สุวิทย์ เมษินทรีย์ หารือการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ชาติและยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยเสนอการปรับโครงสร้างหลักสูตรทั้งที่ได้ดีกรีและไม่ได้ดีกรี พร้อมผลักดันให้มหาวิทยาลัยสอดรับกับการพัฒนาท้องถิ่นและนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังชี้แจงความคืบหน้าการปรับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา การปลดล็อกอำนาจให้มหาวิทยาลัยออกแบบหลักสูตรได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะหลักสูตรข้ามคณะและการศึกษาทั่วไปที่เน้นทักษะชีวิตและทัศนคติในศตวรรษที่ 21 รวมถึงการยกระดับสมรรถนะอาจารย์ใหม่ผ่านการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ มาตรฐานคุณภาพหลักสูตร การใช้ระบบออนไลน์ในการพิจารณา การตรวจสอบย้อนหลัง และการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อให้การเรียนการสอนทันสมัย ปรับตัวได้รวดเร็ว และตอบโจทย์ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนอย่างแท้จริง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เรื่องของมหาวิทยาลัย เรื่องที่ท่าน ส.ส. ได้นำเสนอมานั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่ทราบกันดีว่าการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ศตวรรษ ๒๑ นั้น สิ่งที่สำคัญคือเรื่องทุนมนุษย์ ซึ่งมหาวิทยาลัยเองก็เป็นด่านหน้าของการที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) มีเรื่องสำคัญที่อยากกราบเรียนก่อนที่จะพูดถึงรายละเอียดใน ๒-๓ ประการ ณ วันนี้ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยถึงเวลาที่จำเป็นจะต้องมีการยกเครื่องมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่ หรือจะขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่า รีอินเวนทิง ยูนิเวอร์ซิตี (Reinventing University) แล้ววันนี้เรามีการจัดงบประมาณที่เรียกว่าเป็นกองทุนพัฒนาอุดมศึกษาขึ้นมาสำหรับเตรียมการ ปี ๒๕๖๔ นั้นจำนวน ๑๐,๒๕๐ ล้านบาท เพื่อจะยกเครื่องมหาวิทยาลัยครับว่าในอนาคตนั้น มหาวิทยาลัยจะต้องตอบโจทย์เรื่องของพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของโลก เรื่องของการ ที่มหาวิทยาลัยจะต้องตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของชาติอย่างไร ซึ่งในส่วนนี้ประเด็นสำคัญก็คือ มหาวิทยาลัยในอนาคตจำเป็นจะต้องสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ มหาวิทยาลัยจะมีอยู่ ๓ ลู่วิ่ง ด้วยกัน ลู่วิ่งที่ ๑ คือมหาวิทยาลัยที่จะต้องไปสู้กับโลก แข่งขันกับเรื่องขององค์ความรู้และ ที่ล้ำหน้าในระดับโลก มหาวิทยาลัยส่วนที่ ๒ จะต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นในเรื่องของการ พัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม อุตสาหกรรมต่าง ๆ แล้วมหาวิทยาลัยส่วนที่ ๓ คือมหาวิทยาลัย ที่จะเน้นในเรื่องของการพัฒนาเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยที่จะไปเน้นในเรื่องของการพัฒนา ท้องถิ่น แต่พร้อม ๆ กับเรื่องของการที่จะยกเครื่องมหาวิทยาลัยนั้นเราคิดว่าส่วนที่สำคัญ ก็คือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเหลือเกินนะครับ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยในอนาคตนั้น ทิศทางจะออกมามีหลักสูตรอยู่ ๒ แบบด้วยกัน แบบแรกเราเรียกว่าเป็นหลักสูตรที่เป็นดีกรี โปรแกรม (Degree program) ก็คือยังมีปริญญาบัตรอยู่ แต่แบบที่ ๒ ซึ่งจะมีแนวโน้มที่จะ มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือที่เรียกว่าเป็นนอน ดีกรี โปรแกรม (Non degree program) ก็คือเป็นหลักสูตรที่ไม่ต้องการปริญญาแต่เป็นการเน้นในหลักสูตรระยะสั้น ๆ ที่จะตอบโจทย์ ที่จะไปยกระดับทักษะ หรือว่าเรื่องของวิชาชีพต่าง ๆ ให้มากขึ้น อันนี้เป็นทิศทางที่เรากำลังดำเนินไป แต่พร้อม ๆ กันนั้นมหาวิทยาลัยก็จะต้องถูกปลดล็อก เพราะว่ามหาวิทยาลัยเองนั้นในการทำงานตัวเองต้องปรับ แต่พร้อมกันนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ ตัวกระทรวง อว. หรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนั้น ก็จำเป็น จะต้องทำตัวให้กลายเป็นผู้ที่จะทำให้มหาวิทยาลัยนั้นเกิดความคล่องตัวขึ้นมา ขอกราบเรียน ท่านประธานสภาอย่างน้อยใน ๓ ประเด็นด้วยกันนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านอาจารย์พิสิฐได้พูดถึงเรื่องของ มคอ. หรือที่เราเรียกว่า กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาตินั้น ณ วันนี้ มคอ. มีทั้งหมดอยู่ ๗ ขั้นตอน คือ มคอ. ๑-๗ นั้น ณ วันนี้ มอค. ๓-๗ นั้นเราได้ให้มหาวิทยาลัย เป็นคนจัดการ เพราะฉะนั้นมันจะไม่มีภาระของมหาวิทยาลัยที่จะต้องมาติดต่อกับทางด้าน ของกระทรวงในส่วนนี้ ส่วน มคอ.๒ นั้นกำลังเร่งให้มีการทำงานที่เร็วขึ้น มคอ.๑ เกี่ยวข้อง กับเรื่องของวิชาชีพต่าง ๆ กำลังอยู่ในประเด็นหารือบางวิชาชีพ อันนี้คือเรื่องของ มคอ. ที่มีการปลดล็อก ผมจะขอกราบเรียนว่าเราได้ประกาศใช้ไปแล้วเป็นสำคัญ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรต่าง ๆ ณ วันนี้นั้น กกอ. เพิ่งได้มีการอนุมัติแอปพรูฟ (Approve) เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ผ่านมานี้ และกำลังที่จะประกาศใช้ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งมีการปรับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น มีการที่จะให้ อำนาจนั้นไปอยู่ที่ตัวของสภามหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะขออนุญาต กราบเรียนในรายละเอียด ก็คือในระดับปริญญาตรีนั้นเรื่องการศึกษาที่เราเรียกว่าเจนเอด (Gen-ed) ก็คือการศึกษาที่จะเพิ่มพูนในเรื่องของทักษะการใช้ชีวิต เป็นเรื่องของที่ ณ วันนี้ เรามีการปลดล็อกให้สามารถยืดหยุ่นได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่า ๒๔ ชั่วโมง แต่เรื่องของเจนเอด (Gen-ed) หรือเรื่องของการศึกษาที่จะทำให้คนนั้นมีความรู้ความเข้าใจโลกที่กว้างขึ้นนั้น จริง ๆ แล้วเป็นนโยบายที่ทางกระทรวง อว. ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่จะมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ ๒๑ นั้นคงไม่ใช่แค่เรื่องของการมีอาชีพ แต่เป็นเรื่องของ การอยู่กับคนอื่นอย่างปกติสุข มีความเข้าใจโลกมากขึ้นอย่างไร และในส่วนที่ ๒ หลักสูตร ในอนาคตจะต้องเป็นหลักสูตรที่ไม่ใช่เป็นของคณะใดคณะหนึ่ง หรือของสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง เพราะฉะนั้นการเรียนข้ามหลักสูตรจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ตรงนี้เราได้มอบ ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นคนพิจารณาเรื่องนี้เอง โดยที่ไม่ต้องเข้ามาผ่านทางด้านของ สกอ. ในปัจจุบัน
ประเด็นที่ ๓ ก็คือการยกระดับสมรรถนะของอาจารย์ โดยเฉพาะอาจารย์ใหม่ ในมหาวิทยาลัย ซึ่งแต่เดิมมานั้นมีเขียนเอาไว้ว่าจะต้องมีทักษะในเรื่องของการใช้ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเท่าไร ๆ นั้น ณ วันนี้เราได้ให้ทางสภามหาวิทยาลัยของแต่ละแห่ง เป็นผู้กำหนดมาตรฐานของส่วนนี้เอง
เรื่องที่ ๓ ที่อยากจะกราบเรียนทางท่านประธานสภา ก็คือเรื่องการควบคุม คุณภาพ นอกเหนือจากการที่เรามีสิ่งที่เราพูดถึงตัวของเชโค (CHECO) ก็คือเรื่องของการที่มี การติดต่อออนไลน์ (Online) จากทางมหาวิทยาลัย ณ วันนี้ภาระต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเอาหลักสูตรทั้งหมดมานั่งพิจารณาที่กระทรวงอีกต่อไป แต่เราใช้ระบบออนไลน์ (Online) ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน ๑ อาทิตย์ในการที่จะพิจารณาหลักสูตร และหลายหลักสูตร จากนี้ไปถ้ามหาวิทยาลัยนั้นทำตามมาตรฐานจริง เราจะใช้วิธีการโพสต์ ออดิต (Post audit) คือการตรวจสอบทีหลัง โดยที่จะให้หลักสูตรนั้นดำเนินต่อไปก่อนและเราค่อยมาทำการ ตรวจสอบทีหลัง
เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการควบคุมคุณภาพของหลักสูตรที่เราเรียกว่า เป็นเชคิวเอ (CHE QA) ก็คือเรื่องของควอลิตี แอสชัวรันซ์ (Quality assurance) นั้น ก็เป็น สิ่งที่จะสร้างความมั่นใจว่าหลักสูตรนั้น ๑. ตอบโจทย์โลกในปัจจุบัน ๒. มีความรวดเร็วและ สามารถปรับเปลี่ยนได้ พร้อมกันนั้นก็ยังสามารถรักษาคุณภาพที่จะตอบโจทย์ในเรื่องของ ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ขอกราบเรียนผ่านท่านประธานสภามาที่นี้ ขอบคุณครับ