สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือประเด็นการปฏิวัติและการรัฐประหารอย่างเปิดเผยในสภา โดยเสนอให้พิจารณาการได้มาซึ่งอำนาจและการใช้อำนาจอย่างแยกแยะ พร้อมอ้างอิงประวัติศาสตร์การเมืองทั้งในและต่างประเทศเพื่อชี้ให้เห็นว่าการเมืองได้กลายเป็นกิจการสาธารณะที่ไม่อาจถูกผูกขาดได้อีกต่อไป ย้ำว่าทั้งนักการเมืองและทหารต่างมีทั้งผู้ดีและผู้เลว การป้องกันรัฐประหารจึงต้องเริ่มจากการขจัดความไม่เป็นธรรมและอำนาจล้นที่ไร้การรับผิดชอบ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการเคารพความยุติธรรมและบทบาทของภาคประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ผมอยู่สภานี้มา ๒๐ กว่าปี ๗ สมัยนะครับ ต้องถือว่านี่เป็นครั้งแรก ๆ ที่เราได้มีการลุกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องของการปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง ทั้ง ๆ ที่เราบอกว่ายุคนี้บางคน เขาบอกว่าเป็นยุคสืบทอดอำนาจบ้าง เป็นยุคที่ประชาธิปไตยครึ่งใบบ้าง แต่ก็ต้องนับว่านี่เป็น ปรากฏการณ์ที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลง ความจริงแล้วก็มีคนเขียนเอาไว้แล้วผมก็คิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ ในหนังสือกำเนิดและความเป็นมาของการปฏิวัติ ซึ่งเขียนโดย อาจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ประทานโทษที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านศึกษาเรื่องการปฏิวัติ มาตั้งแต่ยุคครั้งกรีก ครั้งโรมัน จนกระทั่งมาถึงยุคปัจจุบัน รวมทั้งในประเทศไทยและ ต่างประเทศนั้น สิ่งหนึ่งที่ท่านสรุปเอาไว้ก็คือว่าการรัฐประหารในประเทศไทยหลังวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งก่อให้เกิดคนที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยออกมาแสดงความคิด ความเห็นนั้น สิ่งหนึ่งที่มันเปลี่ยนแปลงไปก็คือบัดนี้การเมืองไทยกลายเป็นกิจการสาธารณะ ที่ไม่อาจผูกขาดได้โดยบุคคลหรือกลุ่มเฉพาะอีกต่อไป ผมว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นใหม่ ที่เกิดขึ้นและเป็นประเด็นที่เราในสภาควรที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดจากัน อย่างไรก็ตามต่อญัตติ ที่มีเพื่อนสมาชิกเสนอนั้นผมได้นั่งรับฟังมาโดยตลอด เราวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของการปฏิวัติ รัฐประหาร เราพูดถึงข้อเสียของการปฏิวัติรัฐประหารและเรื่องของเผด็จการ แต่สิ่งหนึ่งที่เรา ควรจะแยกในเรื่องปฏิวัติรัฐประหารก็คือการได้มาซึ่งอำนาจกับการใช้อำนาจ แน่นอนครับ การปฏิวัติรัฐประหารนั้นไม่ได้เป็นการได้มาซึ่งอำนาจโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ถือเป็น การเปลี่ยนแปลงตัวผู้ปกครองแบบหนึ่งซึ่งรุนแรงใช้กำลัง ในอดีตที่มีการศึกษากันไม่ว่ายุคใด ก็ตามในโลก จะกรีก จะโรมัน จะในยุโรป หรือกระทั่งในประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีการปฏิวัติ เช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตทั้งนั้น เพียงแต่ประเด็นที่เราหยิบยกขึ้นมาในวันนี้นั้นเมื่อเราพูดถึงการปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทย เราหยิบยกบางเหตุการณ์ขึ้นมาเราพูดถึงสถิติ แต่เราต้องไม่ลืมเหตุการณ์ที่เป็นจริง ๒ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยนั้น เพราะการปฏิวัติครับ ในหนังสือศึกษารัฐสยาม รัฐไทยของเบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน เขียนไว้ ชัดเจนด้วยซ้ำไปโดยอ้างถึงนักวิจัยตะวันตกคนหนึ่งว่าการปฏิวัติยุค ๒๔๗๕ คณะผู้ก่อการ คิดไปถึงขั้นเปลี่ยนแปลงระบอบกษัตริย์ แต่จะด้วยเหตุใดก็ตามตรงนั้นไปไม่ถึงก็กลายเป็น ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ดังนั้นการพูดถึงการปฏิวัติต้องพูดให้ครบ และรอบด้าน แล้วอย่าลืมครับ วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นการปฏิวัติโดยมวลชนแบบหนึ่ง แม้ไปไม่ถึงการยึดอำนาจ ดังนั้นเราต้องพูดให้ครบทุกด้าน การได้มาซึ่งอำนาจกับการใช้ ซึ่งอำนาจนั้นเป็นคนละเรื่องกันครับ
แต่ประเด็นที่ผมกำลังจะอภิปรายก็คือว่าในเวลาที่เรากำลังวิพากษ์วิจารณ์ การปฏิวัติรัฐประหารพูดถึงทหาร บางคนไปไกลถึงขนาดสร้างสมมุติฐานว่ากลุ่มทหารนั้น คิดที่จะยึดอำนาจอยู่ตลอดเวลา ยามที่คนมีความรู้ฉลาดขึ้นก็หาเหตุที่จะมาปฏิวัติ คำถาม ก็จะมีต่อไปอีกว่านอกเหนือจากเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ก็คือเรากำลังวิพากษ์วิจารณ์การปฏิวัติ รัฐประหารด้วยสายตาของใคร เราใช้สายตาของนักการเมืองมองผู้ที่มาปฏิวัติยึดอำนาจ ฝ่ายการเมืองด้วยกันหรือเรามองจากสายตาของประชาชนผู้อยู่ภายใต้อำนาจการปกครอง ไม่ว่าได้มาโดยวิธีใดก็ตามผมว่าต่างกัน ประชาชนมองนักการเมืองกับประชาชนที่มองคนที่มา ยึดอำนาจในแต่ละสถานการณ์ก็แตกต่างกัน ในบางครั้งประชาชนก็ยอมรับนักการเมืองว่า เป็นคนที่ทำเพื่อประชาชน บางครั้งนักการเมืองถูกกล่าวหาว่าเป็นอภิสิทธิ์ชน เป็นคนคอร์รัปชัน เป็นคนที่เอาอำนาจไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ในเวลาเดียวกันกับที่คนรัฐประหาร ยึดอำนาจก็ถูกมองว่าถูกต้องแล้วจึงต้องเข้ามาหยุดยั้งอำนาจที่ไม่ถูกต้อง บางครั้งก็มองว่า เป็นคนใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าเรากลับทิศทางเสียมามองด้วยสายตา ของประชาชนเราจะเห็นเรื่องเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารที่ชัดเจนขึ้น ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ว่าในสายตาของประชาชนนั้นเมื่อมองนักการเมืองกับฝ่ายของทหารนั้นก็เสมือนเป็น คู่ขัดแย้ง เพราะฉะนั้นการมองด้วยด้านใดด้านหนึ่งนั้นมันจึงไม่ครบถ้วน ผมเรียนท่านประธาน ว่าในอดีตนั้นก็มีการศึกษาเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร ข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่ยอมรับกันก็คือ ไม่มีการปฏิวัติที่สำเร็จใดไม่มีเงื่อนไข เวลาเราศึกษาการเมืองเราอ้างเพลโต (Plato) เราอ้าง อริสโตเติล (Aristotle) แต่ลองไปดูงานเขียนของเพลโต (Plato) อันหนึ่งเขาพูดถึงการปฏิวัติ รัฐประหาร เขาพูดถึงปฏิวัติว่ายอมรับความจริงว่ากลุ่มอำนาจที่อยู่ในอำนาจย่อมไม่ยอมลง จากอำนาจและเสียอำนาจให้แก่กลุ่มตรงข้ามอย่างง่าย ๆ จนกว่าอีกฝ่ายจะใช้กำลังอำนาจ จริง ๆ เข้ามาทำการโค่นล้มหรือแสดงให้ประจักษ์ว่าอำนาจของรัฐบาลนั้นไม่เหลือแล้ว กรณีนี้ คือฝ่ายหนึ่งเห็นว่ารัฐบาลที่เป็นอยู่ในขณะนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงเพลโต (Plato) บอกว่า เขาพยายามค้นหาคำตอบให้แก่ความรุนแรงในการเมือง เขาพบว่าการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ หรือโค่นล้มอำนาจรัฐนั้นป้องกันได้ด้วยการที่รัฐนั้น ๆ จะต้องรักษาและทำความยุติธรรม ในรัฐนั้นให้มีมาตรฐานอันเป็นสากลหนึ่งเดียวอย่างแข็งขันขึ้นมาได้ ข้อสรุปของเพลโต (Plato) ก็คือรัฐที่ไม่มีความยุติธรรม มีความโน้มเอียงที่จะนำไปสู่การมีความรุนแรงภายในประเทศ และมีการแทรกแซงทางการเมืองด้วยความรุนแรงด้วยเช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า เงื่อนไข ไปดูงานเขียนที่เป็นงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า บางท่านที่ศึกษาไว้เป็น งานค้นคว้าอิสระเมื่อปี ๒๕๕๐ เขียนถึงสาเหตุของการปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทย ในเงื่อนไขเดียวกัน เราต้องไม่ลืมเช่นเดียวกันครับว่ารัฐบาลบางยุคที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ใช้อำนาจจนเกินเลยขอบเขตที่ตนเองมีโดยไม่รับผิดชอบ เช่น การเข้าไปแทรกแซงองค์กร ต่าง ๆ รวมถึงองค์กรที่เป็นฝ่ายยุติธรรมเหล่านี้เป็นต้น การใช้อำนาจบางครั้งของรัฐบาลที่มา จากคณะรัฐประหารหรือปฏิวัติก็เช่นเดียวกันครับก็ใช้เกินเลยขอบเขตจนกระทั่งมีการต่อต้าน เกิดขึ้น ดังนั้นการป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารนั้นจึงต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความจริงเสียก่อน การกล่าวหากันไปมามีคนหนึ่งที่พูดไว้ชัด ในเวลาที่ทหารยึดอำนาจแล้วกล่าวหานักการเมืองเลว ประทานโทษเอ่ยนามท่านประธานชวน หลีกภัย ท่านก็บอกว่าท่านก็ยอมรับนักการเมือง ก็มีทั้งดีและเลว ในเวลาเดียวกันทหารก็มีทั้งดีและเลวเช่นเดียวกับทุกอาชีพ นี่คือความจริง แต่หน้าที่ของเราในการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการยึดอำนาจหรือเปลี่ยนแปลงโดยวิธีการ ที่ไม่ถูกต้องก็คือการขจัดเงื่อนไขที่เกิดขึ้นในทางการเมืองที่จะอ้างได้ว่านำไปสู่การปฏิวัติ รัฐประหารด้วยความรุนแรง ผมเรียนท่านประธานว่าในหนังสือที่มีการศึกษากันนั้นได้พูดถึง พัฒนาการใหม่ ๆ หลังการรัฐประหารในยุคหลัง นั่นคือการเกิดขึ้นมาของกระบวนการ ภาคประชาชนที่รัฐธรรมนูญยอมรับในฐานะของการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญเพื่อต่อต้าน รัฐบาลที่แม้ว่ามาด้วยการเลือกตั้งโดยชอบธรรมนั้นเมื่อรัฐบาลนั้นไม่เอาธรรมเป็นอำนาจ แต่เอาอำนาจเป็นธรรม การเกิดขึ้นของกระบวนการภาคประชาชนเหล่านี้ในหนังสือฉบับนี้ เขียนถึงทุกฝ่าย เนื่องจากเขาเขียนปี ๒๕๕๐ เขาเขียนถึงทั้งฝั่งพันธมิตรและฝั่ง นปช. ว่าเป็น กระบวนการภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านกับอำนาจรัฐโดยตรง และผมเชื่อว่า กปปส. ในยุคหลังก็ด้วยเช่นเดียวกัน การมองปรากฏการณ์อย่างชัดเจนเหล่านี้และการมองสาเหตุ ที่แท้จริงของการปฏิวัติรัฐประหารโดยไม่ชี้หน้าโทษใครคือการมองกลับมาที่ตนเองและการ ทำหน้าที่ของตนเอง ในเวลาที่เราเรียกร้องให้ต้องปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปศาลก็แล้วแต่เรากำลัง คิดถึงอำนาจหน้าที่การใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเราเองอย่างที่ประชาชนเขามองหรือไม่ครับ ผมจึงเรียนว่าญัตตินี้เป็นญัตติที่ดีที่ถกเถียงกันแต่ต้องมองความเป็นจริงและกว้างขวางด้วย เราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องตั้งกรรมาธิการเฉพาะไปศึกษากรรมาธิการสามัญของสภา อย่างกรรมาธิการด้วยเรื่องพัฒนาการทางการเมืองก็สามารถที่จะพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ได้ ฉะนั้นการให้ข้อมูลด้านใดด้านหนึ่งโดยการโจมตีอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่มองความเป็นจริงนั้น อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจที่บิดเบี้ยวได้ ดังนั้นเราต้องมองความเป็นจริงของการเมืองไทย อย่างเป็นจริงและมองจากสายตาของประชาชน นั่นล่ะเราจึงจะได้ความจริงว่าสังคมนี้ควร เดินไปในทิศทางอย่างไร แม้คำพูดว่าสังคมใดที่ปกครองระบอบเผด็จการไม่เจริญอย่าลืม ประเทศจีนการมาจากการยึดอำนาจโดยคอมมิวนิสต์และปกครองถึงปัจจุบันเศรษฐกิจ เป็นอย่างไร บางประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยก็ไม่เหมือนกัน ทุกประเทศมีทุกแบบครับ เพราะฉะนั้นมองจากความเป็นจริง มองจากคุณธรรมทั้งผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครองด้วยนี่คือความจริงครับ ขอบคุณครับ