ภาสกร เงินเจริญกุล หารือปัญหาผลกระทบจากการทำธุรกิจออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ โดยเน้นย้ำความสำคัญของอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะต่อคนรุ่นใหม่และผู้สูงวัย รวมถึงผลักดันให้มีการเก็บภาษีดิจิทัลจากผู้ประกอบการต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอีให้สามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัลที่การซื้อขายเปลี่ยนมาอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสรวมญัตติพิจารณาเรื่องที่อยู่ในทำนองเดียวกันนะครับ ผมได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ผลกระทบจากการประกอบธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทยผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ คือผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะช่วยพี่น้องชาวไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อย่างนี้ ท่านประธานครับ ณ วันนี้เราอยู่ในช่วงของเทคโนโลยีหรือการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีหรือที่ เราเรียกดิสรัปชัน (Disruption) อันนี้มันเป็นอย่างไร มันส่งผลกระทบต่อระบบธุรกิจของ บ้านเรา รวมถึงการใช้ชีวิตของคนเราในปัจจุบันด้วยนะครับ และการใช้ชีวิตของเรา ณ วันนี้กำลังเข้าสู่ภาวะผู้สูงวัย แล้วคนรุ่นใหม่ก็เติบโตขึ้นมา ทั้ง ๒ เจน (Gen) การใช้ชีวิตแตกต่างกันค่อนข้างมากนะครับ และเทคโนโลยีหรือการค้า ณ ปัจจุบันก็เปลี่ยนไป แนวโน้มการค้าขาย ณ ปัจจุบันก็จะย้าย ขึ้นไป หรือเรียกว่าทรานส์ฟอร์ม (Transform) ขึ้นไปอยู่บนโลกออนไลน์ (Online) กันหมด เยอะแยะมากมาย อย่างที่เราเห็นกันว่า ณ วันนี้การชอปปิง (Shopping) ผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ผ่านออนไลน์ (Online) แนวโน้มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ มูลค่าเท่าไร เดี๋ยวรบกวน เปิดสไลด์ (Slide) นิดหนึ่งครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
จะได้เห็นมูลค่าว่าทำไม ต้องมาพูดกันเรื่องอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ข้อมูลผมได้จากสำนักงานพัฒนาธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ จะเห็นว่ากราฟด้านซ้ายเราจะมีปี ๒๕๕๘-๒๕๖๑ ปี ๒๕๕๘ มูลค่าทางธุรกิจ ในประเทศไทยทั้งหมดที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ประมาณ ๒.๒ ล้านล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ๓.๑ ล้านล้านบาท ๓.๑ ล้านล้านบาท ตัวเลขผมเชื่อว่าในสภานี้ก็น่าจะคุ้นเคยตัวเลขนี้นะครับ ใกล้ ๆ งบประมาณที่เราพิจารณาในปี ๒๕๖๓ จะเห็นว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๘-๒๕๖๑ ในระยะเวลา ๓-๔ ปี มันเพิ่มขึ้นถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีแนวโน้มที่ไม่ได้ลดลงเลยก็คือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าผมจำไม่ผิดตัวเลขปี ๒๕๖๒ น่าจะโดดไปถึง ๓.๖ แล้ว แต่พอดีตัวเลขอันนี้ผมยังไม่เห็น อยู่ราว ๆ ประมาณนี้ ก็เห็นว่าตัวเลขนี่มันเติบโตไปเรื่อย ๆ ฉะนั้นถ้าเราไม่คุยกันเรื่องนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะคุยกันเรื่องไหนแล้วครับ มาดูด้านขวามือนิดหนึ่งว่าเป็นมูลค่าของอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ในรายงานเขาแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทธุรกิจ จริง ๆ เราอาจจะแบ่งมาก กว่านั้นก็ได้ อาจจะเป็น ๔-๕ ประเภท ผมเอาตามเขาแล้วกันจะได้เห็นกันง่าย ๆ อันดับที่ ๑ เป็นสีชมพูก็เป็นฺบีทูบี (B2B) ก็คือบิสซิเนส ทู บิสซิเนส (Business to Business) ก็หมายถึง บริษัทขายให้บริษัท อันที่ ๒ ที่เป็นสีเขียวก็คือบีทูซี (B2C) บริษัทขายให้ผู้บริโภคก็คือเหมือนที่ ตามบ้านตอนนี้ก็ไปซื้อของบนออนไลน์ (Online) ชอปปิง (Shopping) กันในแอปพลิเคชัน (Application) ในเว็บไซต์ (Website) ต่าง ๆ ก็แล้วแต่ อันสุดท้ายเป็นสีน้ำเงินเป็นบีทูจี (B2G) ก็คือบริษัทอาจจะทำการค้ากับทางภาครัฐ มาดูวิเคราะห์ของปี ๒๕๕๘ ครับ จะเป็นกราฟ ทางขวามือสุดจะเห็นว่าสีชมพูกินไปถึงราว ๆ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้บริโภคที่ซื้อขายกันในเว็บไซต์ (Website) ในแอปพลิเคชัน (Application) ซื้อตามบ้านก็มีอยู่ราว ๆ สัก ๒๕-๓๐เปอร์เซ็นต์ จากกราฟ ถ้าเราวิเคราะห์แล้วดูผ่านไปเรื่อย ๆ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ แล้วจบปี ๒๕๖๑ จะเห็นว่าบีทูซี (B2C) หรือผู้บริโภคที่ซื้อของผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ไม่ว่าจะเป็น นักศึกษา แม่บ้านที่อยู่ตามบ้านก็แล้วแต่ มันกินพาย (Pie) เนื้อเค้ก (Cake) ตัวนี้มาเรื่อย ๆ หมายถึงว่าผู้บริโภคที่ซื้อขายผ่านทางออนไลน์ (Online) มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ การทำการค้าระหว่างบริษัทกับบริษัทถูกกินมาร์เกต แชร์ (Market share) ไป แต่ไม่ได้หมายถึงว่า ลดลง เขาลดลงแต่ว่าถ้าตามอัตราส่วนแล้วคนที่ซื้อของจากทางบ้านเพิ่มขึ้น หมายความว่า คนเริ่มเชื่อใจในการซื้อของออนไลน์ (Online) มากขึ้นเรื่อย ๆ คนรุ่นใหม่ที่ซื้อของผ่านออนไลน์ (Online) ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน ขณะที่ธุรกิจออนไลน์ (Online) เติบโต ๆ แล้วเราปล่อย โดยไม่มีการคอนโทรล (Control) บางอย่าง ผมก็คิดว่าอนาคตเราจะจัดการมันค่อนข้างยาก ในขณะวอลลูม (Volume) ธุรกิจทั้งประเทศค่อนข้างที่จะใหญ่และแนวโน้มไม่ได้ลดลงเลย อันนี้มองให้เห็นว่าเป็นโอกาสของผู้ประกอบการเหมือนกันที่จะเข้ามาทำตลาดอันนี้ ลองสังเกต รายใหญ่ตอนนี้เข้ามากันหมดแล้วนะครับ ทำมาร์เกตเพลส (Marketplace) ออมนิ แชนเนิล (Omni-Channel) กันหมด ออมนิ แชนเนิล (Omni-Channel) คือหมายความว่าเขาสามารถ ที่จะติดต่อกับผู้ซื้อได้ในหลายช่องทาง ผมไม่จำเป็นต้องไปซื้อของในห้างแล้ว ไปรับของในห้าง หรือผมไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อและรับของที่ร้านสะดวกซื้อ เดี๋ยวอนาคตเราจะเจอแบบนี้ เยอะแยะ สั่งของที่นี่ไปรับที่โน่น สั่งของที่โน่นมารับที่นี่เต็มไปหมดหลายวิธีหลายช่องทาง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) หรือผู้ประกอบการหน้าใหม่ เด็กรุ่นใหม่ ที่อยากเป็นเจ้าของลืมไปเลยครับ ไม่มีทางเกิดได้ในตลาดมูลค่าขนาดนี้ ข้อมูลที่ผมได้มาก็คือ จากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะสังเกตเห็นในลักษณะนี้ ขอสไลด์ (Slide) หน้าต่อไปนิดหนึ่งครับ ทั้งผู้ประกอบการแล้วก็ทั้งผู้ขาย ณ วันนี้เขาเชื่อมั่น แล้วว่าธุรกิจออนไลน์ (Online) เกิดแน่ ๆ และมาแน่นอน ทั้งคู่ก็มองหาวิธีว่าจะทำอย่างไร ให้เกิดกันในนี้ได้ รายเล็กก็ยากหน่อย แต่ข้อดีของธุรกิจอันนี้คือว่าเราไม่สามารถรู้หรอกว่า ใครมีเงินมากกว่าใคร บริษัทใครใหญ่กว่าใคร ถ้าเกิด ณ วันนี้เราเดินไปห้างเราก็จะรู้ว่าห้างนี้ ของคนโน้น ห้างนี้ของคนนี้ ห้างนี้ของคนนั้น บริษัทนี้น่าจะเล็ก น่าจะใหญ่ แต่ในธุรกิจ ออนไลน์ (Online) ท่านไม่สามารถเห็นว่าบริษัทหรือคุณกำลังซื้อของกับคนนี้เขามีความ น่าเชื่อถือแค่ไหน เขาใหญ่แค่ไหน เขาเล็กแค่ไหน หรือสั่งของแล้วได้หรือไม่ได้ แต่วันนี้มีคน เชื่อแล้วว่าสั่งของแล้วได้ ความเชื่อมั่นเริ่มเกิดธุรกิจเลยขยาย ทีนี้ผมเลยทำชาร์ต (Chart) อันหนึ่งให้เห็นว่าวงจรหรือการค้าออนไลน์ (Online) ให้เห็นกันคร่าว ๆ ง่าย ๆ ว่ามีอะไรบ้าง ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง อันที่ ๑ ก็คือผู้ผลิตโรงงานส่วนใหญ่ก็ต้องมาจากประเทศจีน ส่วนใหญ่เลยในแพลตฟอร์ม (Platform) อันที่ ๒ ก็คือแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซ (Platform e-Commerce) ถ้าเปรียบก็เหมือนห้างหรือตลาดที่เราไปซื้อของกัน ณ วันนี้ แต่วันนี้มันย้าย ขึ้นไปอยู่บนตลาดออนไลน์ (Online) ที่เรามองไม่เห็นว่ามันอยู่ที่ไหน แต่คนคิดว่าอันนี้ มันขายได้ ก็จะมีเจ้าตลาดเต็มไปหมดเท่าที่เราเห็น เราก็จะเห็นกันอยู่ แต่ของไทยบอกเลยว่า น้อยมาก แทบไม่เกิดเลย อันที่ ๓ เจ้าของธุรกิจ เจ้าของธุรกิจมันถูกแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คร่าว ๆ ใหญ่ ๆ อันที่ ๑ คือผู้ประกอบการที่เป็นคนไทย อันที่ ๒ ผู้ประกอบการต่างชาติ ๒ อันนี้ ณ วันนี้ดูเหมือนจะคล้าย แต่จริง ๆ มีความแตกต่างกันค่อนข้างเยอะมาก เจ้าของ ธุรกิจนี้เขาก็ไปหาของมา บางคนก็มีของเอง บางคนก็ไม่มีของก็เอาไปขายบนแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ นี้ เท่าที่ดูผมว่ามัน ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นของจากประเทศจีนทั้งนั้นเลย อันที่ ๔ ก็คือลูกค้า ลูกค้านี่สำคัญเพราะเป็นคนที่จะต้องซื้อของจับจ่าย ลูกค้าก็เข้าไปดู ในแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เขาชอบ ที่เขาประทับใจ ก็ไปดูสินค้ากัน อันนี้ทำไมมันเกิด เนื่องจากว่าการซื้อขายบนออนไลน์ (Online) ลูกค้ามีความรู้สึกว่าเขามีอิทธิพล เนื่องจากว่า เขาไม่ต้องไปนั่งดูสีหน้าใคร หรือมานั่งต่อได้ราคาพิเศษเลย สามารถเลือกได้ว่าอันนี้ อันนี้ อันนี้ เปรียบเทียบได้ว่าสินค้าชนิดเดียวกันใครขายถูกสุดแล้วก็ใช้วิจารณญาณว่าจะซื้อใคร ถูกนี่ อาจจะไม่ได้ดีก็ได้ สั่งแล้วอาจจะถูกโกงก็ได้ของไม่ได้ หรือแพงก็อาจจะถูกโกงได้ ก็แล้วแต่ว่า เขาไปเปรียบเทียบ เขาอาจจะดูจากเรตติง (Rating) ดูจากรีวิว (Review) ก็แล้วแต่วิธีการ ของลูกค้าแต่ละคนว่าจะเชื่อถือใครแล้วก็สั่งสินค้า พอสั่งสินค้าเสร็จ ณ วันนี้ก็ต้องชำระเงิน ก็จะเป็นตัวที่ ๕ ชำระเงินมีช่องทางในการชำระ ณ วันนี้ก็ยังหลายช่องทางให้เลือก เนื่องจาก ของเราอาจจะยังไม่เข้าสังคมไร้เงินสดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็จะต้องมีออปชัน (Option) ให้คนเลือก เรามีความเหลื่อมล้ำกันค่อนข้างเยอะ ฉะนั้นเราก็เลยไม่สามารถที่จะใช้วิธีการ ในการชำระเงินแบบเดียวกันหรือใช้แบบอิเล็กทรอนิกส์หมด ก็ไปชำระที่ธนาคารก็ได้ ไปชำระที่ช่องทางเซลฟ์ เซอร์วิส (Self-service) ในร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ก็ได้ หรือเป็น อีเพย์เมนต์ (e-Payment) ที่มีก็ได้ ณ วันนี้การชำระเงินค่อนข้างที่จะมีความหลากหลาย แต่ตัวนี้สำคัญมากเนื่องจากว่าถ้าเราไม่เริ่ม รัฐบาลมีโปรเจกต์ (Project) แล้วไม่ต่อ ตัวนี้มันจะ เป็นการทำให้เงินเรารั่วออกจากประเทศเราได้ อันที่ ๖ อันสุดท้ายนี่สำคัญก็คือช่องทางการ ส่งสินค้า ก็คือระบบโลจิสติกส์ (Logistics) นี่ล่ะครับ ระบบโลจิสติกส์ (Logistics) มีส่วนช่วย ทำให้อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) การค้าธุรกิจออนไลน์ (Online) ขยายตัวเร็ว เพราะอะไร สมัยก่อนถ้าเกิดว่าจะสั่งของหรือผมเป็นผู้ขายสินค้า พอผมสั่งของเสร็จปุ๊บผมจะสั่งให้ลูกค้า แล้วจะส่งให้เขานี่ยากนะครับ ยากมาก ผมต้องเอาคนมา โกดังผมก็ต้องเก็บ ผมเอาคนมา แพ็ก (Pack) ขนไปทีหนึ่งถ้าขายดีมาก ๆ แพ็ก (Pack) กันทั้งวันทั้งคืนขนไปไปรษณีย์ ขนไปโน่น ขนไปที่นี่ ณ วันนี้โลจิสติกส์ (Logistics) เปิดกว้างมาก คุณเป็นคนขายเขารู้ว่าคุณเป็นคนขาย เขามารับของถึงหน้าบ้านเลย จะให้เขาแพ็ก (Pack) ยังได้เลย จะให้เขาเก็บสต็อก (Stock) ก็ได้ คนซื้อก็สะดวกเพราะคนซื้อก็แค่สั่งของมาถึงบ้านเลย ก่อนมาเช็ก (Check) ด้วยว่าท่านอยู่ บ้านไหม ถ้าไม่อยู่ก็ไม่มาหรือจะให้มาวันไหนเวลาไหนสั่งได้หมด มันเลยทำให้ธุรกิจนี้เติบโต และใหญ่มาก สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเลข ๒ แพลตฟอร์ม (Platform) แพลตฟอร์ม (Platform) ณ วันนี้ ขอโทษ วันนี้ผมไม่ได้เอายี่ห้อต่าง ๆ มา ผมก็ไม่ได้อยากจะเอามา ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านรู้ครับว่า แพลตฟอร์ม (Platform) ณ วันนี้ที่เราซื้อ ๆ ขาย ๆ กัน ของประเทศไทยผมเคยได้ยินไทยเทรด ดอทคอม (Thaitrade.com) ผมก็ไม่แน่ใจในสภานี้มีใครเคยใช้ไหม ผมเคยลองเข้าไปใช้มันเป็น บีทูบี (B2B) ซึ่งใช้ค่อนข้างยากมากและเป็นสินค้าเกี่ยวกับเกษตร ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกษตร ผมคิดว่ามันน่าจะมีอย่างอื่นให้ทำอีกเยอะ อันนี้น่าสนใจที่ผมบอกว่าอย่างนี้ครับ ณ วันนี้ เจ้าของธุรกิจที่ผมเรียนไปตอนต้นว่ามีทั้งเป็นคนไทยและต่างชาติ มันต่างกันตรงนี้ครับ ต่างกันตรงที่ว่าถ้าผมเป็นลูกค้าแล้วผมสั่งของถ้าเป็นเจ้าของคนไทยก็จะสังเกตเห็นว่ามีลูกศร สีเทา ๆ ฟ้าอ่อน ๆ พอผมสั่งของไปเสร็จ ถ้าเป็นของที่ผลิตที่ประเทศจีนโรงงานก็จะส่งของ มาให้เจ้าของธุรกิจที่เลข ๓ เจ้าของธุรกิจก็รับภาษีเป็น ๑ เด้ง ก็จ่ายภาษีไป จากนั้นเจ้าของ ธุรกิจก็ส่งของที่ลูกค้าสั่งให้ลูกค้าไป ปลายปีก็ไปเสียภาษีรายได้อีกสักรอบหนึ่ง เท่ากับต้นทุน ของเขาเจอภาษีไป ๒-๓ รอบแล้วครับ แต่ถ้าเป็นเจ้าของกิจการที่เป็นคนต่างชาติ ถ้าเป็นของ ประเทศจีนและเป็นคนจีนยิ่งคุยกันง่ายเลย ภาษาก็ภาษาเดียวกัน ราคาอาจจะได้ถูกกว่าด้วย ก็จากโรงงานฝั่งประเทศจีนเบอร์ ๑ ก็ส่งตรงถึงลูกค้าเลย ภาษีก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเป็นประเทศ สหรัฐอเมริกาเหมือนกันครับ ผู้ผลิตส่งให้ถึงลูกค้า ลูกค้าก็จ่ายภาษีไปแล้วของก็จะมาถึง ถ้าเกิดว่าสั่งไปเป็นของต่างชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกาพอไปถึงของมาถึงประเทศไทย ของไม่ได้มาก่อนครับ แต่มีจดหมายมาฉบับหนึ่งก่อนบอกว่าให้ไปจ่ายภาษีด้วยเป็นจำนวนเงิน เท่านี้ ท่านก็ต้องไปจ่ายไม่อย่างนั้นของท่านก็ไม่มา เท่ากับ ณ วันนี้ผู้ประกอบการต่างชาติ เราเก็บภาษีเขาแทบไม่ได้เลยครับ ได้ก็ได้น้อยมาก ซึ่งอันนี้ก็ต้องเป็นทางรัฐบาลต้องพิจารณา เพราะว่าต้นทุนของผู้ประกอบการที่เป็นคนไทยแล้วขายของในประเทศไทยกลายเป็นว่า ต้นทุนเราสูงกว่า แล้วอนาคตอีก ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้าลูกหลานเราจะเป็นเจ้าของธุรกิจได้ ในตลาดออนไลน์ (Online) ที่กำลังจะขยายตัว เรายังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ฉะนั้นผมเป็นห่วง ลูกหลานเราจึงพยายามพูดถึงเรื่องนี้ว่าเราจะทำกันอย่างไรในการที่จะมีมาตรการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการที่กำลังจะทรานส์ฟอร์ม (Transform) ขึ้นไปบนธุรกิจออนไลน์ (Online) ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ลูกหลานเราที่ ณ วันนี้วิธีคิดก็เปลี่ยนไปทุกคนอยากเป็นเจ้าของ กิจการกันหมดเพราะมันเป็นกันง่ายมาก สมัยก่อนคุณต้องไปเปิดบริษัท ต้องใช้เงินลงทุน จดทะเบียนเต็มไปหมด ณ วันนี้ไม่ต้องแล้ว คุณอยากเป็นคุณมีความรู้ความสามารถคุณก็ขายของ ได้เลย ถ้าไม่ช่วยเขาคนกลุ่มนี้อีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราก็จะไม่เห็น แล้วขายของกันในประเทศไทย สุดท้ายกลายเป็นคนต่างชาติได้หมด อันนี้ผมว่ามันไม่ถูกต้อง เราก็คงต้องดูกันครับ ก็เข้าใจว่า มีมาตรการที่จะช่วยเหลือเยียวยาก็คงต้องทำกันไป
อันนี้ขออนุญาตสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ผมก็จะพยายามใช้เวลาให้สั้น ๆ จะเห็นว่าอันนี้เป็น ๑๐ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ของผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย ไม่ได้หมายความว่าเขาจะขายของได้สูงสุดนะครับ อันนี้คือคนเริ่มรู้จักแล้ว ก็จะเห็นว่าของเรา เริ่มมีเข้ามาแล้วแต่เป็นรายใหญ่ทั้งนั้นเลยนะครับ รายเล็กไม่เห็น แต่ที่เป็นอินฟอร์เมชัน (Information) ที่อยากให้เห็นผมก็เอามาจากกรุงเทพธุรกิจ ผมพยายามจะไปหาอินฟอร์เมชัน (Information) ที่รายงานข่าวมา แล้วก็พยายามไม่ไปตัดอะไรของเขาแล้วเอามาดื้อ ๆ ให้เห็น เลยว่ามาจากไหน กรอบข้างขวามือด้านล่างจะเห็นว่าความคืบหน้าด้านการเก็บภาษีดิจิทัล ของประเทศต่าง ๆ ประเทศเราไม่ใช่ประเทศเดียวที่เจอลักษณะนี้ เพราะว่าคนที่เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ขายของต่างประเทศเราไม่ได้ขายในประเทศเราประเทศเดียวนะครับ เขาก็ขาย ให้ประเทศอื่นด้วยเหมือนกัน ประเทศอื่นก็เหมือนกันเขาขายของออนไลน์ (Online) ได้ เขามีความรู้ในการที่จะหลบว่า ทำอย่างไรให้เขาได้กำไรเยอะสุด ภาษีมีวิธีไหนที่จะหลบได้ ไม่ใช่ประเทศเราประเทศเดียว ที่โดน สหภาพยุโรปก็โดนเหมือนกัน เขาก็มองเหมือนกันว่าจะเก็บภาษีพวกบริษัทเทคโนโลยี ชั้นนำของโลกอย่างไร อันนี้เขาก็ยังตกลงกันไม่ได้ ประเทศฝรั่งเศสใช้วิธีการเดียวกัน เขาจะเก็บ ๓ เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เขามีผลย้อนตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ประเทศอังกฤษเหมือนกัน ประเทศอังกฤษนี่เริ่มแล้วเขาขอเก็บแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ เหมือนกัน แต่เริ่มเดือนเมษายน ปี ๒๕๖๓ นี้ ประเทศอินโดนีเซียเข้าใจว่าน่าจะพิจารณา แต่ยังไม่ระบุว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็ควรจะทำเหมือนกันนะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็เกิดอย่างนี้ ขอเอ่ยชื่อเฟซบุ๊ก เฟซบุ๊กบอกเลยครับเราไม่เคยเก็บอะไรเขาได้ อีอีซี (EEC) เหมือนกันครับ อีอีซี (EEC) เราก็มีสิทธิพิเศษมากมายให้เขา ผมก็ไม่แน่ใจครับว่าทำไมมันต้องเยอะขนาดนั้น ก็ลดลงมาบางอย่างใช้วิธีการจูงใจในบางเรื่อง แล้วอีอีซี (EEC) เราก็ไม่ใช่มีแค่จังหวัดชลบุรี เรามีทั้งภาคเหนือ ทั้งภาคใต้ ก็ควรจะต้องแบ่งว่าอันไหนเด่นตรงไหน โลจิสติกส์ (Logistics) จะใครไป มันมีวิธีการในการจัดการหลายเรื่อง ทางด้านภาษีถ้าเกิดมาทำกินในประเทศไทย ก็ควรจะจ่ายควรจะต้องเก็บ แล้วก็ต้องดูผลประโยชน์ของลูกหลานเราด้วยเหมือนกันว่า เขาจะอยู่กันอย่างไร แล้วประกอบธุรกิจกันอย่างไร ในอนาคตอันใกล้นี้อีกไม่นานผมก็เห็น รุ่นใหม่เขาขยับขยายขึ้นไปบนนี้ ก็พยายามที่จะไม่ใช้เวลาของทางสภามากมาย จะเห็นว่า ข้อมูลที่ผมให้ก็จะเห็นว่ามูลค่าตลาดนี้ไม่น้อย ๓.๒ ล้านล้านบาท ปี ๒๕๖๑ แล้วก็จะเพิ่ม ขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้เราก็ยังไม่ได้เปรียบอะไรกับผู้ค้าที่เป็นต่างชาตินะครับ ก็เลยขออนุญาต ทางกรรมาธิการช่วยพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ถ้ามีโอกาสได้ตั้งคณะกรรมาธิการ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ