บัญญัติ เจตนจันทร์ เสนอญัตติด่วนให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบของอีคอมเมิร์ซและธุรกิจค้าตรงต่อเศรษฐกิจชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางป้องกัน ฟื้นฟู และจัดทำมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม พร้อมขออภิปรายเพื่อผลักดันให้เกิดมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอเสนอญัตติในหัวข้อ ๖.๕ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบการค้าตรงและการซื้อขายสินค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ (e-Commerce) ต่อเศรษฐกิจชุมชน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ขอปฏิบัติตามแนวทางของสภาก็คือขออ่านญัตติแล้วก็จะขออภิปรายประกอบข้อสังเกต เพื่อเสนอให้ท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาผู้แทนราษฎรคงจะเห็นชอบตั้งขึ้นเพื่อนำไป กำหนดมาตรการในการแก้ไขต่อไป
ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบการค้าตรงและการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (e-Commerce) ต่อเศรษฐกิจชุมชน ปัจจุบันการค้าตรงและการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทาง ออนไลน์ (Online) อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งส่งผลให้ ผู้ประกอบการจำนวนมากเร่งปรับตัวด้วยการหันมาใช้อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เป็นเครื่องมือ ในการค้าขาย ไม่ว่าจะใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักเพื่อเพิ่มโอกาสในการ จำหน่ายสินค้าหรือนำช่องทางชำระเงินออนไลน์ (Online) มาใช้อำนวยความสะดวกในการ ชำระเงินให้แก่ผู้ซื้อสินค้าเพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภค อย่างไรก็ตามพบว่ามีผู้ประกอบการอีกไม่น้อยที่ไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่กระแสอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ได้ทัน จนต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปในที่สุด และความเสียหายนั้นไม่ได้ กระทบแต่เพียงตัวผู้ประกอบการ แต่ยังกระทบมาถึงผู้ส่งออกที่เป็นผู้ผลิตหรือซัปพลายเออร์ (Supplier) ของผู้ประกอบการอีกด้วย รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชน ธุรกิจการค้าปลีก ในชุมชน ย่านธุรกิจการค้า และอาคารพาณิชย์ในเขตชุมชนเมืองเกิดปัญหาภาวะถดถอย หลังจากพฤติกรรมการซื้อขายของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามแม้ธุรกิจค้าปลีก ในชุมชนจะพยายามปรับตัว แต่ธุรกิจชุมชนยังได้สะท้อนปัญหาและอุปสรรคที่ต้องได้รับ การปรับปรุง ได้แก่ การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจเงินทุน ขยายกิจการ การยกเว้นภาษีเงินทุน การผลิต การสร้างเสริมโอกาสและความสามารถในการแข่งขัน ปริมาณวัตถุดิบ คุณภาพ วัตถุดิบ ระบบขนส่งสินค้า คู่แข่งขนาดใหญ่ในประเทศ และสภาพคล่องทางการเงิน จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาหามาตรการเพื่อป้องกันแก้ไข ฟื้นฟูธุรกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง และปรับตัวเข้ากับสภาวการณ์ในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ รัฐจำเป็นต้องมีมาตรการ มีระเบียบ กฎหมาย เพื่อส่งเสริมและควบคุมการซื้อขายสินค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ตลอดจนศึกษาระบบการจัดเก็บ ภาษี การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่ไม่ส่งผล กระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยเกินความจำเป็น ดังนั้นกระผมจึงขอเสนอญัตติด่วน ดังกล่าวมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหาผลกระทบการค้าตรงและการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (e-Commerce) ต่อเศรษฐกิจชุมชน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และ ข้อ ๕๐ ส่วนเหตุผลและรายละเอียดจะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ผมเสนอ ญัตตินี้ในนามของพรรคประชาธิปัตย์นะครับ สืบเนื่องจากว่าผมเองไม่ได้มีความชำนาญ เรื่องของการค้าขายทางเศรษฐกิจ แต่เห็นภาวะเศรษฐกิจในชุมชนมีภาวะถดถอย คนตกงาน แล้วก็สถานประกอบการต่าง ๆ นั้นได้ทยอยปิดตัวลง แล้วผู้สูงอายุที่เป็นการค้าขายในชุมชน ก็ตามเทคโนโลยีไม่ทัน เหมือนที่ท่านสมาชิกทั้ง ๒ ญัตติที่ท่านได้อธิบายให้ที่ประชุมสภาฟัง เรียกว่ามีภาวะดิสรัปชัน (Disruption) ของระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ท่านประธานที่เคารพ ด้วยบริบทของพฤติกรรมการค้าขายของผู้บริโภค การซื้อการขายของผู้บริโภคและผู้ค้าขายนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไป สืบเนื่องจากความเจริญของโลกดิจิทัล ความเจริญของสื่อสังคมออนไลน์ (Online) แล้วก็มีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ (Logistics) การขนส่งสินค้า แล้วก็มีระบบ อิเล็กทรอนิกส์ แบงกิง (Electronics Banking) การโอนเงินต่าง ๆ ผ่านช่องทางมือถือ ก็ทำให้เกิดธุรกิจค้าตรงจำนวนมากแล้วก็โตอย่างก้าวกระโดด ถามว่าดีไหม ก็เป็นเรื่องที่ดี มีความสะดวกในเชิงบวก ปัจจุบันในหมู่บ้านที่ไกลมาก ๆ ห่างจากตัวอำเภอหลายสิบกิโลเมตร ปัจจุบันรถรับส่งสินค้าสีสันต่าง ๆ วิ่งกันว่อนในทางลูกรังต่าง ๆ ย่อมแสดงว่าแม้กระทั่งที่ใดมี สัญญาณทางโทรศัพท์ ทางอินเทอร์เน็ต ที่นั่นก็จะมีธุรกิจนี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นยากนักที่ธุรกิจ ที่มีการค้าขายในชุมชนที่มีหน้าร้านแล้วก็มีพนักงานขายจะตามธุรกิจออนไลน์ (Online) นี้ได้ทัน ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในชุมชนอย่างแน่นอน เมื่อมีธุรกิจถดถอยเขาก็ ย่อมที่จะไม่สามารถดำรงชีพให้มีคุณภาพชีวิตในชุมชนได้ ส่วนหนึ่งถ้าเป็นคนหนุ่มสาวเขาก็ต้องเข้าเมือง ก็ไปแออัดยัดเยียดกันอยู่ในเมือง ส่วนหนึ่งที่เป็น ผู้สูงอายุก็ขาดแคลนบุตรหลานที่จะคอยดูแลในชุมชน ในครอบครัว อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็น ที่ประจักษ์ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านก็คงจะเข้าใจในบริบทนี้เป็นอย่างดี แต่ในเรื่องของ แนวทางการแก้ไขจะทำอย่างไร ในเรื่องของการที่รัฐจะได้ประโยชน์และผู้ประกอบการจะได้ ประโยชน์จากอิเล็กทรอนิกส์ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) นี้ เพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอญัตติ ทั้ง ๒ ญัตตินั้นท่านได้อธิบายอย่างละเอียด ผมเฝ้าติดตามรับฟังแล้วก็ได้ความรู้มากนะครับ แต่ในเรื่องของความเหลื่อมล้ำการค้าที่มีหน้าร้านในชุมชน ในชนบท ในท้องถิ่น กับเทคโนโลยี ที่คนรุ่นใหม่เขาจะตามทัน ในส่วนนี้รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามาดูแลให้มีการแข่งขัน ที่มีความเป็นธรรม ที่ผมเรียกว่าแข่งขันที่มีความเป็นธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำนั้น มีอะไรบ้าง เท่าที่จะวิเคราะห์ได้ด้วยความรู้เท่าที่มี ก็เรื่องของต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ถ้าการประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ต้นทุนหน้าร้านไม่มีนะครับ ไม่ต้องเช่าร้าน ไม่ต้องเช่าอาคารพาณิชย์ ไม่ต้องมีภาษีป้าย ไม่ต้องมีภาษีแวต (VAT) หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่มีภาษีการค้า ไม่มีภาษีนิติบุคคล แล้วก็พอสิ้นปีก็อาจจะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา ถ้าสามารถที่จะค้าขายแบบที่ไร้ร่องรอยได้ แม้ว่าปัจจุบันกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรจะมีมาตรการเรื่องของการเคลื่อนไหวทางบัญชีว่าปีหนึ่งเคลื่อนไหวกี่ครั้ง เป็นวงเงินเท่าไร ก็จะโดนเรียกภาษี แต่อย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายก็มีวิธีหลบเลี่ยงไปเปิด บัญชีหลาย ๆ บัญชี หรือใช้ชื่อหลาย ๆ ชื่อ ซึ่งในส่วนนี้รัฐก็ไม่ได้ประโยชน์ ผู้ประกอบกิจการนั้น ก็ถือว่าได้กำไร หรือไม่ได้กำไร กรณีได้กำไรก็จะต้องมีภาระที่จะต้องเสียภาษีให้รัฐบาล การที่ผู้ค้าขายระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นถ้ามีภาระภาษีให้มีความสมดุลพอสมควรกับ ผู้ประกอบการในชุมชนนะครับ นี่ละครับถึงจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ผมเองก็ไม่อยาก ที่จะเสนอถึงรูปแบบว่าจะต้องเก็บภาษีเท่าไร แต่ว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะดูแลความเป็นธรรม ในความเหลื่อมล้ำของการค้าขายในทั้ง ๒ ระบบ ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงของสังคม ในบริบทที่คนใช้สื่อดิจิทัลจำนวนมากก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการเติบโตและมีการซื้อขายกัน ในระบบดิจิทัล แต่ว่าคนที่ตามไม่ทันรัฐบาลจะแก้อย่างไร รัฐบาลคงจะต้องมีมาตรการในการ ส่งเสริมให้ร้านค้าชุมชนซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเกษตรกรผู้มีอาชีพรับจ้างให้เขามีเงินทุนในการ ปรับเปลี่ยนอาชีพ ให้เขามีการฝึกอบรมและมีทักษะในการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในการใช้ เทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็จะต้องมีการขยายเครือข่ายโทรคมนาคมเข้าไปในชุมชน หมู่บ้านให้มีสัญญาณที่เพียงพอ ที่ใดถ้าสัญญาณโทรคมนาคมไม่เพียงพอเขาจะมีปัญหา ในการสื่อสารและมีปัญหาในการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหานั้นจึงเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงมาก ทั้งเรื่องของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรจะต้องไปคิดรูปแบบที่มีความเป็นธรรม ป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีเพื่อให้ รัฐบาลได้ประโยชน์นะครับ กระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ยังเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ ก็ต้องดูแลควบคุมคุณภาพของสินค้า เดี๋ยวนี้ซื้อขายกันด้วยรูปภาพ ซื้อขายได้ด้วยการทำ คลิป (Clip) ทำอะไรต่าง ๆ บางครั้งคุณภาพสินค้าก็ไม่ได้นะครับ แล้วการซื้อขายอย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกว่ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนจำนวนมาก สินค้าเหล่านี้เมื่อผ่านแดนมาภาษีศุลกากรก็จะเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่เพราะปริมาณ สินค้ามันมากเหลือเกิน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็ต้องเกี่ยวข้อง กระทรวง คมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในสิ่งนี้ เพื่อให้เกิด มีความเท่าเทียมกัน มีการแข่งขันที่มีความเป็นธรรมทางการค้า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งผลิตสินค้าเกษตรทำอย่างไรที่จะให้สินค้าเหล่านี้มีรูปแบบหีบห่อ มีวิสาหกิจชุมชนที่ทำ แพ็กเกจจิง (Packaging) ที่สามารถที่จะเข้าไปสู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้ได้ จะเข้าไปเป็น สินค้าที่ยกระดับเข้ามาอยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ตรงนี้ได้อย่างไร ระบบของการคมนาคม ขนส่งถนนหนทาง ระบบรถยนต์ โลจิสติกส์ (Logistics) ของรัฐวิสาหกิจก็คือระบบไปรษณีย์ แล้วก็เรื่องของท้องถิ่น โอทอป (OTOP) หัตถกรรมพื้นบ้านจะยกระดับมาตรฐานให้มีเสน่ห์ แล้วก็เป็นสินค้าที่ชวนให้ผู้ซื้อสามารถที่จะซื้อขายทางนี้ได้หรือไม่ การท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรม แม้กระทั่งเรื่องของอาหารต่าง ๆ ก็จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องอย่างยิ่งต่อหลายกระทรวงด้วยกัน แล้วก็รัฐบาลนั้นจะต้องให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ด้วย อย่างที่เราทราบจะมีสินค้าจำนวนมาก เมื่อซื้อมาแล้วไม่ตรงกับสเปก (Spec) ซื้อมาแล้วเป็นสินค้าที่ด้อยคุณภาพ อย่างเครื่อง อิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็นมือถือ นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ใช้ได้ครั้งสองครั้งก็พังแล้ว แล้วจะไป ประกันสินค้าได้อย่างไร ตรงนี้รัฐบาลจะต้องดูความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคด้วย แล้วก็ท้องถิ่น ต้องได้ประโยชน์ด้วย ผู้ค้าออนไลน์ (Online) นั้นทั้งไทยทั้งเทศต้องได้ประโยชน์ แล้วก็เรื่อง ของการที่จะทำให้การพัฒนาต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการค้าขายบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณธรรม เพื่อลดภาระทางศาลทางกระบวนการยุติธรรม ทางตำรวจที่จะต้องไปแจ้งความฟ้องร้อง ดำเนินคดีกันทำให้เกิดสังคมที่ไม่น่าอยู่ โดยรวมแล้วประเด็นต่าง ๆ ที่ผมตั้งข้อสังเกตเพื่อฝาก ให้กรรมาธิการวิสามัญได้รวบรวมนำไปพิจารณาเพื่อหามาตรการรองรับในการแก้ไขปัญหา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและให้เกิดความเป็นธรรมในการค้าขายทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ ค้าขาย ทางออนไลน์ (Online) อิเล็กทรอนิกส์ และการค้าขายในสินค้าชุมชน ให้การค้าขาย ทั้ง ๒ ระบบนั้นอยู่ได้แล้วก็เป็นการค้าขายที่มีความเป็นธรรมด้วยครับ ท่านประธานที่เคารพ กราบขอบพระคุณครับ