่สุด เพราะฉะนั้นจริง ๆ การที่มี นักศึกษาต่างชาติสักคนหนึ่งอยู่มันเป็นการฝึกให้เด็กได้มีโอกาสฝึกฝนภาษาอังกฤษนะครับ ผมมีข้อมูลให้เห็นนะครับว่า