พรรณิการ์ วานิช กล่าวถึงผลกระทบระยะยาวของรัฐประหารที่ทำลายภาพลักษณ์และบทบาทนำของประเทศไทยในเวทีโลก โดยเปรียบเทียบกับอดีตที่เคยเป็นศูนย์กลางด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของภูมิภาค พร้อมชี้ว่าการทูตไทยถูกเบี่ยงเบนไปเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองภายใน จนเสียโอกาสและศักดิ์ศรีในสายตาประชาคมระหว่างประเทศ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาวพรรณิการ์ วานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานคะการรัฐประหารเพื่อนสมาชิกผู้แทนราษฎรของเราพูดกันไปหลายท่านแล้ว ไม่ได้ส่งผลเสียต่อประเทศ ทำลายประเทศในจุดใดจุดหนึ่งดิฉันถือว่าการรัฐประหารเหมือน ไวรัสเอชไอวี (Virus HIV) ทำให้ร่างกายภูมิคุ้มกันอ่อนแอบกพร่องลงทั้งระบบ แล้วอาการ ของโรคก็จะปรากฏแล้วแต่ตรงไหนอ่อนแอมากอ่อนแอน้อย ในช่วงหลายชั่วโมงที่ผ่านมา พูดกันไปมากแล้วผลกระทบของรัฐประหารต่อเศรษฐกิจความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้างขึ้น ระหว่างคนรวยกับคนจนในประเทศไทย สิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ถูกลิดรอนศักดิ์ศรี ของคนไทยที่ถูกย่ำยีเสรีภาพสื่อที่กลายเป็นกระบอกเสียงเผด็จการมากกว่าเป็นปากเสียง ให้กับคนเล็กคนน้อยในสังคม แต่อาการของโรค ความป่วยไข้ของประเทศไทยอันเกิดจาก ไวรัสรัฐประหารที่ยังไม่มีใครพูดถึงมาก ก็คือจุดยืนที่ตกต่ำย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ของประเทศไทย ในเวทีโลกอันเกิดจากวงจรอุบาทว์ของระบอบรัฐประหาร ดิฉันเติบโตมาในทศวรรษที่ ๑๙๙๐ ช่วงพุทธศักราช ๒๕๓๐ เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีศักดิ์มีศรีในเวทีโลก ประเทศไทย เคยพลาดการเป็นเสือตัวที่ ๕ ของเอเชียมาแล้วจากรัฐประหารยุค รสช. หลังดิฉันเกิดไม่กี่ปี จากนั้นมาก็เหมือนกับว่าทุกคนในประเทศไทยมีฉันทามติร่วมกันแล้วว่ารัฐประหารจะเป็น ประวัติศาสตร์จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เราก้าวข้ามผ่านจุดนั้นมาแล้วเหมือนกับหลายประเทศ ในแอฟริกา หลายประเทศในลาตินอเมริกา แล้วเราจะกลายเป็นผู้นำพาอาเซียน (ASEAN) ไปสู่ความเป็น ภูมิภาคที่พัฒนาแล้ว ดิฉันเกิดและเติบโตมาในยุคที่ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเบรเคิล ออฟ โฮป (Brecle of hope) เป็นประทีปแห่งความหวังของภูมิภาค เป็นผู้นำด้านประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน องค์กรระหว่างประเทศต้องมีสาขาใหญ่ประจำเอเชียอยู่ในประเทศไทย สื่อมวลชนหลายสำนักมีสำนักงานใหญ่ของอาเซียน (ASEAN) ของเอเชียอยู่ในประเทศไทย ประเทศเราเป็นผู้ที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัย ประเทศเราเป็นผู้ที่ก่อตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN) และเป็นที่เชิดหน้าชูตาในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ว่าเป็นผู้นำของภูมิภาค ดิฉันเติบโตมา ในยุคที่เราเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ (Asian Games) ดิฉันเติบโตมาในยุค ที่ประเทศเราเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปก (APEC) ดิฉันเติบโตมาในยุคที่ประเทศเรา ก้าวหน้าถึงขั้นมีคนไทยไปนั่งเป็น ผอ. องค์การการค้าโลก ไปนั่งเป็นเลขาธิการการประชุม สหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนาหรืออังก์ถัด (UNCTAD) เราก้าวหน้าในเวทีโลก ถึงขั้นที่ว่าเราส่งตัวแทนของประเทศไทยชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ นี่คือประเทศไทย ในยุคที่ดิฉันเติบโตขึ้นมา แล้วอยู่ ๆ ก็เกิดรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ หลังจากนั้นการต่างประเทศ ของไทยที่รุ่งเรือง บทบาทประเทศไทยที่เป็นผู้นำของภูมิภาคก็ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ การต่างประเทศ ของไทยแทนที่จะใช้นโยบายทางการทูต การเจรจาต่อรองระหว่างประเทศเพื่อปกป้อง ผลประโยชน์ของคนไทย ส่งเสริมผลประโยชน์ของคนไทย กลับกลายเป็นเพียงเครื่องมือไล่ล่า ทางการเมือง ไล่ล่านักการเมืองคนเดียว เอาผลประโยชน์ของประเทศชาติไปเจรจาต่อรอง ในเวทีไหน ทูตไทยทีมไทยแลนด์มีหน้าที่ก็คือเจรจาต่อรองทำอย่างไรก็ได้เอาตัวนักการเมือง คนนั้นมาลงโทษในประเทศไทย ความสูญเปล่าทางนโยบายต่างประเทศเกิดขึ้นต่อเนื่อง หลายปี พอประเทศกำลังจะเข้าที่เข้าทางพ้นจากความวุ่นวายทางการเมืองก็เกิดรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ ทีนี้หนักเลยค่ะ ทำไมถึงหนัก ทุกครั้งที่มีรัฐประหารเกิดขึ้นท่านอย่าลืมว่าโลก ก้าวไปข้างหน้าแล้วทุกครั้งที่วันเวลาผ่านไปรัฐประหารเป็นสิ่งน่ารังเกียจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในประชาคมโลก เมื่อประเทศไทยยังทำสิ่งน่ารังเกียจนี้ซ้ำซาก ก็พูดแก้ตัวได้ยากขึ้นในเวทีโลก แล้วรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ มันยากลำบากยิ่งกว่าตอน ปี ๒๕๔๙ นั่นก็คือมีภารกิจอยู่ยาว เมื่อจะมีภารกิจอยู่ยาวท่านก็มีภารกิจตามมาว่าจะแก้ตัวอย่างไรในเวทีโลก ๕ ปีของ คสช. ๒ ปีแรกทูตไทยเสียเวลาไปกับการแก้ต่างแก้ตัวว่าทำไมต้องมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ในประเทศไทย อีก ๓ ปีให้หลังทำอะไรทราบไหมคะ แก้ตัวว่าทำไมเลื่อนเลือกตั้ง ถามว่า แล้วทำไมต้องทำอยู่แค่นั้น เพราะว่าไปที่ไหน ท่านก็พูดจาได้ไม่เต็มปาก เพราะว่าเป็นประเทศ ที่มีรัฐบาลทหารไม่เป็นที่ยอมรับในเวทีโลกที่เป็นอารยประเทศ เท่านั้นไม่พอนายกรัฐมนตรี ไปพูดกับผู้นำโลก อย่างเช่นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น อย่างเช่นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แล้วพูดในเวทีสหประชาชาติว่าจะเลือกตั้งวันนั้นวันนี้ สุดท้ายเลื่อนไป ๕ ครั้งกว่าจะได้ เลือกตั้ง การระหว่างประเทศของไทยก็ไม่ต้องทำอะไรหรอกค่ะ นอกจากคอยแก้ต่างว่า ตกลงจะเลือกตั้งเมื่อไรกันแน่ ตกลงเมื่อไรจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตย พูดง่าย ๆ เกือบ ๒๐ ปี ที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ถึงรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ แล้วมาจนถึงปัจจุบันการทูต การระหว่างประเทศของไทยสูญเปล่าครึ่งหนึ่งไปกับการไล่ล่า ตกเป็นเครื่องมือไล่ล่าแก้แค้น ทางการเมือง อีกครึ่งหนึ่งตกอยู่กับวังวนของการแก้ต่างแก้ตัวว่าตกลงรัฐประหารทำไม เมื่อไรจะเลือกตั้ง แล้วเมื่อท่านวางแผนจะอยู่ยาวท่านก็ต้องเล่นเกมเสี่ยงนั่นก็คืออิงแอบ กับมหาอำนาจที่ไม่ใช่ฝั่งเสรีนิยม แต่เป็นฝั่งเผด็จการอำนาจนิยมทำลายดุลความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศที่นักการทูต นักการระหว่างประเทศของไทยรู้ดีว่านี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในการ ดำเนินนโยบายต่างประเทศให้ได้ผลสำเร็จ ถ้าท่านนึกภาพไม่ออกว่าเกือบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา จุดยืนไทยในเวทีโลกตกต่ำลงขนาดไหน ท่านคิดง่าย ๆ แบบนี้ค่ะ ก่อนรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ประเทศไทยส่งแคนดิเดต (Candidate) ชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ หลังรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งใน ๓๘ ประเทศที่ถูกเลขาธิการสหประชาชาติขึ้นบัญชี ประณามว่าเป็นประเทศเชน ฟูลสเทต (Chain full state) ประเทศที่น่าละอายเนื่องจาก ละเมิดคุกคามนักสิทธิมนุษยชนและผู้ทำงานร่วมกับสหประชาชาติ จากก่อรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ถึงหลังรัฐประหารปี ๒๕๕๗ เราตกต่ำกันมาขนาดนี้เพราะอะไร ก็เพราะเมื่อไม่มี รัฐบาลที่มาจากการชอบธรรม เมื่อรัฐประหารกันอยู่เรื่อย ๆ เกียรติภูมิประเทศตกต่ำลงไป เรื่อย ๆ ท่านก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบหงอ หงอก็คือกลัว เพื่อนไม่คบ ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองได้รับการคบหาสมาคม ยอมเจรจาแบบเสียเปรียบ เสียศักดิ์ศรีไม่พอท่านเสียอะไรอีกคะ ท่านเสียสิ่งที่เรียกว่า ดิปโพลเมติก เลฟเวอร์เรจ (Diplomatic leverage) ศักยภาพในการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศมันสำคัญอย่างไร ท่านมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศทำไมก็เพื่อปกป้องคนไทย พอท่านหงอไม่มีศักยภาพ ในการเจรจาต่อรองเพราะเป็นรัฐบาลมีปมด้อย เป็นรัฐบาลเผด็จการ ท่านจะไปขอโควตาข้าว ท่านก็ได้น้อยกว่าประเทศที่เป็นคู่แข่ง ท่านจะไปขอให้ประเทศต้นน้ำแม่น้ำโขงเปิดเขื่อน ก็ไม่กล้าเกรงใจเขาเพราะพึ่งใบบุญเขาอยู่ ท่านจะขอเอาคนไทยกลับจากอู่ฮั่นก็เกรงใจอีก กลัวจะกระทบความสัมพันธ์ สุดท้ายหงอไปหมด ประนีประนอมผลประโยชน์ของคนไทยกับ การได้รับการยอมรับของรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรม นี่ก็คือเกือบ ๒๐ ปี เกือบ ๒ ทศวรรษ ของความสูญเปล่าในการระหว่างประเทศของประเทศไทย แต่ถามว่าเราจะกลับมาเป็น ที่เชิดหน้าชูตาได้ไหม ทำได้ค่ะ ทำอย่างไร ประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว เราเคยเป็นผู้นำ ในภูมิภาคก็ต้องกลับมาเป็นผู้นำได้อีก ภูมิรัฐศาสตร์ของเราได้เปรียบหลายประเทศ มีพื้นฐาน ทางด้านเศรษฐกิจทรัพยากรที่ดี สิ่งที่ต้องมีคืออะไร การต่างประเทศในอุดมคติสิ่งที่ควรจะเป็น สำหรับรัฐบาลไทยก็คือนโยบายภายในกับภายนอกที่สอดคล้องกัน นโยบายภายในที่มีนิติรัฐ มีประชาธิปไตย นโยบายภายนอกที่เคารพหลักการสากลอย่างหลักสิทธิมนุษยชนทำตนเป็น ที่พึ่งพาได้ของประเทศเพื่อนบ้าน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ทำแบบนี้จะทำให้จุดยืนของประเทศไทย กลับมาอยู่ในฐานะที่น่าพอใจในเวทีโลกได้ จะทำแบบนี้สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นก็คือยุติระบอบรัฐประหาร ซ้ำซาก เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านเห็นถกเถียงกันเยอะว่าถ้านักการเมือง ไม่คอร์รัปชันก็ไม่มีหรอกรัฐประหาร ดิฉันคิดว่าประเทศนี้ยอมรับมานานแล้วว่าคอร์รัปชัน ทำลายผลประโยชน์ชาติ มีกลไกต่อต้านคอร์รัปชัน กลไกป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชัน เกิดขึ้นมากมายอยู่แล้วในประเทศนี้ แต่สิ่งที่ไม่มีก็คือกลไกต่อต้านรัฐประหาร จึงถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศนี้ควรจะมีกลไกต่อต้านการรัฐประหาร ควรจะมีสภาผู้แทนราษฎรที่ริเริ่มทำหน้าที่นี้ สุดท้ายดิฉันฝากไปถึงทหารค่ะ ขออีก ๓๐ วินาที ดิฉันก็เชื่อว่าทหารที่ดีมีทหารที่เป็นอาชีพมี ท่านพูดว่ารักชาติดิฉันก็เชื่อ แต่มาร่วมกันช่วยทำสิ่งที่จะพิสูจน์ว่าท่านรักชาติเหมือนกับดิฉัน ไม่ใช่ไปชี้หน้าคนอื่นว่าชังชาติเพื่อให้ท่านดูว่าตัวเองเป็นคนรักชาติ แต่ทำหน้าที่ทหารมืออาชีพ แล้วปล่อยให้นักการทูตทำหน้าที่มืออาชีพปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย เกียรติภูมิศักดิ์ศรี ของคนไทยจะกลับมาในเวทีโลกค่ะ ขอบคุณค่ะ