อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล วิพากษ์รัฐประหารที่เกิดซ้ำในไทย อภิปรายถึงความล้มเหลวของระบอบเผด็จการ ผลกระทบต่อประชาธิปไตย เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และผลักดันยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางการเมืองเพื่อป้องกันการแทรกแซงของกองทัพ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานคะ ดิฉันไม่ทราบว่าท่านประธานมีความรู้สึกอย่างไรในการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศ ที่อยู่ในวังวนของการรัฐประหารซ้ำ ๆ ซาก ๆ เฉลี่ยทุก ๆ ๖ ปี และเป็นประเทศที่มีรัฐประหาร บ่อยที่สุดเป็นอันดับ ๔ ของโลกรองจากประเทศโบลิเวีย ประเทศซูดาน แล้วก็ประเทศอิรัก สำหรับดิฉันแล้วประชาชนไม่ควรจะสิ้นหวังและไม่ควรจะก้มหัวให้กับเผด็จการอีกต่อไป เพราะว่ารัฐประหารสำหรับดิฉันคือสิ่งแปลกปลอมที่น่าอับอายเป็นความอัปยศน่ารังเกียจ ของโลกประชาธิปไตยสมัยใหม่ ท่านประธานคะ อีกประการหนึ่งดิฉันคิดว่านักการเมือง อย่างพวกเราไม่ควรจะยอมทอดตัวลดตัวไปนั่งร้านให้เผด็จการขึ้นสืบทอดอำนาจแม้ว่าจะ เป็นเผด็จการที่ผ่านการฟอกตัวมาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม เพราะกติกาการเลือกตั้งเป็น กติกาที่ไม่เป็นธรรมและเป็นสิ่งที่เขาเขียนขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องเท่านั้น ดิฉันจึงขอวิงวอนให้เพื่อนพี่น้องในสภาแห่งนี้ เพื่อนผู้แทนราษฎรขอให้ท่านได้รวบรวม ความกล้าหาญตัดสินใจด้วยความกล้าหาญที่จะสนับสนุนยกมือให้กับญัตตินี้ เพื่อพิสูจน์ว่า พวกท่านคือตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยจริง ๆ เพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนที่เลือกท่านมาเห็นว่าท่านไม่ได้เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนหรืออำมาตย์ หรือกองทัพ มีเรื่องที่น่าสนใจก็คือทำไมรัฐประหารในประเทศไทยที่เกิดขึ้นซ้ำซากนี้ถึงได้ ประสบความสำเร็จมากกว่ารัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นในโลกท่านประธานทราบไหมคะ เรื่องที่น่าสนใจก็คือแนวโน้มการเกิดรัฐประหารในโลกแห่งนี้มีลดลงและการเกิดรัฐประหาร มีอัตราความล้มเหลวมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศซูดาน การทำรัฐประหาร ๑๓ ครั้ง มีอัตราความสำเร็จเพียง ๕ ครั้ง ส่วนประเทศอิรักทำรัฐประหาร ๒๙ ครั้ง สำเร็จเพียง ๔ ครั้ง เฉลี่ยแล้วมีความสำเร็จประมาณ ๑ ใน ๗ แล้วอะไรที่เป็นสิ่งเกื้อหนุนให้การทำรัฐประหาร ในประเทศเราประสบความสำเร็จอย่างนั้น การรัฐประหารที่ทำลายนิติรัฐ ทำลายเศรษฐกิจ และสังคมอย่างประเมินค่าไม่ได้ อันนั้นยังเห็นเป็นรูปธรรม แต่สิ่งที่เห็นไม่เป็นรูปธรรม แต่มันอยู่ในจิตใจแล้วก็กดขี่ความรู้สึกของประชาชน ก็คือการรัฐประหารได้ทำร้ายจิตวิญญาณ เสรีที่มนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีพึงจะมี เมื่อพูดถึงตรงนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงเอกสาร ๗๓ หน้า ใครทราบบ้างเอกสาร ๗๓ หน้านี้จะมีผลกับชีวิตของพวกเราไปอีกนาน ๒๐ ปี สิ่งนั้นเรียกว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจาก คสช. ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่าคนที่ร่าง ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนี้ล้วนเป็นคนที่ คสช. แต่งตั้งขึ้นมาทั้งสิ้น ในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แบ่งเป็นทั้งหมด ๖ ด้านด้วยกันค่ะ ด้านที่ให้ความสำคัญสูงสุด ก็คือด้านความมั่นคง เป็นที่น่าเสียดายนะคะว่ายุทธศาสตร์ชาติไม่ได้กล่าวถึงความมั่นคงของ สถาบันการเมืองเลย ทั้ง ๆ ที่สถาบันการเมืองอย่างพรรคการเมืองเป็นหัวใจหลักในประเทศ ที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีเน้นระบุไปที่ความมั่นคงของ กองทัพ เน้นไปที่การเสริมสร้างความมั่นคงขีดความสามารถ ส่งเสริมศักยภาพและความพร้อม ทุกอย่างทั้งทางด้านคน เครื่องมือ ยุทโธปกรณ์ของกองทัพ ดิฉันอยากให้มียุทธศาสตร์ชาติ ด้านที่ ๗ เกิดขึ้นมา ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางการเมือง ป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง จากกองทัพ และป้องกันการรัฐประหาร ท่านประธานคะ คสช. เป็นคณะรัฐประหารที่อยู่ใน อำนาจนานเป็นลำดับ ๒ รองจากยุคเผด็จการ จอมพล สฤษดิ์ จอมพล ถนอม เมื่อปี ๒๕๐๑ ถึงปี ๒๕๑๖ ด้วยข้ออ้างดั้งเดิมตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ข้ออ้างดั้งเดิม ๓ ข้อที่คณะรัฐประหาร คณะแล้วคณะเล่าในประเทศไทยอ้างเพื่อทำรัฐประหารก็คือปัญหาการเมืองถึงทางตัน ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง ปัญหาการมีความวุ่นวายขัดแย้งจากการเดินขบวน การจลาจล ซึ่งมาถึงวันนี้แล้วท่านประธานคะ ยังมีใครที่ไม่ทราบอีกว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ว่าจะ เป็นปัญหาว่าการเมืองถึงทางตัน เป็นทางตันที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเจตนาทั้งสิ้น การที่พยายาม ทำให้ผู้คนในประเทศเข้าใจว่าการรัฐประหารไม่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลว ความตกต่ำ แล้วก็ปัญหาเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องไม่จริง เพราะว่าโลกยุคนี้ความสัมพันธ์ของระบบการเมือง และสภาวะความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออกนะคะ เพราะนานาชาติให้ความสำคัญที่จะไม่ติดต่อค้าขายหรือทำสัญญาการค้ากับประเทศ ที่มีพัฒนาการทางการเมืองย้อนหลัง มีพัฒนาการทางการเมืองถดถอยเหมือนอย่างประเทศ ของเรา ผลกระทบที่ตามมาก็คือขีดความสามารถทางการค้าของประเทศเราลดลง อยากจะ บอกในที่นี้ว่าการรัฐประหารยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้วในสภาวการณ์ของโลกให้แย่หนัก เข้าไปอีก โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ ตัวเลขของการทุจริตคอร์รัปชันหลังการ รัฐประหารถูกปรับให้สูงขึ้น มีหลักฐานอย่างเป็นรูปธรรม สาเหตุเพราะอะไรคะท่านประธาน เพราะว่าพลเรือนและภาคประชาสังคมของเราไม่มีอำนาจ ไม่มีกลไกที่จะตรวจสอบกองทัพ อย่างเพียงพอ กองทัพไทยสร้างอิทธิพลขยายทางเศรษฐกิจแผ่ครอบคลุมไปทั้งประเทศ กองทัพมีบทบาทในการถือครองสื่อ คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์จำนวนมากทำให้มีช่องทางที่จะ ควบคุมข่าวสารในสังคมของเรา เจ้าของที่ดินรายใหญ่มากกว่า ๕ ล้านไร่คือใครคะท่านประธาน กองทัพบกค่ะ กองทัพบกมีที่ดินในครอบครองประมาณ ๕ ล้านไร่ ซึ่งสาธารณชนไม่สามารถ ตรวจสอบได้ว่านำไปใช้ประโยชน์ในทางใดได้บ้าง ในขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีได้มีหลายจุด ที่กำหนดกรอบจริยธรรมของนักการเมืองเอาไว้อย่างแน่นหนารัดกุมอยู่ในทุก ๆ ส่วน แต่ว่า ไม่ได้มีการพูดถึงจริยธรรมของกองทัพหรือแม่ทัพนายกองนะคะ ในโลกที่การสู้รบด้วยกำลัง ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ยุคที่เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ตอนนี้ ๑๐ ประเทศ ได้พ้นยุคของการสะสมอาวุธมาถึงยุคการส่งเสริมตลาดการค้าแล้ว ดิฉันคิดว่าการเปิดโอกาส ให้สังคมของเราได้มีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องมีการรัฐประหารมา ขัดจังหวะ การเติบโต การพัฒนาของประชาธิปไตยจะทำให้คนไทย ดิฉันเชื่อมั่นในศักยภาพ ของคนไทยว่าคนไทยมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ มีศักยภาพที่จะถอดบทเรียนจากการเลือกตั้ง แต่ละครั้งโดยธรรมชาติแล้วก็จะพัฒนาไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องใจร้อน แล้วก็ด่วนมาใช้ข้ออ้างต่าง ๆ ในการยึดอำนาจ ผลการสำรวจของดุสิตโพลล์เมื่อปี ๒๕๖๑ พบว่าคนไทยยังมองระบอบ ประชาธิปไตยในแง่ดี และคนไทยยังเห็นคุณค่าของการเลือกตั้ง ฉะนั้นตรงนี้เป็นข้อยืนยัน และเป็นข้อพิสูจน์ว่าเรายังมีความหวังที่จะพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยไปได้นะคะ การล้มล้างรัฐบาลพลเรือนที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาอย่างง่ายดายด้วยการแอบส่งเสริม ให้มีการเคลื่อนไหวที่ผิดกฎหมายอย่างไม่จำกัด แล้วสมคบกันเอามาเป็นข้ออ้างและเป็นเหตุ แห่งการยึดอำนาจไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกต่อไปแล้วในสังคมนี้ ไม่ว่าการเลือกตั้งเราจะได้คนชั่ว เรียกว่าคนชั่วได้ไหมคะที่เขาวิพากษ์วิจารณ์กัน ไม่ว่าเราจะได้คนไม่ดีหรือไม่ว่าจะได้ใคร เข้ามาเมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ มีประสบการณ์ซ้ำ ๆ ประชาชนก็จะรู้เท่าทันแล้วก็จะไม่เลือกอีก เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวล มาตรฐานใหม่ของสังคมย่อมจะถูกพัฒนาถูกสร้างขึ้นเรื่อย ๆ วาทกรรมชวนเชื่อและการควบคุมประชาชนในประเทศด้วยความกลัว การพรากเอาเสรีภาพ ไปจากประชาชนเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการรัฐประหารทุกครั้งนะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่า ไม่สามารถทำได้อย่างยั่งยืนอีกต่อไป ดิฉันคิดว่ากองทัพถึงเวลาแล้วที่จะต้องหยุดใช้วิธีคิด หยุดใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้ามาจัดการกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแบบโลกยุคเก่า กองทัพจะต้องหยุดขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตัวเองจากการป้องกันภัยคุกคามจาก นอกประเทศมาเป็นภัยคุกคามจากภายใน และขอให้หยุดทำเกินหน้าที่ด้วยการเข้ามา พยายาม เข้ามาจัดระเบียบสังคมซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของท่าน สุดท้ายดิฉันไม่ปฏิเสธความสำคัญของกองทัพ ในโลกยุคอดีตที่การใช้กำลังสู้รบในสมัยนั้นยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ดิฉันอยากวิงวอนขอร้อง ให้กองทัพได้ใคร่ครวญพิจารณาและยอมรับความเปลี่ยนแปลงของโลก ปล่อยให้ระบอบ ประชาธิปไตยไทยได้เติบโตด้วยการเรียนรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง อย่าเข้ามาตัดตอนพัฒนาการ ของมัน ดิฉันสนับสนุนการตั้งญัตตินี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในประเทศไทย ในอนาคต ขอบคุณค่ะ