รังสิมันต์ วิจารณ์บทบาทตุลาการ ชี้รัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

รังสิมันต์ โรม อภิปรายถึงความจำเป็นในการป้องกันรัฐประหาร โดยตั้งคำถามต่อความล้มเหลวของสภาและสถาบันตุลาการที่ให้การรับรองอำนาจของผู้ก่อรัฐประหาร พร้อมเสนอให้ปฏิรูปกองทัพ ทบทวนกฎอัยการศึก และเสริมสร้างกลไกเพื่อรักษาความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอบคุณ ท่านประธานครับที่ให้เวลาและขอบคุณท่านปกรณ์วุฒิที่ได้มอบเวลาให้กับผม ถ้าผมพูดว่า ในอนาคตเราจะมีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกครั้ง แล้วผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะพยักหน้า พร้อมเพรียงกัน ทุกคนเห็นตรงกันว่าการรัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกเป็นแน่แท้การรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ทุกคนคงเห็นตรงกันและนี่คือเป็นที่มา ของกระผมในฐานะที่เป็นผู้แทนของราษฎรที่จะต้องสนับสนุนญัตตินี้เพื่อป้องกันไม่ให้การ รัฐประหารเกิดขึ้นอีกต่อไป โดยทั่วไปการเมืองการปกครอง ผู้ที่จะเข้ามาปกครองประเทศได้นั้น จะต้องอาศัยความชอบธรรมจากบางสิ่งบางอย่าง บางครั้งเราก็ต้องอาศัยความชอบธรรม จากประชาชน แต่บางครั้งก็มีคนบางกลุ่มคิดว่าการกดขี่ การข่มเหงนั้นก็คือความชอบธรรม อย่างหนึ่ง ซึ่งต้องเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่าในปัจจุบันนั้นการเลือกวิธีการ อย่างหลังคือการใช้การกดขี่ข่มเหงนั้นไม่ได้รับความยอมรับ ไม่ได้รับความชอบธรรมอีกต่อไป ซึ่งตลอด ๘๗ ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา เราอาจจะ ผ่านรัฐประหารหลายครั้ง ผ่านรูปแบบที่ใช้กำลังพลทหารเข้ายึดครองประเทศหลายครั้ง แต่ก็ต้องย้ำกันชัด ๆ ว่าวันนี้คุณค่าสูงสุดที่เป็นคุณค่าที่เรายึดถืออยู่ตลอดเวลาคือคุณค่า แบบประชาธิปไตยที่ผู้ปกครองจะต้องได้รับอาณัติความชอบธรรมจากประชาชน แม้ว่าเรา จะเห็นตรงกันว่าทุกสิ่งทุกอย่างของการใช้อำนาจอธิปไตยจะต้องยึดโยงไปกับประชาชน เรากลับพบว่าวิธีคิดนี้ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยของเราประสบความสำเร็จของการมีระบอบ ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เหตุผลหนึ่งที่มันเป็นแบบนั้นมีหลายประการครับ ประการแรก ที่มีความสำคัญคือองค์กรตุลาการ องค์กรศาล อย่างที่ทุกคนทราบนะครับการรัฐประหาร เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำที่ขัดต่อ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ซึ่งมาตรานี้กำหนดโทษสูงสุดนั่นคือการประหารชีวิต หากกฎหมายนี้สามารถบังคับใช้ได้อย่างบรรลุผล สิ่งที่เราจะต้องเห็นในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั่นคือการที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องขึ้นต่อศาลและอาจจะมีคำพิพากษา ประหารชีวิต วันนี้ท่านจะไม่เป็น พลเอก ประยุทธ์ แต่ท่านจะเป็น น.ช. ประยุทธ์ อย่างที่ทุกท่าน ทราบว่าเครื่องมือกฎหมายที่เราใช้กันอยู่นั้นมีปัญหา แล้วไม่สามารถใช้บังคับได้จริงเพราะว่า ส่วนหนึ่งองค์กรตุลาการ องค์กรศาลได้มีคำพิพากษารองรับมาโดยตลอดว่าคณะรัฐประหาร ที่ยึดอำนาจแล้วนั้นย่อมมีอำนาจในการปกครองและออกกฎหมายบังคับใช้ต่อประชาชน สาเหตุที่มันเป็นแบบนี้ก็เป็นเพราะว่าองค์กรตุลาการก็ดันไปยอมรับทำให้คณะรัฐประหาร กลายเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตย อย่างล่าสุดครับท่านประธาน มีประชาชนกลุ่มหนึ่งเขาได้ร้อง เป็นคดีไปยังศาล เขาขอให้ศาลพิพากษาให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ แต่ปรากฏว่าศาลยกฟ้อง โดยอ้างว่า พลเอก ประยุทธ์ นั้นเป็นรัฏฐาธิปัตย์ กลายเป็นว่า ๖๐ กว่าปีนับตั้งแต่วันแรก ที่เรามีคำพิพากษาทำนองนี้ประเทศไทยไม่ไปไหนเลย ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย การรับรอง สถานะของคณะรัฐประหารโดยองค์กรตุลาการไทยยังคงเหมือนเดิม ในแง่นี้มันย่อมแสดง ให้เห็นว่าลำพังคณะรัฐประหารเพียงกลุ่มเดียวย่อมไม่สามารถสถาปนาสร้างอาณาจักร คณะรัฐประหารได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องมีองค์กรตุลาการมาคอยรับใช้ มาคอยรับรองด้วย ผมต้องเรียนต่อประธานด้วยความเคารพว่าในการรัฐประหารหลายครั้งประชาชนในฐานะ ที่เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาเขาไม่ทำอะไร เขาทำครับ แต่ทุกครั้งที่เรามีการ รัฐประหารแทนที่จะปล่อยให้ประชาชนเขาได้ใช้เครื่องมือเครื่องไม้ที่เขามีตามรัฐธรรมนูญได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ปรากฏว่าองค์กรอย่างองค์กรตุลาการที่มีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาไว้ อำนาจอธิปไตยของประชาชนกลับไม่ยอมทำหน้าที่ตรงนี้ แล้วไปอุดปากประชาชนว่า คณะรัฐประหารนี่ล่ะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด กล้าดีอย่างไร ท่านกล้าดีอย่างไรที่จะมาบอกว่า ประชาชนเขาไม่มีอำนาจอธิปไตย และอำนาจอธิปไตยนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎร ถูกปิดตัวลงหลังจากที่มีการยึดสถานีวิทยุต่าง ๆ โดยคณะรัฐประหาร นี่คือปัญหาที่มันเกิดขึ้น คณะรัฐประหารเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถสร้างอาณาจักรรัฐประหารได้ครับท่านประธาน มากไปกว่านั้นพูดถึงศาลเพียงลำพังคงไม่เป็นธรรมเสียเท่าไร เราต้องพูดถึงสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ด้วย ผมถามจริง ๆ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนี้ท่านผ่านการรัฐประหารมา กี่ครั้ง ปรากฏว่ามีคณะรัฐประหารเข้ามาถือกระดาษแผ่นเดียวแล้วบอกว่า ต่อไปนี้สภาผู้แทนราษฎรเลิกไป เรายอมรับครับ เราคือคนที่มาจากการเลือกตั้ง เราคือคนที่ ประชาชนเขาบอกอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะเป็นปากเป็นเสียงให้กับพวกเขา แต่รัฐประหารทีไร เรากลับบ้าน เอาล่ะผมไม่ว่าคนที่ถูกจับกุม คนที่ถูกจี้ถูกเป็นตัวประกันผมไม่ว่า แต่คนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสถานะนั้นท่านทำอะไร ท่านปล่อยให้การรัฐประหารเกิดขึ้นได้อย่างไรโดยที่ไม่ได้ ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ ปล่อยให้ทหารสั่งพวกเราเหมือนเป็นพลทหารได้อย่างไร ผมเชื่อว่า ประชาชนไม่อยากยอมรับการรัฐประหาร พวกเขาไม่อยากให้สภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาล ที่เขาเลือกมาถูกโค่นล้มโดยใครก็ไม่รู้ ไม่อยากให้กติกาที่ประชาชนเขาไปมีส่วนร่วมกันมา ถูกทำลายโดยที่กติกาที่มาแทนที่คือกติกาที่คนไม่กี่คนร่างมา องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เรามีหลายองค์กร ถามว่าพวกท่านเคยใช้อำนาจที่ท่านมีซึ่งเป็นการใช้อำนาจแทนที่ประชาชน ในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ท่านใช้อำนาจเหล่านี้อย่างไรบ้าง ไม่มีเลย นี่คือเหตุผล ว่าทำไมระบอบรัฐประหารมันจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นแบบนี้หลายครั้ง ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมคิดว่าเท่าที่ฟังจากเพื่อนสมาชิกหลายท่านดูรู้สึกท้อถอยไม่รู้จะป้องกัน การรัฐประหารอย่างไร วันนี้ผมเลยอยากจะชวนท่านนั่งไทม์แมชชีน (Time machine) กลับไปดูประวัติศาสตร์ ไปดูต่างประเทศว่าเขาทำกันอย่างไร

ผมขอยกกรณีแรกคือกรณีประเทศสเปน ประเทศสเปนเป็นกรณีที่คลาสสิก (Classic) หลังยุคเผด็จการ นายพล ฟรังโก (Franco) เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๑๙๘๑ ปรากฏว่า มีพันโท อันโตนิโอ เตเฮโร (Antonio Tejero) และสมาชิกของกองกำลังรักษาความมั่นคง อีก ๒๐๐ นาย บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาจับรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภามากกว่า ๓๕๐ คน เป็นตัวประกัน เพื่อล้มล้างรัฐบาลพลเรือนและจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการทหาร ปรากฏว่ากษัตริย์ ฮวน คาร์ลอส (Juan Carlos) ได้ออกมาประกาศต่อต้านความพยายามก่อรัฐประหารโดยตรัสว่า สถาบันไม่อาจยอมรับการกระทำใด ๆ อันเป็นการแทรกแซงรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ได้รับการรับรองจากประชาชนชาวสเปนได้ พร้อมรับสั่งให้ทุกภาคส่วนทำทุกทางเพื่อรักษา ระบอบรัฐธรรมนูญเอาไว้ให้ได้ จนในท้ายที่สุดคณะรัฐประหารก็ยอมมอบตัว

กรณีที่ ๒ คือกรณีของประเทศฟิจิ ในปี ๒๐๐๐ มีการรัฐประหาร ปรากฏว่า ศาลสูงของประเทศฟิจิได้วินิจฉัยว่ารัฐประหารยังไม่สำเร็จและแม้รัฐประหารจะไม่มีการลุกฮือ ต่อสู้ทั้งประเทศของประชาชน เพราะกองทัพได้เอากำลังทหารควบคุมเอาไว้ก็ตาม แต่มันไม่ได้ หมายความว่าผู้คนจะยอมรับว่าการรัฐประหารนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ศาลฟิจิได้แนะนำว่า วิธีการวัดที่ดีที่สุดคือการเลือกตั้ง หากคณะรัฐประหารได้รับการเลือกตั้งกลับมาก็แสดงว่า ประชาชนนั้นยอมรับ คณะรัฐประหารจะคิดเอาเองไม่ได้จนทำให้คณะรัฐประหารในเวลานั้น ต้องยอมรับให้มีการเลือกตั้งและนำรัฐธรรมนูญที่ยกเลิกไปแล้วกลับมาใช้ใหม่

หรืออีกกรณีหนึ่งคือกรณีของประเทศฝรั่งเศส ในปี ๑๙๕๘ ก็มีความพยายาม ในการทำรัฐประหาร ปรากฏว่าชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) ซึ่งเป็นวีรบุรุษสงครามโลก ในขณะนั้นได้ตัดสินใจเรียกร้องให้ประชาชนออกมาต่อสู้และเป็นผลทำให้การรัฐประหาร ครั้งนั้นสิ้นผลไป ไม่ประสบความสำเร็จ ท่านประธานครับ นี่คือกรณีของต่างประเทศเป็น กรณีที่แสดงให้เห็นว่าการรัฐประหาร มันก็สามารถล้มเหลวได้ ผมเลยอยากจะลองเสนอว่าถ้าเป็นประเทศไทยของเรา ถ้าปรากฏว่า ค่ายทหารที่ตั้งอยู่ตรงข้ามสภายึดอำนาจเราอีกครั้งเราจะทำกันอย่างไร ผมอยากจะเสนอ อย่างนี้ครับ สมมุตินะครับ สมมุติว่าท่านประธาน ท่านสุชาติ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน เรียกประชุมสภา เราไม่ต้องคุยกันเรื่องอื่นครับ ไม่ต้องเอาเรื่องรายงานมาพูด คุยกันเรื่องเดียว เราปฏิเสธการรัฐประหารแล้วให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในวันนี้ช่วยกัน ลงมตินี้โดยปฏิเสธอำนาจรัฐประหาร เป็นตัวอย่างให้กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่น ๆ ผมเชื่อว่า โอกาสที่เราจะได้เห็นรัฐประหารครั้งสุดท้ายมันจะมาถึง และผมเชื่อว่าการป้องกันรัฐประหาร โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่พวกเรามีก็จะเป็นไปได้ ดังนั้นผมจึงเห็นว่าการป้องกัน การรัฐประหารโดยอาศัยองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นมันเป็นไปได้อย่างแน่นอน ผมก็สนับสนุน ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้เพื่อศึกษาเรื่องนี้ขึ้นมา ท่านประธานครับ ผมพูดมาถึงตรงนี้ ผมพูดถึงเรื่องของศาล ผมพูดถึงเรื่องของสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา มีอีกองค์กรหนึ่ง ที่ผมจำเป็นต้องพูดถึงเหมือนกัน จะไม่พูดถึงไม่ได้เด็ดขาด องค์กรนี้คือสถาบันกองทัพ หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี ๒๕๓๕ เกียรติศักดิ์ของกองทัพได้ตกต่ำลงมากก็เพราะว่า เกิดจากการแทรกแซงของกองทัพในการทำรัฐประหารและพยายามสืบทอดอำนาจจนนำไป สู่การสังหารโหดกลางเมือง สังคมไทยในเวลานั้นท่านประธาน เชื่อว่าเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จะเป็นบทเรียนที่สำคัญที่ทำให้ประเทศไทยปลอดการรัฐประหาร แต่ปรากฏว่าในอีก ๑๔ ปี ต่อมาเรากลับคิดผิด เพราะทหารกองทัพได้พิสูจน์แล้วว่าอย่างน้อยก็บางส่วนของพวกท่าน มีความคิดอยู่ตลอดเวลาต่อการเข้ามารัฐประหารและเป็นนายกรัฐมนตรี กลายเป็นว่ามี คนจำนวนหนึ่งที่ต่อไปนี้เข้าโรงเรียนนายร้อยแล้วก็คิดว่าสงสัยอนาคตของข้าพเจ้าจะไม่ได้ จบอยู่ที่เป็น ผบ.ทบ. แต่อาจจะเป็นถึงนายกรัฐมนตรีด้วย ดังนั้นเราจึงมีความจำเป็นที่จะต้อง แก้ปัญหาที่ต้นตอ ต้นสายการรัฐประหารคือการปฏิรูปกองทัพด้วย เราต้องดับฝันนายทหาร บางคนฝันเอาทั้งวันทั้งคืนว่าอนาคตข้างหน้าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และไม่มีทางอื่นที่เราจะ สามารถทำได้ นั่นก็คือการปฏิรูปกองทัพและกระบวนการหนึ่งที่เราจะต้องทำเพื่อนำไปสู่ การปฏิรูปกองทัพและผมขอเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่าเราจำเป็นต้องมีการปรับปรุง แก้ไขกฎอัยการศึกที่วันนี้ให้อิสระกับกองทัพในการใช้อำนาจของตัวเองโดยไม่มีขีดจำกัด และไม่มีกรอบ ซึ่งเป็นผลที่ทำให้เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ ผมจะสรุปอย่างนี้ว่าผมอยากให้ท่านผู้มีเกียรติ ผมรู้ว่าพวกท่านต้องฟัง มติวิป (Whip) เพราะผมเองก็เป็นวิป (Whip) ผมรู้ว่าลึก ๆ แล้วพวกท่านเห็นด้วยกับผมนั่นละ แต่เพราะการมาเป็นพรรคการเมืองบางเรื่องมันก็พูดไม่ได้ บางเรื่องมันก็แสดงออกไม่ได้ แต่ผมถามท่านนิดเดียว ถามมโนธรรมสำนึกของตัวท่านเอง จะมีวันไหนที่ท่านสามารถ ทำบางสิ่งบางอย่างให้ถูกต้อง ผมว่าวันนี้คือโอกาสและอีกวันหนึ่งคือตอนที่เราอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมอยากให้พวกท่านนั่ง กับตัวเองอยู่กับตัวเองแล้วคิดถึงมโนธรรมสำนึกที่ตัวเองมีว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกและคือสิ่งที่ผิด วันนี้อำนาจอยู่ในมือท่านแล้ว วันนี้โอกาสอยู่ในมือท่านแล้ว ประเทศนี้จะเป็นประเทศ ที่ปลอดรัฐประหาร ประเทศนี้จะเป็นประเทศที่ไม่มีการปฏิวัติโดยคณะรัฐประหารอีกต่อไป วันนี้อำนาจอยู่ในมือของพวกเราอยู่ที่ตัวท่าน อยู่ที่ตัวผม อยู่ที่พวกท่านทุกคนที่จะทำให้วันนี้ เป็นเรื่องราวที่ถูกต้องหรือเป็นเรื่องราวที่ผิด แล้วประวัติศาสตร์จะจดจำพวกท่านในฐานะ ของคนที่เป็นวีรบุรุษที่ทำให้ประเทศไทยไม่กลับไปสู่วังวนแบบเดิม ขอบคุณครับ