ชวลิต อภิปราย พ.ร.บ. ภาษี ชี้กฎหมายช่วยสรรพากรติดตามผู้หลบเลี่ยง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

ชวลิต เลาหอุดมพันธุ์ อภิปรายผลกระทบจาก พ.ร.บ. ภาษีฉบับใหม่ โดยชี้ว่ากฎหมายนี้ไม่ได้สร้างภาระใหม่แต่เป็นเครื่องมือช่วยสรรพากรติดตามผู้หลบเลี่ยงภาษี พร้อมทั้งวิจารณ์นโยบายงบประมาณรัฐบาลที่ขาดความสมดุลในการใช้จ่ายระหว่างกองทัพและสาธารณูปโภค ชวลิต เลาหอุดมพันธุ์ ยังวิจารณ์การออกแบบเกณฑ์การส่งข้อมูลบัญชีธนาคารที่ไม่สมเหตุสมผล และเสนอให้แก้ไขโดยให้สรรพากรออกแบบฐานข้อมูลแยกประเภทรายได้ก่อนส่งข้อมูล เพื่อลดดุลพินิจและเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบรายได้

พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธุ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมจะขออภิปรายในญัตติผลกระทบจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พ.ศ. ๒๕๖๒ ประเด็นการทำธุรกรรมผ่านทางช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์หรืออีเพย์เมนต์ (e-Payment) ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้วนะครับ ประเด็นที่เป็น ปัญหาจริง ๆ คือมาตรา ๓ สัตตรส ในประมวลรัษฎากรที่เราเกรงกันว่าจะมีผลกระทบในทางลบ เยอะมากจากมาตรานี้ โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าขายของออนไลน์ (Online) เนื้อหาของมาตรานี้ สรุปก็คือสั่งให้สถาบันการเงินต้องส่งข้อมูลบัญชีธุรกรรมของบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ให้กับสรรพากร โดยนิยามของคำว่า บุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ที่สถาบันการเงินต้องส่ง ข้อมูลให้ ก็คือประชาชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่ละครับ คือถ้าเป็นคนที่มีเงินเข้าบัญชีรวมกัน ทุกบัญชีในบุคคลเดียวเกิน ๓,๐๐๐ รายการขึ้นไป ไม่สนว่าจะมีจำนวนเงินเท่าไร ก็ต้องเป็นคนที่ โดนสถาบันการเงินส่งข้อมูลให้สรรพากร หรืออีกแบบก็คือดูจำนวนเงินที่เกิน ๒ ล้านบาท และดูจำนวนรายการเงินเข้าบัญชีที่เกิน ๔,๐๐๐ รายการขึ้นไปประกอบกัน ก็เป็นคนที่ถูก สถาบันการเงินส่งข้อมูลให้สรรพากรด้วยเหมือนกัน มาตรา ๓ สัตตรสนี้นะครับ คือเป็นเรื่อง ของสรรพากรกับสถาบันการเงิน เป็นหน้าที่ของสถาบันการเงินที่ต้องส่งข้อมูลนี้ ไม่ใช่หน้าที่ ของประชาชนผู้เสียภาษีนะครับ คือมาตรานี้ไม่ได้สั่งให้ประชาชนส่งข้อมูลให้สรรพากรนะครับ อันที่จริงถึงแม้ไม่มีมาตรานี้ประชาชนผู้มีรายได้จากการขายสินค้าก็มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษี อยู่แล้ว คนขายของออนไลน์ (Online) กับคนขายของแบบออฟไลน์ (Offline) ที่มีหน้าร้าน เขาก็ควรที่จะเสียภาษีด้วยกฎเกณฑ์เดียวกันครับ ทั้งภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มนะครับ ข้อกฎหมายนี้ก็เป็นเครื่องไม้เครื่องมือช่วยให้เจ้าหน้าที่สรรพากรทำงานให้ดีขึ้น ทำงานให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้นก็แค่นั้นนะครับ คือใครที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอยู่แล้วแต่หลบเลี่ยงไม่ยื่น ไม่จ่าย แล้วที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สรรพากรไม่มีความสามารถที่จะตามได้ พอมี พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะมีเครื่องไม้เครื่องมือให้ตามคนที่หลบเลี่ยงได้ดีขึ้นนะครับ ผมคิดว่ามีอยู่ ๒ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเราไม่อยากที่จะจ่ายภาษีกัน

ปัจจัยที่ ๑. ดูการใช้จ่ายของรัฐบาลสิครับ ดูงบกองทัพ ดูการซื้อจีที ๒๐๐ (GT200) ดูซื้อเรือเหาะ ดูซื้อเรือดำน้ำ ดูบริการสาธารณะ ดูสาธารณูปโภคที่มันขาดแคลน ไม่มีคุณภาพ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งเห็นแล้วใครจะอยากจ่ายภาษีให้รัฐครับ

ปัจจัยที่ ๒ คือการบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมทั่วถึงกันทุกคน คือคนที่มี หน้าที่ที่ต้องเสียภาษีก็ต้องโดนกันทุกคนนะครับ ลองนึกถึงแม้ค้าคนหนึ่งที่ต้องเสียภาษี แต่หันมองเพื่อนร่วมอาชีพคือเขาก็หลบภาษีกันได้เต็มไปหมด คือเขามีต้นทุนถูกกว่า เขาขาย ตัดราคาเราได้นะครับ เขาได้เปรียบทางการแข่งขัน คือแม่ค้าคนนั้นเขาก็จะเกิดความรู้สึก ที่ไม่อยากจะจ่ายภาษี เพราะว่าความรู้สึกนี้มันห้ามกันไม่ได้หรอกนะครับ ท่านประธานครับ แต่ถ้าหากพ่อค้าแม่ค้าทุกคนรับรู้ว่าคนอื่น ๆ ก็เสียภาษีกันหมดไม่มีใครหลบเลี่ยงได้ เขาก็จะ สบายใจได้ว่าไม่มีใครมาขายตัดราคาด้วยเหตุผลเพราะเลี่ยงภาษีนะครับ แรงจูงใจที่ตัวเอง จะหลบเลี่ยงภาษีมันก็จะน้อยลง ผมขอเปรียบเปรยกับตำรวจสักหน่อยเพื่อความเข้าใจในฐานะที่ผมเคยเป็นตำรวจมาก่อน ลองนึกถึงคนใช้รถใช้ถนนที่ทำผิดกฎจราจรดูสิครับ ถ้ามีคนทำผิดกันมากตำรวจไม่มีกำลัง ความสามารถพอที่จะบังคับใช้กฎหมายให้คนปฏิบัติตามได้ ที่ตรวจจับได้ก็มีเพียงส่วนน้อย แบบนี้แรงจูงใจที่จะทำให้คนอยากเคารพกฎจราจรมันก็จะน้อยลง แต่สมมุติว่าพอมาวันหนึ่ง ตำรวจมีเครื่องมือใหม่ มีกล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่ใช้ระบบเอไอ (AI) คือรู้หมดเลยว่าคันไหน ทำผิดกฎจราจรบ้าง มันก็เป็นเครื่องมือช่วยให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้ดุลพินิจให้น้อยลง การทุจริตก็จะน้อยลง คนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายมากขึ้น แรงจูงใจ ที่จะทำให้คนทำตามกฎจราจรก็จะมีมากขึ้น ถ้าจะเปรียบสรรพากรกับตำรวจ ข้อมูลที่ สถาบันการเงินส่งให้สรรพากรมันก็คือพยานหลักฐานที่ช่วยให้ตำรวจตามหาคนร้ายคนต้องสงสัย ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง แต่หลักฐานมันก็ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ช่วยให้ตำรวจตามหาคนต้องสงสัย ได้แค่นั้นนะครับ ประโยชน์ของมันยังมีอีกเยอะเลย คือมันยังเป็นตัวช่วยพิสูจน์ความจริง ให้กระจ่างชัดได้อีก ลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ซึ่งอาจจะผิดพลาดหรือว่าทุจริตได้ แต่กฎหมาย ภาษีอีเพย์เมนต์ (e-Payment) มาตราที่เรากำลังจะพิจารณากันอยู่นี้คือมันช่วยบอกได้เพียง แค่ว่าใครน่าสงสัยว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าก็แค่นั้นเอง คือผมถือว่าการออกกฎหมายมาได้แบบ ไม่ดีเลย คือต้องทำได้มากกว่านี้ คือไหน ๆ จะเรียกข้อมูลจากสถาบันการเงินแล้ว ประโยชน์ ควรต้องมากกว่านี้ สิ่งที่ผมคาดหวังก็คือเพิ่มประสิทธิภาพให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานทำได้ปริมาณ เคส (Case) มาก ๆ โดยใช้เวลาน้อย ๆ โดยมีหลักฐานที่แม่นยำแน่ชัดได้ว่ารายได้ที่ต้องเสีย ภาษี เสียแวต (VAT) จริง ๆ เป็นเท่าไร ไม่ใช่ไปปะปนกับรายการอื่น ๆ จนแยกไม่ออกนะครับ เหมือนกับกฎหมายที่ออกมานี้ ข้อมูลที่สถาบันการเงินส่งให้สรรพากรเราจะไปเหมารวม ทั้งหมดว่าเป็นรายได้ทั้งหมดไม่ได้นะครับ ลองคิดว่าเราจะแยกออกได้อย่างไรว่าเงินสดที่เรา เดินมาที่ตู้เอทีเอ็ม (ATM) แล้วฝากเข้าบัญชีเราเองกับเงินสดที่ลูกค้าไปที่ตู้เอทีเอ็ม (ATM) เพื่อที่จะซื้อของออนไลน์ (Online) เข้าบัญชีเรา ๒ แบบนี้มันต่างกันอย่างไร ผมก็เสนอให้ สรรพากรกับสถาบันการเงินต้องร่วมกันออกแบบฐานข้อมูลเพื่อให้ง่ายต่อการแยกประเภท รายการให้ชัด ให้แบบคลิก (Click) เดียวแล้วรู้ได้ว่ารายการนี้เป็นเงินฝากของตัวเอง รายการนี้ เป็นรายได้จากการขายของ รายการนี้เป็นรายได้จากการขายของแบบที่ต้องจดแวต (VAT) สินค้านี้ไม่ต้องจดแวต (VAT) คือต้องออกแบบฐานข้อมูลให้ถึงจุดนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะส่งข้อมูล ให้สรรพากรทำไมล่ะครับ คือถ้าส่งไปแล้วแยกไม่ออกว่ารายการอะไรเป็นอะไร ถูกไหมครับ คือถ้าแยกไม่ออกเราจะไปเหมารวมว่าทั้งหมดเป็นรายได้ที่เสียแวต (VAT) ทั้งหมดก็ไม่ได้ ถูกไหมครับ จะไปปรักปรำแบบนั้นก็ไม่ได้ แล้วเจ้าหน้าที่สรรพากรเขาก็ต้องเรียกพ่อค้าแม่ค้า มาคุยมาชี้แจงรายได้อีกที คือจำนวนเคส (Case) ก็เยอะ เจ้าหน้าที่เขาก็ทำงานไม่ไหว ผลคือ อะไรครับ การใช้ดุลพินิจในแต่ละเคส (Case) พอเยอะมันก็ต้องเลือกปฏิบัติใช่ไหมครับ สมมุติว่าจะไม่มีการทุจริตเลยเป็นการสุ่มเลือกว่าใครจะโดน เพราะว่าเจ้าหน้าที่ทำงานไม่ไหว เคส (Case) มันเยอะมาก คือคนที่โดนเขาจะรู้สึกว่าซวย คนอื่นก็รอดกันหมด แบบนี้ก็ไม่มี แรงจูงใจ ไม่มีสำนึกหน้าที่ของการยื่นภาษี ผมก็อยากให้คล้ายกับหลักการของการหักภาษี ณ ที่จ่าย คือต้องสร้างระบบให้ไม่ต้องใช้ดุลพินิจกันเลย คือเป็นหลักฐานโต้ง ๆ ชัดเจนอยู่แล้ว นี่คือเป้าหมายของการออกแบบกฎหมายที่เราต้องไปให้ถึง แทนที่จะกำหนดให้สถาบันการเงิน แบ่งข้อมูลประเภทรายการให้ดีว่ารายการไหนใช่หรือไม่ใช่ แต่กลับไปแบ่งประเภทโดยกำหนด เกณฑ์ตามจำนวนรายการว่าเกินกี่ครั้งถึงจะโดนส่งข้อมูลหรือไม่โดนส่งข้อมูล นี่เป็นจุดสำคัญ ที่ทำให้คนเกิดพฤติกรรมแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องถึงเกณฑ์นี้ คือเขากังวลกับ เส้นเกณฑ์นี้กันเยอะมากเลยว่าจะถึงหรือไม่ถึงจนเกิดผลกระทบเชิงลบตามมา เดี๋ยวผมจะ ขยายความต่อไป อันที่จริงผมสนับสนุนในหลักการใหญ่ของกฎหมายนี้ที่จะให้ธนาคาร สถาบันการเงินส่งข้อมูลบัญชีให้กับเจ้าหน้าที่สรรพากร ถึงแม้จะมีผลกระทบเชิงลบตามมา ก็ต้องถือว่าเป็นปลีกย่อย คือเราก็ต้องตามไปแก้ผลกระทบปลีกย่อยนั้น แต่ไม่ใช่ถอยกลับหลัง ไปยกเลิกหลักการใหญ่เสียอย่างนั้น อย่างไรหลักการใหญ่ที่ให้สถาบันการเงินส่งข้อมูล ให้สรรพากรก็ต้องคงไว้นะครับ แต่ข้อมูลอะไรข้อมูลแบบไหนที่ต้องส่งให้สรรพากร ผมคิดว่า นี่คือปัญหาของกฎหมายมาตรานี้ที่ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบตามมา จุดที่เป็นปัญหาจริง ๆ คือนิยามของคำว่า บุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ที่เป็นตัวกำหนดเกณฑ์ว่าใครจะต้องโดน ส่งข้อมูลหรือไม่โดน โดยใช้จำนวนธุรกรรมเป็นเกณฑ์นั่นเอง คือการทำให้คนเสียภาษีกังวลว่า มันมีเส้นหนึ่งที่เป็นเกณฑ์แบ่งระหว่างตัวเองจะโดนธนาคารส่งข้อมูลหรือไม่โดน คนเรา ก็ไม่อยากจะอยู่เหนือเส้นกันใช่ไหมครับ ให้เขาส่งข้อมูลให้ มันก็จะมีพฤติกรรมเลี่ยงเพื่อให้ ตัวเองมีจำนวนรายการในบัญชีน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ทุกคนที่มีรายได้ตามประมวลรัษฎากรเขาก็ต้องเสียภาษีกันทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่เหนือเส้นหรือใต้เส้นของเกณฑ์นี้ มีมาตราอื่นที่กำหนดไว้อยู่แล้วว่ารายได้ไม่เกิน เท่าไรต้องจดแวต (VAT) ขายสินค้าแบบไหนที่ไม่ต้องจดแวต (VAT) แต่จำนวนการทำธุรกรรม ไม่เกี่ยวกัน จะทำธุรกรรมน้อยหรือมาก ถ้าเป็นสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นแวต (VAT) หรือมี รายได้เกิน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท ทุกคนก็ต้องเสียภาษีตามเงื่อนไขนี้ ไม่เกี่ยวกับจำนวนครั้ง การออกแบบกฎหมายต้องคำนึงถึงผู้ใช้ ต้องออกแบบกฎหมายให้ทุกคนที่มีหน้าที่จ่ายภาษี ตระหนักว่าเจ้าหน้าที่สรรพากรรู้ว่ามีรายได้จากการขายของเท่าไร แค่ไหน เพื่อให้เกิด ความตระหนักว่าจะต้องโดนกันทุกคน คือควรจะเขียนเป็นภาพกว้าง ไม่ใช่ไปกำหนดเกณฑ์ว่า ใครจะโดนส่งข้อมูลหรือไม่โดน ขอเวลาอีกนิดหน่อยท่านประธาน ถ้าจะเปรียบกับงานตำรวจ ตำรวจเขาไม่บอกว่าเขาจะสืบหาหลักฐานกันอย่างไร ถ้าเกิดบอกให้คนร้ายรู้ว่าตำรวจมีข้อจำกัด ที่จะไม่มีหลักฐานเอาผิดแน่ ๆ คนร้ายเขาก็กล้าทำผิดกฎหมายต่อไป ถูกไหมครับ ถ้าเกิด มีความรู้สึกว่าอย่าทำผิดกฎหมายนี้เลยเดี๋ยวตำรวจจะหาหลักฐานตามจับได้โดยที่ไม่รู้ว่า ตำรวจเขามีข้อจำกัดอะไรบ้าง หรือมีวิธีสืบอะไรบ้าง คนก็จะมีพฤติกรรมทำตามกฎหมาย มากกว่า ถูกไหมครับ รายละเอียดที่ว่าสรรพากรจะหาข้อมูลมาได้อย่างไรบ้าง ผมคิดว่า ควรจะเป็นกฎหมายที่อยู่ในระดับการปฏิบัติการ เป็นข้อปฏิบัติการภายในกรมมากกว่าที่จะ อยู่ในระดับ พ.ร.บ. ซึ่งแก้ได้ยากกว่า

ประเด็นสุดท้ายของการออกแบบกฎหมายนี้ ที่ผมเห็นว่าต้องส่ายหัวมากที่สุด ก็คือการกำหนดเกณฑ์ว่าคนคนหนึ่งจะถูกสถาบันการเงินส่งข้อมูลหรือไม่ เขาให้เอาทุกบัญชี ของทุกสถาบันการเงินมารวมกันก่อนถึงค่อยตัดสินใจได้ว่าจะต้องส่งข้อมูลของคนนี้ไปให้ไหม คือในทางปฏิบัติมันไม่เมกเซนส์ (Make sense) มันยากมาก ๆ คือสิ่งที่ควรจะเป็นเลยก็คือ สรรพากรประสานงานกับสถาบันการเงินพยายามออกแบบฐานข้อมูลให้จำแนกรายการ แต่ละประเภทให้ได้ ให้เหลือแต่รายการที่เป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีจริง ๆ ดีกว่า แล้วค่อยส่ง ข้อมูลให้สรรพากรไปเลยทุกคน ส่งทุกคนที่มีรายได้ที่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องมาจำแนกคน ด้วยเกณฑ์ของการกำหนดจำนวนรายการแล้ว ผมเห็นว่ากฎหมายนี้จำเป็นต้องมีการแก้ไข จึงเห็นด้วยที่สภาเราจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบจาก พ.ร.บ. แก้ไข ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) นี้ ขอบคุณครับ