พงศกร วิพากษ์รัฐประหาร-เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาแนวทางคืนประชาธิปไตย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

พงศกร รอดชมภู อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางป้องกันการรัฐประหาร โดยเสนอให้พิจารณาสาเหตุและลักษณะของเผด็จการ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาธิปไตย พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยต่างประเทศที่วิเคราะห์รูปแบบการสืบทอดอำนาจ การควบคุมสื่อและกระบวนการเลือกตั้ง รวมถึงการบ่อนทำลายอิสระภาพของสถาบันต่างๆ เพื่อชี้ให้เห็นวังวนของการรัฐประหารซ้ำ และเสนอแนวทางคืนอำนาจสู่ประชาชนอย่างแท้จริงผ่านการต่อสู้เชิงสันติวิธีและการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน

พลโท พงศกร รอดชมภู แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลโท พงศกร รอดชมพู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นในอนาคต ในการอภิปรายครั้งนี้จำเป็น จะต้องใช้คลิปภาพ ต้องขออนุญาตท่านประธานด้วย เนื่องจากว่ามีการอ้างอิงถึงผลงาน ทางวิชาการและวิจัยจากต่างประเทศหลายท่านด้วยกันนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ประเด็นแรกที่เราจะทำการ อภิปรายกันก็คือเราจะพูดกันเรื่องอะไรบ้าง เรื่องการรัฐประหารนี้ขออนุญาตตั้งเป็นประเด็น อยู่ ๔ เรื่องด้วยกัน ก็คือสาเหตุของการรัฐประหาร ลักษณะของเผด็จการและการสืบทอด อำนาจ ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ปากท้องเนื่องจากการรัฐประหารแล้วก็แนวทาง การแก้ไขกลับคืนสู่ประชาธิปไตย

เรื่องแรก สาเหตุของการรัฐประหาร มันมีเรื่องใหญ่ ๆ อยู่ ๒ เรื่องก็คือ จากประวัติศาสตร์หรือเงื่อนไขต่าง ๆ กับการที่เราเป็นประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย จากประวัติศาสตร์จะมี ๒ เรื่องด้วยกัน ก็คือเป็นประเทศที่หลังจากพ้นจากการเป็น อาณานิคมแล้วก็ยังชินอยู่กับการใช้อำนาจในการแย่งชิงอำนาจกันอยู่ หรือเป็นประเทศ ที่เป็นประชาธิปไตยพอสมควรอย่างประเทศไทยเรา แต่ว่ามีเงื่อนไขบางประการซึ่งสมาชิก ผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้พูดไปแล้ว นั่นคือการมีเงื่อนไขในการรัฐประหารซ้ำได้ก็จะเกิดการ รัฐประหารบ่อย อีกเรื่องก็คือการเป็นประเทศเปลี่ยนผ่าน ถ้าเป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบ หรือประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบการรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นเราจึงจะต้องมองไป ที่ประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ มันคืออะไร มันไม่ใช่การเลือกตั้งที่บางทีมีการหลอกกัน ประเทศบางประเทศตั้งไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งโน่นนี่นั่น แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นการซ่อนรูปของเผด็จการไว้ ดังนั้นการเลือกตั้งทุกครั้งก็จะต้องเป็น การเลือกตั้งเสรีเป็นธรรมและมีความหมาย ในหลายประเทศผู้ที่ลงเลือกตั้งโดนคดีก่อนจะ ลงเลือกตั้ง ผู้ที่ลงไปสมัครรับเลือกตั้งบางทีโดนตีในเขตเลือกตั้งเลย เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้ เกิดเฉพาะในเอเชียเกิดขึ้นหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในอเมริกาใต้ ในแอฟริกาด้วยครับ ดังนั้นเราจะต้องตั้งเป้าที่จะยกเลิกการรัฐประหารด้วยการเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ก็คือ อำนาจของประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยนั้นขออภัยครับ ต้องเป็นของประชาชน คือมีมาจาก ประชาชนเท่านั้น แล้วก็อำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ ต้องยึดโยงต่อประชาชน ก็คือการปกครอง โดยประชาชน ทั้งหมดเพื่อประชาชน เราจึงจะพ้นจากกับดักการรัฐประหารได้นะครับ

จากนี้ขออนุญาตที่จะไปเริ่มในการนำผลงานวิจัยจากต่างประเทศมาแนะนำ กับเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ ท่านแรกก็คือนายแลร์รี เจย์ ไดมอนด์ เขาพูดถึงลักษณะ ของเผด็จการแล้วก็การสืบทอดอำนาจ เริ่มต้นเลยนะครับ เผด็จการหรือการสืบทอดอำนาจ ในการรัฐประหารก็จะบอกว่าระบอบเก่าหรือรัฐบาลเก่าไม่ดีอย่างไร อย่างประเทศไทยเรา ก็จะเห็นชัดเจนว่าจะมี ๒-๓ เรื่อง อย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การล้มล้างสถาบัน การทุจริตคอร์รัปชัน เป็นต้น

เรื่องที่ ๒ ก็คือการบ่อนทำลายความเป็นอิสระของศาล เรื่องนี้สำคัญมาก คำว่า ยึดอำนาจสำเร็จเป็นรัฏฐาธิปัตย์ นี่เป็นเงื่อนไขสำคัญให้ประเทศไทยมีโอกาสรัฐประหาร ซ้ำบ่อยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ก็คือบ่อนทำลายความอิสระของสื่ออื่น ๆ

เรื่องที่ ๔ ก็คือควบคุมสื่อด้วยการปล่อยสื่อจากของรัฐบาลที่ฝ่ายรัฐประหาร ยึดอำนาจไว้ได้เท่านั้น จากนั้นก็ขยับออกไป ขยายตัวไปยังอินเทอร์เน็ต สื่อโซเชียล (Social) ต่าง ๆ เพื่อควบคุมระบบการสื่อสารของประชาชนให้อยู่ในมือของตนเอง ของคณะรัฐประหาร รวมทั้งภาคประชาสังคมต่าง ๆ ที่เราจะพบเห็นว่าในหลาย ๆ ประเทศนั้นผู้ที่เคลื่อนไหว เพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวเพื่อปากท้องประชาชนจะถูกจับ ถูกดำเนินคดี จากนั้นก็ข่มขู่ ภาคธุรกิจต่าง ๆ ให้อยู่ในค่ายหรือในซุ้มของฝ่ายรัฐประหาร แล้วใครที่อยู่ในฝ่ายรัฐประหาร เป็นนายทุนก็จะร่ำรวยขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นก็ขยายเพื่อมองไปถึงอนาคตว่าจะสืบทอดอำนาจ อย่างไร ขยายอำนาจผ่านระบบราชการไปถึงประชาชนทุกหน่วย ผมเปรียบเทียบเหมือนกับ เป็นเอสเอส (SS) หรือหน่วยเกสตาโพ (Gestapo) ของเยอรมัน ที่จะตรวจสอบว่าใครเคลื่อนไหว อะไรอย่างไร แล้วก็จะมีการจับกุมคุมขังหรือการลงโทษต่าง ๆ จากนั้นก็เตรียมการจะ สืบทอดอำนาจด้วยการเลือกตั้งจอมปลอม ด้วยการเขียนเงื่อนไขให้เป็นประโยชน์ต่อ ผู้รัฐประหารนะครับ ใช้อำนาจในการควบคุมหน่วยการเลือกตั้งต่าง ๆ แล้วก็ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ หลายประเทศอยู่ถึง ๓๐-๔๐ ปี อย่างประเทศนิการากัวไม่ว่าจะซ้ายจัดขวาจัด ไม่ว่าจะ ซานดินิสตา (Sandinista) หรือว่าคอนทรา (Contra) ต่างก็ใช้กระบวนการแบบนี้เพื่อที่จะ ยืนหยัดอยู่ในอำนาจยืนยาว ลักษณะของเผด็จการสุดท้ายจะพูดอยู่ ๔ เรื่องเหมือนกันหมด เรื่องที่ ๑ บอกว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้น แต่ปรากฏว่ามันกลายเป็นเรื่องที่ ๒ ก็คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญให้อำนาจตกอยู่ในเครือข่ายของตนเอง จากนั้นจะจำกัดอำนาจในการเข้ามา มีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนทุกกลุ่ม และประการสุดท้ายก็จะให้สัญญาบอกว่าจะ แก้กฎหมายหลาย ๆ ฉบับ ของเราก็เป็นร้อยนะครับ และบอกว่าการแก้กฎหมายนี้จะสร้าง ความเชื่อมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต พูดถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะได้ยินเสียงเพลง แว่ว ๆ มาว่าเราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แผ่นดินที่งดงามจะกลับคืนมา ๖ ปีแล้ว มันเป็นธรรมชาติของการรัฐประหาร ผมเรียนให้เพื่อนสมาชิกได้ทราบเกิดในทุกประเทศ ทั่วโลกครับ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย

ต่อไปอีกหนึ่งการวิจัยของคุณอีริค เมเยอร์สัน พูดถึงนักการเมืองบนหลังม้า พูดง่าย ๆ คือถือดาบมาด้วย พูดถึงเรื่องการรัฐประหารแล้วก็การพัฒนา เขาพยายามที่จะ ศึกษาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาจนถึงปัจจุบันคือปี ๒๐๑๕ ไม่กี่ปีมานี้เองรวมถึง ประเทศไทยด้วย เขาก็พบว่าใน ๙๔ ประเทศ ๔๕๗ กรณี เขาพบว่าการรัฐประหารมีผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างสำคัญ ก็ขออนุญาตยกกราฟมาให้ดู เป็นภาพฉายเป็นเรื่องของกราฟมาให้ดูว่า ถ้าในด้านซ้ายมือด้านบนถ้าเป็นประเทศที่เคยชิน กับการมีประชาธิปไตยอยู่บ้างแล้วเศรษฐกิจจะเจริญตามจุดไข่ปลา แต่เมื่อปีที่ศูนย์ก็คือ ปีที่เกิดรัฐประหารเศรษฐกิจจะตก ถ้ารัฐประหารสำเร็จเศรษฐกิจตก รัฐประหารไม่สำเร็จ เศรษฐกิจเดินหน้าต่อ แต่ถ้าเป็นประเทศที่เป็นระบบเผด็จการอยู่แล้วหรือมีการช่วงชิงอำนาจ ในกลุ่มตัวเอง ไม่ว่าจะรัฐประหารสำเร็จหรือไม่สำเร็จผลเท่ากันก็คือเศรษฐกิจตกต่ำเหมือนกัน ถ้ามาดูภาพรวมของทุกประเทศในโลก จุดไข่ปลาบนและล่างก็คือจีดีพี (GDP) ของแต่ละประเทศ เมื่อเฉลี่ยแล้วก็จะพบว่าการรัฐประหารจะมีการขึ้น ๆ ลง ๆ ของด้านเศรษฐกิจ แต่ถ้าแยก เป็นกลุ่ม กลุ่มที่เป็นอำนาจนิยมมากหน่อยก็คือมีความเคยชินกับการใช้กำลัง ช่วง ๔-๕ ปีแรก ดูเหมือนจะเจริญเติบโตขึ้นทางเศรษฐกิจ เพราะว่าประชาชนเชื่อว่าเปลี่ยนผู้ปกครอง จากเดิมที่ไม่ได้เลือก คนใหม่น่าจะดีกว่า แต่สุดท้ายเนื่องจากโครงสร้างของระบบรัฐประหารเอง ก็ทำให้เศรษฐกิจนี้ตก แล้วถ้าเกิดเป็นแบบประชาธิปไตยที่เคยชินมานานพอสมควรจะมีแต่ การตกอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นวิธีการที่เราจะคืนสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ มีนักวิจัยคนหนึ่ง ก็คือ ยีน ชาร์ป ซึ่งเป็นเจ้าของสำนักการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงซึ่งมีชื่อเสียงมากในโลกนี้ ท่านก็บอกว่าเราต้องทวนความคิดเห็นแนวทางของเผด็จการ โดยการชี้ให้เห็นว่าเผด็จการนั้น หรือระบบการรัฐประหารนั้นไม่ก่อประโยชน์ ไม่มีความชอบธรรมเพราะดึงคนที่เคยสนับสนุน คนที่เคยคิดว่าถ้าใช้อำนาจแล้วจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ถอนตัวออกมา แล้วผู้ที่เป็นมือเป็นเท้า ให้แก่ระบบรัฐประหารต้องถอนตัวออกมาเพราะเห็นว่าทำไปไม่ได้ช่วยประชาชน ทรัพยากร ที่เคยจ่ายให้เป็นเงินเป็นทอง เป็นผลประโยชน์จะเริ่มถอนตัว อำนาจบารมีคือทรัพยากร ที่มองไม่เห็นอาจจะต้องลดลง และสุดท้ายก็คืออำนาจลงโทษของฝ่ายราชการ ยกตัวอย่าง เช่น ตำรวจ ทหาร ศาล คุก กลับสู่ความยุติธรรม ตรงนี้ล่ะครับจะทำให้ระบอบเผด็จการ ไม่สามารถอยู่ได้ ผมอยากจะพูดในช่วงท้ายนิดหนึ่ง เราพูดถึงประเด็นในการมีรัฐประหาร แล้วและวิธีการแก้ไขแล้ว มาดูสามัญสำนึกของการรัฐประหาร อันนี้ก็มาจากท่านโรเบิร์ต ลุตทวาค (Robert Luttwak) หนังสือคู่มือการรัฐประหาร เขาบอกว่าเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ นักรัฐประหารก็ชอบครับ เห็นว่าเป็นประโยชน์แต่ในช่วงท้ายของพารากราฟเขาบอกไม่ว่า อย่างไรก็ตามมันขัดแย้งกับการรักษาอำนาจ รัฐประหารนั้นเป้าหมายคือการมีเสถียรภาพ ทางการเมือง นั่นแปลว่าเขามองการเมือง การรักษาอำนาจ การรักษาเก้าอี้ การที่จะอยู่ใน เก้าอี้ไปนาน ๆ สำคัญกว่าทุกอย่าง ดังนั้นเมื่อการรัฐประหารต้องการอะไรครับ เขาพูดเสมอ เขาต้องการความสงบราบคาบ การสมยอม แต่จากการวิจัยที่ผ่านมาท่านคงจะเห็นแล้วว่า มันไม่ได้ก่อให้เกิดความสุข ไม่ได้สร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจให้ประชาชนแม้ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างความเจริญ การแก้ไขปัญหาปากท้องจะมีเสียงเจี๊ยวจ๊าว เสียงบ่น เสียงรำคาญบ้าง แต่มันก็สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจชัดเจนจากการวิจัยตลอด ๗๐ ปีที่ผ่านมา แต่ความสงบไม่ได้ช่วยให้เกิดความสุขขึ้นมาได้ ดังนั้นขออนุญาตขอเชิญชวน เพื่อนสมาชิกทั้งหลายได้ช่วยกันกรุณาสนับสนุนญัตตินี้ มิฉะนั้นแล้วเราจะอยู่ในการปกครอง ที่อยู่ในแฮชแท็ก (Hashtag) นี้ก็คือคำว่า สงบเถิดประชา ปวงข้าจะปกครอง ขอบคุณครับ