อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ อภิปรายสนับสนุนญัตติของ ส.ส. บัญญัติ เจตนจันทร์ เรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาผลกระทบจากการค้าออนไลน์ต่อเศรษฐกิจชุมชน โดยเสนอให้คณะกรรมาธิการดังกล่าวศึกษาผลกระทบที่มีต่อร้านค้าชุมชน และปรับการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยเปลี่ยนจากบังคับซื้อสินค้าในห้างเป็นการกดเงินสดเพื่อซื้อของในชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าและเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมเอง ขออภิปรายสนับสนุนญัตติของเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือท่าน ส.ส. บัญญัติ เจตนจันทร์ ในการเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบการค้าตรงและการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (e-Commerce) ต่อเศรษฐกิจชุมชน
ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าวันนี้อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) หรือการ ซื้อขายผ่านออนไลน์ (Online) นั้นส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนที่ประกอบธุรกิจการค้า ขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี (SMEs) นอกจากทำให้ตลาดนั้นเงียบเหงาลงไปพอสมควรแล้ว ยังทำให้ตลาดหรือร้านค้าในชุมชนนั้นได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของตลาดนัด หรือเปิดท้ายขายของก็ได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง เพราะว่าเรื่องของอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) นั้นวันนี้มันเป็นโลกที่เปลี่ยนไปในโลกดิจิทัล ซึ่งวันนี้ผู้ประกอบการการค้า หลายรายก็ได้ปรับตัวกันไปพอสมควรนะครับ หลายรายก็ปรับตัวได้บ้าง ปรับตัวไม่ได้บ้าง ก็เป็นหน้าที่ของทางหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องไปส่งเสริมด้วย อันนี้ เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายกันไปแล้ว โดยเฉพาะเจ้าของญัตติที่ได้อภิปรายถึงผลกระทบ ส่วนผมเองวันนี้อยากจะอภิปรายเรื่องของการควบคุมคุณภาพแล้วก็ปัญหาของสินค้า ที่หลังจากมีการซื้อขายผ่านออนไลน์ (Online) หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) กันอย่าง แพร่หลาย ท่านประธานครับ การที่มีการซื้อขายผ่านออนไลน์ (Online) ปัจจุบันนี้ผู้ขายของ มี ๒ ประเภท ก็คือผู้ที่ผลิตสินค้าเอง กับ ๒. ก็คือเทรดเดอร์ (Trader) หรือผู้ที่เราเรียกว่า ซื้อมาขายไป ผู้ที่ผลิตสินค้าเองหรือประเภทแรกไม่ค่อยมีปัญหา เวลาพี่น้องประชาชนมาซื้อ สินค้าผ่านระบบออนไลน์ (Online) หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เวลาสั่งซื้อสินค้าก็จะได้ สินค้าตรงตามสเปก (Spec) ที่ต้องการ ตามคุณภาพที่ต้องการที่ได้มีการคุยกันระหว่างผู้ซื้อ กับผู้ขาย หรือถ้ามีปัญหาการเคลม (Claim) สินค้าหรือการรับประกันสินค้านั้นก็จะไม่ค่อย มีปัญหา เพราะว่าผู้ผลิตสินค้านั้นก็จะมีตัวตน มีหลักแหล่งที่ชัดเจน ตรงนี้ก็ทำให้ปัญหา ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่ผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) นั้นไม่ค่อยมีปัญหา เพราะว่า อย่างที่ได้กราบเรียนครับว่าผู้ผลิตสินค้านั้นมีหลักแหล่ง มีตัวตนที่ชัดเจน แต่ประเภทที่ ๒ ก็คือเทรดเดอร์ (Trader) หรือผู้ที่ซื้อมาขายไป อันนี้ต้องใช้คำว่าส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถามว่าส่วนน้อยแต่มีปริมาณมาก ที่บอกว่าส่วนน้อยมีปริมาณมากเพราะว่าเราจะเห็นว่า วันนี้ในสื่อโซเชียล (Social) เวลาผู้บริโภคนั้นซื้อสินค้าแล้วไม่ได้ตามคุณภาพที่กำหนด ตามสเปก (Spec) ที่กำหนดก็จะโพสต์ (Post) ว่ากันในสื่อโซเชียล (Social) ในโลกออนไลน์ (Online) ก็มีปัญหาฟ้องกันบ้าง แจ้งความกันบ้าง ตรงนี้เป็นปัญหาของระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็อยากจะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นได้รับเรื่องนี้ไปพิจารณา ศึกษาหามาตรการในการป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบแล้วก็ได้รับการเอาเปรียบ จากการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ (Online) ซึ่งเทรดเดอร์ (Trader) ซื้อมาขายไป บางทีผู้ที่ ซื้อมาแล้วก็ขายไป หรือคนขายก็ไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ ฉะนั้นบางทีได้สินค้ามาแล้ว ก็ต้องขายต่อไป โดยตัวเองนั้นมีทุนรอนที่จำกัด แล้วก็ไม่มีหลักแหล่งทำให้เวลาขายสินค้า ไปที่ผู้บริโภคนั้นก็จะได้รับผลกระทบจากสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่ได้ตามสเปก (Spec) ที่กำหนด ตรงนี้ผมเองจึงขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้น ซึ่งผมเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ในการศึกษาผลกระทบในเรื่องของอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่มี ผลกระทบต่อเรื่องของออนไลน์ (Online)
ประเด็นที่ ๒ ก็คือปัจจุบันนี้อย่างที่ได้กราบเรียนท่านประธานว่าผลกระทบ ในเรื่องของโลกดิจิทัลที่มีต่อร้านค้าชุมชนมีอย่างกว้างขวาง แล้วก็มีผลกระทบที่ชัดเจน วันนี้ เป็นนัยสำคัญว่าร้านค้ามีการซื้อขายที่น้อยลงไป ส่วนหนึ่งนอกจากสภาพเศรษฐกิจแล้ว ส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือโลกดิจิทัลที่เข้ามาส่งผลกระทบทางพี่น้องประชาชนที่เปิดร้านขายของ ในร้านค้าชุมชนได้ฝากผมมาเป็นปากเป็นเสียงกับท่านประธานว่า วันนี้เรามีบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐที่วันนี้ช่วยผู้มีรายได้น้อยหรือที่เราเรียกว่าบัตรคนจน วันนี้ผมเองก็ได้ใช้เวทีของ สภาผู้แทนราษฎรพูดเรื่องนี้มาหลายครั้ง ก็อยากให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ตั้งขึ้นได้ศึกษา เรื่องนี้ด้วยครับว่าบัตรคนจนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่วันนี้ได้มีการบังคับให้ไปรูดซื้อสินค้า ในห้าง พี่น้องที่ถือบัตรฝากผมมาบอกว่าตรงนี้เพื่อให้ร้านค้าชุมชนที่มีอยู่ที่ได้รับผลกระทบ จากอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) สามารถที่จะมีการซื้อขายกลับมาที่ดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็เป็น การเยียวยา เป็นไปได้ไหมที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะให้เงินสดเขาไปทั้งหมด อย่างน้อยผู้ที่ ถือบัตรจะได้ไปกดเงินสดมาซื้อสินค้าในชุมชนร้านค้าที่ใกล้บ้านตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้น เงินตรงนี้ก็จะไปถึงผู้ประกอบการรายใหญ่แล้วก็เข้าไปที่ผู้ผลิต ก็ไม่เกิดการหมุนเวียนของเงิน หรือเม็ดเงินในตลาดรากหญ้าหรือร้านค้าชุมชน ท่านประธานครับ ถ้าผู้ถือบัตรกดเงินสด ออกมา ๕๐๐ บาท ไปซื้อไข่เป็ด ไข่ไก่ ไปซื้อผักในชุมชนของตนเอง คนที่ได้เงินตรงนั้นมา ก็เอาเงินตรงนั้นไปซื้อในร้านค้าที่เป็นซาปั๊ว ซาปั๊วก็ไปซื้อร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่าย หรือที่ เราเรียกว่ายี่ปั๊ว ยี่ปั๊วก็ไปซื้อที่โรงงานอีกทีหนึ่ง เงินก็เกิดการหมุนเวียนในระบบ ๓-๔ รอบ ก็จะทำให้เศรษฐกิจนั้นฟื้นตัวขึ้นมา ร้านค้าชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากระบบออนไลน์ (Online) หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็ได้เงินตรงนี้ที่รัฐบาลได้ใช้ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถ ที่จะเป็นเม็ดเงินที่จะไปเยียวยาร้านค้าชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากระบบออนไลน์ (Online) ตรงนี้ได้ จึงขอเสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นได้นำเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไปศึกษาเพื่อลดผลกระทบให้กับพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากระบบการค้าออนไลน์ (Online) ซึ่งผมเองวันนี้ก็ขอเสนอท่านประธาน ๒ ประเด็น โดยจะไม่พูดซ้ำกับประเด็นอื่นกับเพื่อนสมาชิก แล้วก็เจ้าของญัตติ จึงขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาแห่งนี้ เพื่อศึกษาผลกระทบการค้าตรงและการซื้อขายผ่านออนไลน์ (Online) ที่มีผลกระทบต่อ เศรษฐกิจชุมชน ขอบคุณท่านประธานครับ