ศุภชัย ชี้ไทยยังไม่ประชาธิปไตยเต็มใบ ต้องยอมรับความจริงประวัติศาสตร์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

ศุภชัย ใจสมุทร ตั้งข้อสังเกตถึงวงจรรัฐประหารในประเทศไทยที่เกิดจากระดับความขัดแย้งทางการเมืองและการใช้รัฐสภามิได้ผล พร้อมเรียกร้องให้นักการเมืองสร้างระบบรัฐสภาให้เข้มแข็งเพื่อป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต

นายศุภชัย ใจสมุทร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธาน ผมว่าท่านประธานกับผมเราก็คงเหมือนกันคือไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร หลายปีที่ผ่านมาจำกันได้ว่าท่านประธานกับผมลงบนถนนต่อต้านการรัฐประหารด้วยกัน ต่อต้านกองทัพด้วยกันในช่วงเวลานั้น แต่สิ่งที่ต้องยอมรับความเป็นจริงสำหรับประเทศไทย ของเราก็คือในวันที่ท่านประธานหรือผมเองเกิดมายุคนั้นเรามีนายกรัฐมนตรีที่มียศจอมพล เราท่องคำขวัญวันเด็กที่ลงชื่อโดยนายกรัฐมนตรีที่มียศจอมพลนำหน้า จากวันนั้นปี ๒๔๗๕ ที่มีการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ก็เป็นการร่วมกันระหว่างกองทัพกับพลเรือน สิ่งนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาจนถึงวันนี้ สิ่งที่จะต้องตั้งคำถามก็คือบริบทการปกครองของประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้มีการยกขึ้นมามันเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือว่าวันนี้ ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ประเทศไทยไม่กล้าที่จะบอกว่าเรามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่เต็มใบ บางช่วงเวลามีอยู่ครึ่งใบ เป็นคำที่เราไม่สามารถอธิบายให้กับชาวต่างชาติได้ยินได้ฟัง ว่าระบอบประชาธิปไตยของเราแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร สิ่งที่ต้องยอมรับความจริง ในประเทศไทยในยุคย้อนไปไม่กี่ปีนี้ก็ต้องยอมรับว่าหลังจากที่เรามีการเลือกตั้งโดยอาศัย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ช่วงเวลานั้นมีการตั้งคำถามว่าระบอบประชาธิปไตยหรือการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย โดยรัฐบาลยุคนั้นเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงหรืออาศัยเสียงข้างมากในรัฐสภา นี่คือ สิ่งที่ตั้งคำถามกันมาโดยตลอดและสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่าในขณะที่มีผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง แล้วมาเป็นผู้บริหารประเทศก็จะมีอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นนักการเมืองเป็นกลุ่มที่ออกมาต่อต้าน การทำหน้าที่ในสภาก็ส่วนหนึ่ง แต่ความจริงที่ปรากฏประเทศไทยจารึกกันไว้เป็นประวัติศาสตร์ ก็คือว่ามีการชุมนุมทางการเมือง และการชุมนุมทางการเมืองนั้นประชาชนไม่เคยที่จะเดินไป ชุมนุมอยู่ข้างถนนหรือบนถนนโดยลำพังของประชาชน ด้วยความรู้สึกเดือดร้อนแล้วอยาก เรียกร้องประชาธิปไตย แต่ความจริงในประเทศไทยก็คือมีผู้สูญเสียอำนาจหรือผู้ที่ไม่มีอำนาจ ซึ่งเป็นนักการเมืองนั่นล่ะที่นำประชาชน ประชาชนเหล่านั้นถูกนำโดยนักการเมือง วันนี้ เราต้องยอมรับความจริงว่าการจัดการชุมนุมทางการเมืองของประเทศไทยทุกครั้งทุกคราว เป็นการชุมนุมโดยการนำของนักการเมืองหรือกลุ่มการเมืองผู้สูญเสียอำนาจแล้ววังวนนั้น มันก็ยังดำรงอยู่ ต้องยอมรับว่าประเทศไทยสิ่งที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๙ ที่มีการยึดอำนาจรอบนั้น ถ้าพี่น้องประชาชนที่ได้เห็นตอนนั้นก็จะพบว่ารถถังออกมาและมีดอกกุหลาบไปเสียบอยู่ ที่ปากกระบอกรถถัง เอาแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) ไปให้ผู้ยึดอำนาจ ด้วยความรู้สึกว่า ประชาชนเรียกร้องให้มีการยึดอำนาจ ความจริงเป็นอย่างไร เป็นความต้องการของประชาชน หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งซึ่งหลายท่านได้มีการอภิปรายไปเมื่อสักครู่ก็คือมีเหตุผล อันสำคัญก็คือบ้านเมืองอยู่ในจุดที่ไม่สามารถที่จะเดินต่อไปได้ เป็นจุดอับทางการเมือง เป็นเรื่องที่การใช้กระบวนการทางรัฐสภาไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ นั่นคือช่วงที่กองทัพ เข้ามาดำเนินการยึดอำนาจ แน่นอน รอบที่ผ่านมาอีกรอบหนึ่ง ปี ๒๕๕๗ กรณีก็ไม่แตกต่าง จากสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีตใกล้ ๆ ก็คือปี ๒๕๔๙ ก็คือกองทัพต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา คำถาม ก็คือว่าทำไมนักการเมืองถึงไม่ใช้กระบวนการทางรัฐสภาในการแก้ไขปัญหากัน ประเทศอื่น มีการขึ้นไปเขย่าลากเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ผมไม่เคยเห็น แต่ประเทศไทย มีเหตุการณ์อย่างนั้น มีเหตุการณ์ที่ทำให้สะท้อนว่าในที่สุดแล้วกระบวนการทางรัฐสภา หรือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยอาศัยรัฐสภาไม่สามารถเคลื่อนไปได้ แล้วทหาร ก็เข้ามายึดอำนาจ ผมอยากจะตั้งคำถามท่านที่จะไปศึกษาเรื่องนี้ต่อถ้าจะมีการตั้งกรรมาธิการ ก็คือท่านแน่ใจหรือว่าท่านศึกษาเสร็จ ได้ผลการศึกษามาแล้วจะไม่มีการยึดอำนาจอีกต่อไป ประเด็นมันก็คือว่าผมพูดในฐานะที่ผมเป็นนักการเมือง ผมคิดว่าถ้าเราไม่สร้างเงื่อนไข ให้เกิดขึ้นจนกองทัพมีช่องว่างเข้ามายึดอำนาจในแต่ละคราวไม่ว่าปี ๒๕๔๙ ก็ดี ปี ๒๕๕๗ ก็ดี ผมไม่เชื่อว่ากองทัพจะเข้ามายึดอำนาจ ผมได้เห็นเบื้องหลังหลายสิ่งหลายประการ ได้สัมผัส ผมคิดว่าผมเป็นคนหนึ่งในสภาแห่งนี้ที่เข้าไปสัมผัสกับกระบวนการชุมนุมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสีใดก็ตามครับ อยู่สีนั้นจนกระทั่งสีนั้นไม่ชอบ อยู่สีนี้จนกระทั่งสีนี้ก็เกลียด นี่คือสภาพความเป็นจริง แต่ในที่สุดความเสียหายก็คือประเทศเสียหาย และผมยังยืนยันว่า วันนี้มองต่อไปข้างหน้า ถ้าพวกเรานักการเมืองสามารถที่จะสร้างความเข้มแข็งในระบบ รัฐสภาของเราไม่ก้าวก่ายอำนาจอื่นไปเกินสมควร ผมว่ารัฐประหารก็ไม่ควรจะเกิดขึ้นต่อไป ในอนาคต การลดเงื่อนไขของการเปิดโอกาสให้การรัฐประหารมีอย่างเดียวในมุมมองของผม ก็คือเราจะต้องไม่เปิดช่องว่างจากสภาแห่งนี้ เราต้องทำหน้าที่ของเราอยู่ในกรอบ อยู่ในขอบเขตของเรา ผมไม่เชื่อว่าทหารส่วนใหญ่ ต้องการยึดอำนาจ ผมยังเชื่อว่าวันนี้ทหารเป็นทหารอาชีพ และผมคิดว่าถ้าเราสามารถที่จะ พูดคุยกันในฐานะความเป็นทหารอาชีพ เปิดหัวใจคุยกัน ผมเชื่อว่าท่านก็ไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะมายึดอำนาจอีกต่อไป มันอยู่ที่พวกเราจะสร้างความเข้มแข็งของเราเองในที่ของเราแห่งนี้ ในสภาอันศักดิ์สิทธิ์ของเราที่เราอ้างว่ามีที่มาจากพี่น้องประชาชน ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ในอดีตเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่วันนี้ถ้าพวกเราผนึกกำลังกัน ไม่มีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แต่ร่วมกัน ทำงานกันโดยเคารพในแต่ละฝ่ายกันอย่างเอาจริงเอาจัง ผมว่าเราสามารถที่จะเดินหน้า ประคับประคองประชาธิปไตยของเราไปได้ มันไม่มีอยู่จริงหรอกครับว่าเราศึกษาแล้วจะทำให้ การยึดอำนาจไม่มี มันไม่มีทางเป็นไปได้ครับที่จะบอกว่าจะให้ศาลท่านไปเปลี่ยนคำตัดสิน คำพิพากษาเรื่องอำนาจอธิปไตยของผู้ยึดอำนาจว่าการยึดอำนาจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ สุภาษิตตั้งแต่สมัยโรมันก็มีมาตั้งนานแล้ว ที่บอกว่าถ้าเสียงปืนดังกฎหมายก็นั่งลง สิ่งนี้เป็น สิ่งที่พวกเราก็รับรู้กันมา เพราะฉะนั้นอยู่ที่พวกเราที่จะต้องนั่ง ผมว่าวันนี้ถ้าเรามีมุมมองกัน ว่าถ้ากองทัพ ถ้ามองในเชิงรัฐศาสตร์ กองทัพก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์หรืออินเทอร์เรสต์ กรุ๊ป (Interest group) ผมว่ามันอยู่ที่การบริหารจัดการของภาครัฐบาลนี่ละครับ ของภาคที่นี่ละครับ สภาที่นี่ ในการที่จะทำความเข้าใจกับกองทัพ ร่วมมือทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง ผมไม่คิดว่า กองทัพยุคใหม่ซึ่งเป็นทหารอาชีพจะมีวิธีคิดในการที่จะเข้ามายึดอำนาจอีก ผมว่าพวกเรา อย่าพยายามคิดว่าเขาตั้งหน้าตั้งตามายึดอำนาจ มองเขาเป็นมิตร ผมมีเพื่อนเป็นนายทหาร จำนวนมากมายได้สัมผัส ผมรู้ว่าเขาเองเขาก็รักชาติบ้านเมืองในฐานะที่เป็นนายทหาร ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ วันนี้ถ้าเราให้การสนับสนุนกองทัพ ทำความเข้าใจกับ กองทัพ พูดจาเปิดอกกัน ให้กองทัพเข้ามา ไม่ใช่เป็นการแทรกแซง แล้วก็ให้เขายอมรับ ในรัฐบาลพลเรือน ให้ทหารเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนรัฐบาลพลเรือนที่มาจากประชาธิปไตย ผมว่าตรงนั้นเขาก็ยินดีครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ