ไกลก้อง เปิดหัวข้อภาษีดิจิทัล เสนอปรับเก็บอย่างเป็นธรรม-เชื่อมข้อมูลอัตโนมัติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

ไกลก้อง ไวทยการ อภิปรายผลกระทบจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. แก้ไขประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 48 ปี 2562 ในมุมมองของระบบอีเพย์เมนต์และเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งในด้านการจัดเก็บข้อมูลบิ๊กดาต้าเพื่อการจัดเก็บภาษีและวางแผนเศรษฐกิจ รวมถึงความกังวลของประชาชนต่อการถูกเก็บภาษีก่อนที่ระบบจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย พร้อมชี้ให้เห็นผลกระทบทางจิตวิทยาที่ทำให้การใช้โมบายแบงกิงชะลอตัวชั่วคราว แต่กลับมาขยายตัวอีกในระยะต่อมา ขณะเดียวกันได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีระหว่างผู้ประกอบการรายย่อยที่ถูกเก็บเต็มกับแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ทำธุรกรรมในไทยแต่เสียภาษีน้อย จึงเสนอให้ทบทวนมาตรการภาษีในอีเพย์เมนต์ อีคอมเมิร์ซ และธุรกรรมออนไลน์ให้เป็นธรรมมากขึ้น พร้อมผลักดันให้กรมสรรพากรปรับระบบสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบด้วย e-Receipt และ e-Tax Invoice เพื่อลดการใช้เอกสารและเชื่อมโยงข้อมูลอัตโนมัติ รวมถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมเสนอให้รัฐสร้างแรงจูงใจทางภาษีและสิทธิพิเศษด้านโลจิสติกส์แก่ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ และสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและ

นายไกลก้อง ไวทยการ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ไกลก้อง ไวทยการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมอยากจะ อภิปรายในญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่องผลกระทบ จากประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พ.ศ. ๒๕๖๒ ประเด็นเรื่องของอีเพย์เมนต์ (e-Payment) เรื่องของอีเพย์เมนต์ (e-Payment) มีทั้งข้อดี ที่รัฐบาลจะได้ประโยชน์ และมีข้อที่ประชาชนเป็นกังวลครับ

ข้อดีที่รัฐบาลจะได้ประโยชน์ก็คือการรวบรวมข้อมูลแบบบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนการทำธุรกรรม ปริมาณการทำธุรกรรม สถานที่ว่าจ่ายเงิน ทำธุรกรรมกันมากในจังหวัดไหน หรือว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนผู้ใช้งาน เพื่อวางแผนในการ จัดการเรื่องของการจัดเก็บภาษี แล้วก็เรื่องของการวางแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตรงเป้า ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นโดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัวในปัจจุบัน

ส่วนข้อกังวลนะครับ ประชาชนย่อมเป็นกังวลแน่ ๆ เพราะว่ายังไม่ทันที่คน จะวางใจในเรื่องของระบบอีเพย์เมนต์ (e-Payment) ยังไม่ทันที่คนจะมานิยมใช้ในจำนวนมาก กรมสรรพากรก็ออก พ.ร.บ. แก้ไขประมวลรัษฎากรฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อจัดเก็บข้อมูลเพื่อเก็บภาษี เหมือนเป็นการตีปลาหน้าไซนะครับ ความนิยมกำลังจะเพิ่มขึ้นแต่กรมสรรพากรก็มาทำให้ ประชาชนตกใจเสียก่อนว่าจะมีการเก็บภาษี ผมขอภาพสไลด์ (Slide) ด้วยครับฝ่ายโสต

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

อันนี้เป็นสถิติที่แสดงถึงสถิติ การทำธุรกรรมผ่านโมบาย แบงกิง (Mobile Banking) ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย จะเห็นว่า พ.ร.บ. แก้ไขประมวลรัษฎากรมีการประกาศใช้ช่วงเดือนมีนาคม ก็จะเห็นว่าในช่วง เดือนมีนาคม เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม กราฟในเรื่องของการทำธุรกรรมผ่านโมบาย แบงกิง (Mobile Banking) ลดลงมานิดหนึ่ง ก็เข้าใจว่าน่าจะเกิดผลกระทบบ้างทางจิตวิทยา ในความกังวล แต่ว่าด้วยความสะดวกของโมบาย แบงกิง (Mobile Banking) จะเห็นว่า ช่วงปลายปีการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้นมาก ดังนั้นข้อดีที่ยังเป็นจุดเด่นแล้วคนกลับมานิยมใช้ก็คือ ความสะดวกของการใช้เครื่องมือโมบาย แบงกิง (Mobile Banking) ในการทำธุรกรรมระหว่างกัน

สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ อันนี้เป็นมูลค่าการทำธุรกรรมผ่านโมบาย แบงกิง (Mobile Banking) ก็จะเห็นว่าในช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายนมีปริมาณการทำ ธุรกรรมเพิ่มขึ้นทะลุเป้า ๒ ล้านล้านบาท ในช่วงเดือนสิงหาคม เดือนกันยายน ปี ๒๕๖๒ ก็แสดงว่าความนิยมทั้งการใช้เครื่องมือและปริมาณการทำธุรกรรมก็ยังเพิ่มขึ้น ทีนี้ก็ต้องมาดูว่า ในการคิดภาษีในปี ๒๕๖๒ จะมีผลกระทบอย่างไร ก็ยังต้องดูติดตามสถิติของปีนี้อีกนะครับ ทั้งนี้ผมเห็นว่าเรื่องของมาตรการทางภาษี โดยเฉพาะการจัดเก็บโดยการดูสถิติจากการทำ อีเพย์เมนต์ (e-Payment) แล้วก็การจัดเก็บภาษีเรื่องของอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) แล้วก็ ออนไลน์ (Online) มันมีประเด็นเรื่องความเป็นธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป ก็จะเห็นว่าโครงสร้างทางภาษีบริษัทต่างชาติที่เขาเข้ามามีแพลตฟอร์ม (Platform) บริการ ในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษีเยอะ มีรายใหญ่อันนี้เป็นข้อมูลจากสมาคมโฆษณาดิจิทัล ในช่วงปี ๒๕๕๙ ซึ่งแม้ข้อมูลจะหลายปีแต่เรายังไม่มีมาตรการที่จะทำให้รูปแบบนี้เปลี่ยนแปลง บริษัทแพลตฟอร์ม (Platform) ยักษ์ใหญ่ ทั้งเฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (YouTube) ยูทูบ (YouTube) ก็หมายถึงกูเกิล (Google) มีบริษัทในประเทศไทย ปี ๒๕๕๙ มูลค่าของ ตลาดโฆษณาดิจิทัลอยู่ที่ ๙,๔๔๗ ล้านบาท ในนั้นมีส่วนแบ่งของเฟซบุ๊ก (Facebook) อยู่ที่ ๒,๗๑๑ ล้านบาท แต่บริษัท เฟซบุ๊ก (Facebook) เสียภาษีให้กับประเทศไทยในมูลค่า ๑๓๐,๐๐๐ บาท ประมาณนั้นเท่านั้นเองครับ ส่วนยูทูบ (YouTube) หรือว่ากูเกิล (Google) มีส่วนแบ่งตลาด ๑,๕๒๖ ล้านบาท แต่กูเกิล (Google) เสียภาษีอยู่ที่ ๒๐.๒๕ ล้านบาท อันนี้ เป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่ายังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ระหว่างแพลตฟอร์ม (Platform) ต่างประเทศกับผู้ค้าขายอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ผู้ค้าขายออนไลน์ (Online) รายย่อย

อีกประเด็นหนึ่งก็คืออย่างที่เราทราบกันนะครับ บริษัทยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ของจีนอย่างอาลีบาบาก็ได้สิทธิพิเศษอย่างมากมายในพื้นที่อีอีซี (EEC) ท่านประธานครับ เรื่องของการเก็บภาษีในเรื่องความเป็นธรรมอย่างที่ ๒ ก็คือกรมสรรพากร ต้องการแต่ข้อมูลของเราครับ เก็บภาษีรายย่อย คิดภาษีจากสถิติ เก็บข้อมูลเก็บสถิติทุกอย่าง ค้าขายสแกน คิวอาร์ โค้ด (Scan QR code) เก็บข้อมูลไว้ แต่เวลาเรายื่นภาษีเรายื่นไปพร้อมกับ เอกสารเป็นปึก ๆ เอกสารมากมายที่เราได้ยื่นภาษีไป สิ่งที่ควรจะทำก็คือทางการบริการ การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรเอง เวลายื่นภาษีก็ทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบด้วยนะครับ ผมไม่เถียงว่าวันนี้เสียภาษีผ่านเว็บไซต์ (Website) ได้สะดวกรวดเร็ว แต่ว่าเอกสารประกอบ ท่านยังขอเป็นกระดาษอยู่นะครับ ควรส่งเสริมเรื่องอีรีซีต (e-Receipt) อีแทกซ์ อินวอยซ์ (e-Tax Invoice) ไม่ต้องใช้กระดาษแล้วข้อมูลเชื่อมโยงไปทีเดียว เสียภาษีกรอกข้อมูล ผ่านระบบออนไลน์ (Online) แล้วก็ไม่ต้องมีข้อมูล ไม่ต้องมีการส่งกระดาษอีกครับ ข้อมูล เป็นชุดเดียวกัน

อันที่ ๓ เรื่องข้อมูล ความเป็นธรรมในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลต่าง ๆ ที่ส่งให้กรมสรรพากรจากการเก็บภาษี จากการให้ข้อมูลด้านอีเพย์เมนต์ (e-Payment) นั้น เป็นข้อมูลส่วนบุคคลนะครับ ธนาคารจัดส่งให้กรมสรรพากร ดังนั้นเรามี พ.ร.บ. คุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ต่างประเทศสหภาพยุโรปมีกฎหมายที่ชื่อว่าจีดีพีอาร์ (GDPR) เจเนอรัล ดาต้า โพรเทกชัน เรกกูเลชัน (General Data Protection Regulation) ข้อมูลส่วนบุคคล ที่จัดส่งจากธนาคารไปให้กรมสรรพากร ประชาชนเจ้าของข้อมูลก็ควรจะเข้าถึงข้อมูลนั้นด้วย ท่านประธานครับ เรื่องของการเก็บภาษีอีเพย์เมนต์ (e-Payment) นั้นรัฐควรสร้างแรงจูงใจ โดยเฉพาะผู้ทำธุรกิจค้าขายออนไลน์ (Online) อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เรื่องของ มาตรการทางภาษีจะทำอย่างไรให้ลดภาษีได้ จะทำอย่างไรให้มีสิทธิพิเศษได้บ้าง อย่างเช่น การจัดส่งทางไปรษณีย์ การจัดส่งทางบริษัทขนส่งในอัตราพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงทะเบียน อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) กับกระทรวงพาณิชย์ควรจะได้สิทธิพิเศษเหล่านี้ครับ ดังนั้น ส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าเรื่องของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ถ้าเฉพาะเรื่องอีเพย์เมนต์ (e-Payment) จริง ๆ แล้วผมเห็นว่าอยู่ในวิสัยของกรรมาธิการสามัญปัจจุบันที่สามารถศึกษา ผลกระทบเหล่านี้ได้นะครับ แต่ในเมื่อควบรวมญัตติที่เกี่ยวข้องกันเป็นเรื่องของการศึกษา อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ในวงกว้างขึ้นมา มีผลกระทบในหลาย ๆ มิตินะครับ รวมถึง เรื่องของการส่งเสริมอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) รายย่อยของคนไทยแล้ว ผมก็สนับสนุน ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ