เทพไท เสนพงศ์ วิพากษ์สาเหตุและรูปแบบการรัฐประหารในประเทศไทย พร้อมเสนอแนวทางป้องกันโดยเน้นการปฏิรูปกองทัพ ปลูกฝังจิตสำนึกประชาธิปไตย และคัดค้านการตั้งคณะกรรมาธิการที่อาจส่งเสริมการยึดอำนาจ
อันเป็นเท็จครับ คดีทรัพย์สิน ป.ป.ช. ไม่ใช่ซุกหุ้น แต่ว่าต่อมาเป็นคดีซุกหุ้นแล้วก็มีการวิ่งเต้นแทรกแซงองค์กรอิสระ นี่ก็เป็นสาเหตุของนักการเมือง ๒. ก็คือประชาชน ประชาชนในบางช่วงบางขณะก็ต้อง ยอมรับความจริงว่าเรียกร้องให้มีการรัฐประหารจนถึงยุคนี้บางคนยังคิดถึง จอมพล สฤษดิ์ พออะไรวุ่นวายขึ้นมาสักหน่อยก็เรียกหา จอมพล สฤษดิ์ อยากให้หวนยุค จอมพล สฤษดิ์ กลับคืนมา วันปฏิวัติบางครั้งท่านประธานก็เห็นว่าประชาชนเอาดอกกุหลาบแดงไปให้กับ นายทหารบนรถถัง ๓. เป็นเพราะนายทหาร นายทหารบางช่วงท่านประธานก็คงทราบ พอมีการโยกย้ายที่ผิดโผออกมาหรือไม่ได้ดั่งใจ หรือนายทหารที่อยากจะได้อำนาจก็เข้ามา คุมอำนาจ เข้ามายึดอำนาจ ๔. ผมคิดว่าหลายคนก็โทษถึงดวงเมือง บอกว่าเพราะดวงเมือง ประเทศไทยก็คู่กับการรัฐประหาร คู่กับทหาร นี่คือสาเหตุครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าจะดูรูปแบบของการปฏิวัติที่ผ่านมาก็คือมี ๑. การปฏิวัติโดยใช้กำลัง ใช้รถถัง เมื่อก่อนมีครับท่านประธาน ๒. ปฏิวัติเงียบ ปฏิวัติเงียบหมายความว่าเป็นการจี้ ให้นายกรัฐมนตรียุคนั้นออกจากตำแหน่ง ถ้าหากว่าดูปฏิวัติเงียบถ้าเห็นก็มีอยู่สัก ๒ ครั้ง ปี ๒๔๙๑ คณะนายทหารบังคับให้นายควง อภัยวงศ์ ออกจากนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒ ปี ๒๕๒๓ ที่กลุ่มยังเติร์กไปบังคับให้ พลเอก เกรียงศักดิ์ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี อันนี้ถือว่า เป็นการปฏิวัติเงียบ ส่วนปฏิวัติตัวเองอันนี้ไม่น่าเชื่อครับท่านประธาน ปฏิวัติตัวเองมีอยู่ ๓ ครั้ง คือ จอมพล ป. ปฏิวัติตัวเอง ๑ ครั้ง จอมพล ถนอม กิตติขจร ปฏิวัติตัวเอง ๑ ครั้ง แล้วก็ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ปฏิวัติรัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ก็ถือว่าเหมือนกับ ปฏิวัติตัวเองด้วยซ้ำเพราะว่ารัฐบาลธานินทร์ก็มาจากการปฏิวัติของ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ส่วนการปฏิวัติไม่ใช้กำลังคือปฏิวัติของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นี่คือถือว่าทันสมัยมาก เรียกแกนนำทั้ง กปปส. เรียกแกนนำ นปช. เรียกแกนนำกลุ่มพรรคการเมืองทั้งหมดเข้าไป อยู่ที่สโมสรกองทัพบกแล้วก็ปิดประตูแล้วก็ประกาศยึดอำนาจจบเลยครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นการปฏิวัติประเทศไทยพัฒนาขึ้นมาถึงขนาดว่าปฏิวัติโดยไม่ต้องใช้กำลังแล้วครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าจริง ๆ สาเหตุของการปฏิวัติที่ชัดเจนที่สุด ในสมัย คมช. ซึ่งผมคิดว่าจะหมดแล้วตั้งแต่ รสช. ปี ๒๕๓๕ เราห่างเหินมา ๑๔ ปี เราคิดว่า คงจะจบแล้วล่ะ แต่ว่าพอปี ๒๕๔๙ คณะปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลในยุคนั้นท่านให้ เหตุผล ๔ ข้อ ๑. เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน เพราะประชาชนแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย มีสีเสื้ออันนี้ชัดเจน ๒. จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง มีการเผยแพร่ข่าวในลักษณะเช่นนี้ ๓. แทรกแซงองค์กรอิสระ อันนี้ก็ชัดครับ ๔. มีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นในรัฐบาล เพราะฉะนั้นการปฏิวัติทุกยุคทุกสมัยมีอยู่ ๒ เรื่องเท่านั้นที่เป็นประเด็นหลัก นอกจากนั้น เป็นประเด็นรอง คือ ๑. การทุจริตเกิดขึ้น ผมคิดว่าเป็นปัญหาละเอียดอ่อน ๒. ปัญหาปากท้อง ข้าวยากหมากแพง อันนี้ก็เป็นสาเหตุของการปฏิวัติในอดีต ถามว่าเราจะป้องกันการปฏิวัติได้ อย่างไร ผมต้องเรียนกับท่านประธาน ๑. ต้องปฏิรูปกองทัพ ผมคิดว่าต้องลดโครงสร้างของ กองทัพ นายทหารถ้าดูการปฏิวัติทั้งหมด ๑๓ ครั้งนี้กองทัพบกทั้งสิ้นเลยครับท่านประธาน ในบางยุคบางสมัยผู้บัญชาการทหารบกใหญ่กว่ามีอำนาจมากกว่านายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำไป ก็ต้องลดให้เล็กลง แล้วก็ให้การศึกษากับทหาร เรื่องจิตสำนึกประชาธิปไตยควรจะมีหลักสูตร ในโรงเรียนเตรียมทหารนักการเมือง อันนี้เราก็ต้องปรับปรุง นักการเมืองก็ต้องปรับตัว เหมือนกันเพราะนักการเมืองเป็นเหยื่อของการปฏิวัติ พวกเราในสภาทั้งหมดก็ต้องปรับตัว ๓. ผมคิดว่าต้องปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนต่อต้านไม่เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะฉะนั้นทั้งหมดผมคิดว่าการรัฐประหารที่เกิดขึ้นมันเกิดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ทั้งมุมกว้าง เรื่องสิทธิเสรีภาพ วันไม่มีผู้แทนราษฎรประชาชนเดือดร้อนประชาชนจะพึ่งใคร กระทู้ถามก็ถามไม่ได้ มี สนช. ถามว่าประชาชนจะให้ สนช. ตั้งกระทู้ถามหารือแบบท่านประธาน อนุญาตให้หารือปัญหาความเดือดร้อนนี้ได้หรือไม่ ก็ไม่มีครับ เรื่องเศรษฐกิจการลงทุน ต่างชาติความเชื่อมั่นไม่มี เรื่องทางสังคม การตรวจสอบ การถ่วงดุลไม่มีเลยในยุคปฏิวัติ อันนี้ชัดมากครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมสรุปเลยครับ อย่างไรก็แล้วแต่ผมไม่เห็นด้วย กับการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพราะผมเชื่อมั่นว่าระบอบประชาธิปไตยย่อมดีกว่าเผด็จการ ทุกรูปแบบ และไม่มีประเทศไหนที่เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าด้วยการปกครองในรูปแบบเผด็จการ มีแต่ประชาธิปไตยเท่านั้น การป้องกันรัฐประหารผมจึงเห็นว่าไม่ควรที่จะตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นมา เพราะผมเชื่อว่ารัฐประหารเป็นเรื่องของคนบ้าอำนาจ ภาษาการเมืองเขาบอกว่าเป็นวงจรอุบาทว์ ภาษาอังกฤษเขาบอกว่าวิเชียส เซอเคิล (Vicious circle) ภาษาราชการบอกว่าเป็นนิสัยอันถาวร ภาษาชาวบ้านเขาบอกว่าเป็นสันดานครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ