สิริพงศ์ เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบภาษีออนไลน์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากกฎหมายภาษีฉบับใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมออนไลน์ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้สอดรับกับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเสนอให้มีการจัดเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมภายใต้ระบบอีเพย์เมนต์ ทั้งยังวิพากษ์มาตรการรายงานธุรกรรมของกรมสรรพากรที่กำหนดเพดานต่ำจนส่งผลเสียต่อผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้หันไปใช้เงินสดมากขึ้น ซึ่งขัดกับเป้าหมายการสร้างสังคมไร้เงินสด และเรียกร้องให้ทบทวนแนวทางการจัดเก็บภาษีผู้ค้าออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงเรียกร้องให้ปรับปรุงข้อกำหนดการเข้าถึงบริการอีวอลเลตที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก โดยเฉพาะในเรื่องเงินประกัน 200 ล้านบาทและกระบวนการอนุมัติที่ล่าช้า เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตเริ่มใหม่เลยนะครับ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ผมและสมาชิกพรรคภูมิใจไทยได้ขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจาณาศึกษาในเรื่องของผลกระทบ จากการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พ.ศ. ๒๕๖๒ ประเด็นการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment)

กราบเรียนท่านประธานครับ หลังจากที่ญัตตินี้ได้ถูกบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม แล้วนั้นได้มีข้อซักถามจากท่านสมาชิกจำนวนมาก อีกทั้งได้รับข้อซักถามจากประชาชน จำนวนมากเช่นเดียวกันว่าเรื่องอีเพย์เมนต์ (e-Payment) เป็นอย่างไร หรือมีเนื้อหา สาระสำคัญอย่างไร ฉะนั้นผมจะขออนุญาตใช้เวลาสักครู่หนึ่งพูดถึงที่มาที่ไปของปัญหานี้ก่อน หากสมาชิกทุกท่านมองย้อนกลับไปตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้น เราจะเห็นได้ว่า โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากครับ เรียกได้ว่าตลอดระยะเวลาเพียง ๑๐ ปี โลกเปลี่ยน เร็วมากกว่าระยะเวลา ๓๐ ปีก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำไป บางคนเขาบอกว่าวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไป อย่างก้าวกระโดด ถ้าจะพูดภาษาให้ดูเป็นวิชาการหรือจะพูดภาษาคณิตศาสตร์เขาก็บอกว่า เทคโนโลยีในโลกนี้เติบโตขึ้นแบบสมการเอกซ์โพเนนเชียล (Exponential) ก็คือเรียบ ๆ มาแล้วก็กระโดดขึ้นทันที คนทั่วโลกมีความตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เคยมี นักวิชาการในประเทศหลายท่านนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ดอกเตอร์สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก็ได้กล่าวเอาไว้บ่อย ๆ ว่าวันนี้ โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก วันนี้การแข่งขันทางธุรกิจมีการแข่งขันที่เราไม่รู้เลยว่าคู่แข่งขันเรา คือใคร ในอดีตที่ผ่านมาเราค้าขาย เราทำธุรกิจ เราทราบว่าเรากำลังแข่งกับใคร ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือในอดีตที่เราเคยเห็นโนเกีย (Nokia) แข่งกับโมโตโรลา (Motorola) แข่งกับ อีริคสัน (Ericsson) แต่โลกปัจจุบันมันเปลี่ยนไป คู่ต่อสู้ทางธุรกิจบางทีไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรู บางทีไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน ไม่มีความเกี่ยวพันกันใด ๆ ทั้งสิ้น แต่วันหนึ่งเมื่อเขาพร้อมเขาเปิดตัว ออกมาเขาสามารถทำให้คู่แข่งแม้แต่จะเป็นรายใหญ่กว่าล้มหายตายจากไปได้เลย ที่นักการตลาด หรือว่าคนรุ่นใหม่มักจะเรียกว่าดิสรัปชัน (Disruption) โนเกีย (Nokia) เป็นตัวอย่างที่พวกเรา ได้เห็นกัน บริษัทโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกผ่านไปข้ามคืนเดียวครับ ไม่ใช่เฉพาะ บริษัทโทรศัพท์ที่เจ๊งครับ บริษัทแป้นพิมพ์ก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ บริษัทผลิต แบตเตอรี่ก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ และสิ่งนี้มันเกิดขึ้นทั่วโลก ถามว่าปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลตระหนักไหม ผมมั่นใจว่ารัฐบาลให้การตระหนักเป็นอย่างมาก รัฐบาลพยายามออก มาตรการหลายต่อหลายอย่างครับ เพื่อรองรับ เพื่อเตรียมความพร้อม และสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมเชื่อว่ารัฐบาลอยากจะได้มากที่สุดก็คือข้อมูลในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รัฐบาล ได้ลองออกพร้อมเพย์ (PromptPay) ได้ลองออกโปรโมชัน (Promotion) ต่าง ๆ ออกมาให้ ประชาชนได้มาใช้ สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่สถานการณ์ในเมืองไทยก็ต้องเรียนว่าถ้าในแง่ ของการทำธุรกิจก็ถือว่าเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากนะครับ มีคนประเมินว่าในแต่ละปีมียอด การทำธุรกรรมทางออนไลน์ (Online) มีมูลค่าประมาณ ๓.๒ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดที่สูง และมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้น ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ทุก ๆ ปี ปัญหาที่เราประสบอยู่คือวันนี้ ประชาชนที่สามารถปรับตัวได้เข้าไปค้าออนไลน์ (Online) แล้วครับ แต่ประชาชนที่ค้าขาย แบบดั้งเดิมไม่สามารถปรับตัวได้ เขามีคำถามมากมายครับ คำถามอย่างเช่นวันนี้เขาเปิดร้าน ขายสินค้า แต่เขาต้องไปเจอคู่แข่งที่ไม่เสียแม้กระทั่งแวต (VAT) ไม่เสียแม้กระทั่งภาษี นั่นทำให้ ความสามารถในการแข่งขันเขาลดลง วันนี้คนเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือที่จะจ่ายเงินแทนการพก เงินสด ธนาคารออกเครื่องมือต่าง ๆ มาให้บริการประชาชน อย่างเช่น การสแกน (Scan) ผ่าน คิวอาร์ โค้ด (QR code) ธนาคารทุกธนาคารลดจำนวนพนักงานลงเพราะคนเดินทางเข้าธนาคารลดลง คนไปใช้บริการ หน้าเคาน์เตอร์ลดลง เขาหันมาใช้บริการทางโทรศัพท์มือถือกันหมด นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น ในประเทศไทย แต่บังเอิญครับ บังเอิญว่าวันนี้พอเราเห็นว่าประชาชนมีแนวโน้มไปทำธุรกรรม ทางออนไลน์ (Online) มากขึ้น รัฐบาลก็มีมาตรการที่อยากจะได้ข้อมูล อยากจะสร้าง ความเท่าเทียมในการเสียภาษี อยากจะสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีเหล่านี้ได้ สิ่งนี้ ผมเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิดนะครับ เป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกรัฐบาลและทุกประเทศพึงกระทำ แต่สิ่งที่ผมยื่นญัตตินั้นคือผมยื่นญัตติถึงวิธีการ วันนี้จึงเป็นที่มาของการแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร ฉบับที่ ๔๘ โดยหลักเกณฑ์ของประกาศนี้ระบุเอาไว้เช่นนี้ครับ สำหรับให้ ธนาคารทุกธนาคารส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรในกรณีที่

๑. เงินฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ ๓,๐๐๐ ครั้งขึ้นไป รับเงินฝาก หรือรับเงินโอนเข้าบัญชีรวมกันเกิน ๓,๐๐๐ ครั้งขึ้นไปครับ หมายความว่าใน ๑ ธนาคาร คือหลักเกณฑ์นี้เขาผูกเอาไว้กับ ๑ ธนาคารต่อ ๑ เลขที่บัตรประชาชนครับ หมายความว่า ถ้าเราไปเปิดบัญชีอยู่ในธนาคาร ก จะมีกี่บัญชีก็ช่างเอามารวมกันต่อ ๑ คน ถ้าเกิน ๓,๐๐๐ ครั้ง ต้องส่งสรรพากร ลองเฉลี่ย ๓,๐๐๐ ครั้งต่อปี ก็เท่ากับวันละ ๘ ครั้งครับ

หลักเกณฑ์ที่ ๒ ฝากหรือรับเงินโอนทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ ๔๐๐ ครั้ง และมี ยอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ ๒ ล้านบาทขึ้นไป ก็คือมีเงินฝาก ๔๐๐ ครั้ง และยอดรวมเกิน ๒ ล้านบาท ต้องส่งบัญชีให้กับสรรพากร ต้องส่งข้อมูลให้กับ สรรพากร โดยการส่งข้อมูลนี้ท่านชี้ชัดครับว่าจะเข้าข่ายธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ทันที ที่ท่านประกาศกฎหมายข้อนี้ขึ้นมา ที่ท่านประกาศข้อบังคับข้อนี้ขึ้นมามีการพูดถึงกันอย่าง กว้างขวาง สำหรับผมได้ยื่นญัตตินี้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมครับ เพราะหวังว่าจะสามารถแก้ไข ได้ทันท่วงเวลา ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๒ และกำหนดว่า ทุกธนาคารจะต้องส่งข้อมูลให้กับสรรพากรภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓ เหลือเวลาอีกแค่ เดือนเศษ ๆ ก็ไม่ทราบว่าจะทันหรือเปล่า แต่ก็จะพยายามอย่างเต็มที่ ปัญหาที่มันเกิดขึ้น คืออย่างไรครับ วันนี้เราจะเห็นได้ว่าเจตนาของรัฐบาลต้องการที่จะเอาผู้ค้าออนไลน์ (Online) มาเข้าระบบ ต้องการที่จะเก็บภาษีให้เป็นธรรม แต่เกณฑ์ที่ท่านกำหนดมาวันนี้ผมจะชี้ให้ท่าน เห็นว่ามันทำให้การค้าออนไลน์ (Online) เป็นธรรมหรือไม่ วันนี้ผู้ค้าออนไลน์ (Online) รายย่อยเขาไปเปิดบัญชีกับธนาคารทุกธนาคารเรียบร้อยแล้วครับ ในเมืองไทยมีอยู่ประมาณ ๑๕ ธนาคาร ๑ ธนาคารได้ ๓,๐๐๐ ครั้ง เขาไปเปิดบัญชี ๑๕ ธนาคารเรียบร้อยแล้ว แล้วถามว่า เราได้ข้อมูลนี้ไหม คำตอบคือไม่ได้ครับ วันนี้มีอาชีพใหม่ที่น่าสนใจมาก คือรับจ้างเปิดบัญชี เพื่อหลบเลี่ยงภาษี วันนี้เราได้ข้อมูลนั้นไหมครับ ไม่ได้ครับ ผู้ประกอบการรายใหญ่ขึ้นมาหน่อย เขาไม่จำเป็นครับ เขาไม่จำเป็นที่จะต้องมาใช้วิธีนี้แล้ว เขาเอาบัตรเครดิตไปผูกบัญชีเอาไว้ แล้วถ้าจะจ่ายเงินก็จ่ายเข้าบัตรเครดิต จะซื้อของก็ใช้บัตรเครดิตซื้อ ถามว่าเราได้ข้อมูลนี้ไหม ไม่ได้เช่นเดียวกันครับ ใหญ่ขึ้นมาอีกไปเปิดบริษัทอยู่ต่างประเทศ แล้วก็ไปขายของผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ต่างประเทศที่เรายังเก็บภาษีเขาไม่ได้ และเราถามว่าเราได้ข้อมูลเหล่านี้ไหม ก็ไม่ได้อีกเช่นเดียวกันครับ ฉะนั้นตัวอย่าง ๓ ๔ ๕ ตัวอย่างนี้ มันแสดงให้เห็นแล้วว่าหากท่านต้องการจะจัดการกับระบบฐานข้อมูลหรือระบบ ภาษีของผู้ค้าออนไลน์ (Online) เกณฑ์นี้ไม่เวิร์ก (Work) และผลกระทบกับผู้ค้าทั่วไปหรือผู้ที่ ไม่มีความสามารถในการปรับตัวล่ะครับเป็นอย่างไร ยกตัวอย่าง เราลองไปดูที่ตลาดไท ตลาดค้าส่งผลไม้ ในอดีตที่ผ่านมาคนจะซื้อผลไม้เพื่อไปทำอุตสาหกรรม เพื่อไปทำผลไม้ กระป๋อง เขาขับรถไปขนผลไม้ขึ้นรถถ่ายรูปส่งให้คนซื้อดู คนซื้อโอนเงิน วันนี้เขาไม่รับเงินโอน แล้วครับ เขารับเงินสดอย่างเดียว หมายความว่าคนที่จะซื้อของ คนขับรถต้องถือเงินมาด้วย ขนของขึ้นรถแล้วก็เอาเงินจ่ายยื่นหมูยื่นแมว ไม่ใช่เฉพาะวงการขายของสดอย่างเดียว วงการ ขายส่งทั่ว ๆ ไป ร้านค้าบอกว่าวันนี้ดิสทริบิวเตอร์ (Distributor) เอาของมาส่งให้ จะโอนเงิน ไปให้เขาบอกว่าไม่ต้องโอนเงินแล้วนะเจ๊ เดี๋ยวผมจะขับรถกลับไปเอาเงินสดกับเจ๊เอง นี่คือสิ่งที่ เกิดขึ้นครับท่านประธาน ร้านค้า ร้านรวงต่าง ๆ ที่ธนาคารเขาพยายามเอาคิวอาร์ โค้ด (QR code) ไปวางเอาไว้ แล้วก็บอกว่าต่อไปนี้เราจะไปสู่แคชเลส โซไซตี (Cashless society) เราจะเป็นสังคม ไร้เงินสด วันนี้ร้านค้าก็ไม่อยากรับสแกน คิวอาร์ โค้ด (Scan QR code) แล้วครับ ถามว่าทำไม กลัวเสียภาษีหรือ คำตอบก็คือทุกคนกลัวเสียภาษีหมดครับ แต่ทุกคนยินดีจะเสียภาษี ในสัดส่วนที่เขาสมควรจะเสีย สิ่งที่เขากลัววันนี้เขาไม่ได้อยากจะหลบเลี่ยงภาษี แต่เขากลัวว่า เขาจะถูกประเมินภาษีเพิ่ม เพราะอยู่ดี ๆ การทำธุรกรรมทางการเงินของเขากำลังจะถูกส่ง บัญชีไปที่สรรพากรแล้วบอกว่าเป็นธุรกรรมลักษณะเฉพาะ เขาเคยเสียอยู่แล้วเขาก็หวั่นเกรงว่า เขาจะเสียเพิ่ม รัฐบาลเรามีนโยบายออกมาว่า ๑ บัญชี วัน แอคเคานต์ (One Account) ให้ผู้ประกอบการทั้งหมดทำบัญชีแค่บัญชีเดียวเพื่อสิทธิประโยชน์ทางดอกเบี้ยจากธนาคาร ง่ายต่อการตรวจสอบ แต่พอกฎเกณฑ์นี้ออกมาเท่านั้นครับ เปลี่ยนจากแต่ก่อนเขาอาจจะมี ๒ บัญชี ๓ บัญชี เป็น ๕ บัญชีทันที ๕ บัญชีคืออะไรบ้างครับ ๑. บัญชีส่งสรรพากร ๒. บัญชี เงินสดมีแวต (VAT) ๓. บัญชีเงินสดไม่มีแวต (VAT) ๔. ออนไลน์ (Online) มีแวต (VAT) ๕. ออนไลน์ (Online) ไม่มีแวต (VAT) นี่คือสิ่งที่ผมชี้ให้เห็นครับว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น มันกำลังเป็นปัญหาและกำลังเป็นอุปสรรคต่อการที่เราจะก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด หรือแคชเลส โซไซตี (Cashless society) วันนี้หากเรามองว่ายอดค้าขายในออนไลน์ (Online) มีมูลค่าสูง และเราต้องการจะเอาเข้าระบบนั้น เราต้องหาวิธีที่มีความซับซ้อนกว่านี้ครับ วิธีแก้ปัญหา เช่นนี้มันเหมือนกับว่าวันนี้กุ้งฝอยราคาดี เราเห็นกุ้งฝอยอยู่ในบ่อน้ำจำนวนมาก เราก็เอาไฟฟ้า ไปช็อต เพราะเราอยากจะเอากุ้งฝอยมาขาย คำตอบก็คือกุ้งฝอยบางตัวตาย กุ้งฝอยบางตัวรอด แต่แน่นอนครับปลาตายจำนวนมากเช่นเดียวกัน นี่เท่ากับว่าการแก้ปัญหามันแก้ปัญหา ไม่ตรงจุด ผมและคณะจึงได้ขอเสนอให้สภาแห่งนี้ช่วยกันตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อศึกษาถึงผลกระทบของประมวลรัษฎากรนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสังคม ผลกระทบต่อวิถีชีวิต และผมก็ต้องฝากท่านกรรมาธิการที่จะตั้งด้วยว่าหากเราตั้งแล้วเราต้องมาลองทบทวนดูครับ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องเฉพาะสรรพากรหรือกระทรวงการคลังเท่านั้น เรื่องนี้ กระทรวงพาณิชย์ก็เกี่ยว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็เกี่ยว กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ก็เกี่ยว และที่เกี่ยวที่สุดคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะทุกกระทรวงวันนี้เราออกไปผลักดันให้ประชาชนบอกเธอค้าออนไลน์ (Online) สิ แต่สุดท้ายเรามาโดนดักตีด้วยสรรพากร ฉะนั้นวันนี้ทุกหน่วยงานจะต้องมาพูดคุยกันครับว่า ประกาศนี้ ประมวลรัษฎากรนี้มีปัญหาและอุปสรรคต่อกระทรวงต่าง ๆ ในการที่เขาจะผลักดัน นโยบายของเขาหรือไม่ ผมขอเสนอท่านกรรมาธิการคณะนี้ ในการพิจารณาท่านต้องหาวิธีที่จะ เอาข้อมูล หรือวิธีที่จะเรียกเก็บภาษีของประชาชนในลักษณะของการค้าออนไลน์ (Online) เช่นนี้ ไม่ใช่ด้วยวิธีการบังคับ แต่เป็นวิธีการสมัครใจ ถ้าภาษาอังกฤษเขาก็บอกว่าก็ควรจะไปให้ แทกซ์ คอมเพนเซต (Tax Compensate) หรือแทกซ์ แอดแวนเทจ (Tax Advantage) กับเขา หรือให้สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจเขาเข้ามาสู่ระบบของเรา ถ้าวันนี้ท่านยังคิดตัวอย่างไม่ออก ท่านเคยทำมาแล้วครับ ๑ ตัวอย่าง นั่นก็คือชิมช้อปใช้ วันนี้ท่านจะเห็นเลยครับ ทันที ที่รัฐบาลประกาศชิมช้อปใช้ ร้านค้าต่าง ๆ ทันทีที่เขารู้ว่าเขาต้องลงทะเบียนเขาถึงจะ สามารถรับเงินชิมช้อปใช้ได้ นั่นเขายินดีเข้าระบบด้วยความสมัครใจ ท่านต้องไปใช้มาตรการ ลักษณะนี้กับเขาครับ และท่านจะต้องเคลียร์ให้ชัดกับประชาชนของเราว่าในการประกาศ ในการแก้ประมวลรัษฎากรนั้นจุดประสงค์ของเราคืออะไร วันแรกท่านประกาศใช้ท่านบอกว่า ประกาศเพื่อจะเก็บภาษีให้เท่าเทียม สักพักหนึ่งพอมีกระแสสังคมมากขึ้นท่านบอกว่าวันนี้ ท่านประกาศ เพราะท่านต้องการอยากจะได้แค่บิ๊ก ดาต้า (Big Data) ซึ่งมันคนละเรื่องกัน วันนี้มันก็ต้องไปให้ชัดก่อน เพราะเราบังคับใช้กฎหมาย ๑ ครั้ง คนเดือดร้อนคือประชาชน ทั้งประเทศ เราต้องตกผลึกความคิดของเราก่อนว่าเราจะประกาศกฎหมายตัวนี้เพื่ออะไร ผมยังจะเสนอให้ท่านกรรมาธิการพิจารณาต่อไปอีกครับว่าแทนที่เราจะมาออกมาตรการ เช่นนี้ เราไปออกมาตรการที่มันใหญ่กว่านี้ไม่ดีหรือ อย่างเช่น การออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษี ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ซึ่งเรายังทำไม่ได้ ภาษีที่เราควรจะเก็บ ไม่ใช่มาเก็บกับ คนไทยที่เขาเริ่มหาช่องทางในการค้าขาย แต่เราควรจะไปเก็บกับคนต่างประเทศที่เขามาอาศัย ประโยชน์จากพวกเรา อย่างเช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) วันนี้เสียเงินโฆษณาไปภาษีไม่เสียสักบาท ยูทูบ (YouTube) อะเมซอน (Amazon) ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นนะครับ ถ้าเราไม่แก้ตัวนี้เราก็จะเห็น ประชาชนของเราได้รับการเอาเปรียบ วันนี้ท่านจะเห็นตัวอย่างหลายตัวอย่าง ซื้อของจาก เว็บไซต์ (Website) ต่างประเทศ ราคาเห็นในเว็บไซต์ (Website) พอใจแล้ว ส่งมาถึงบ้าน ปรากฏว่าไปรษณีย์แกะกล่องขึ้นมาบอกว่าสินค้าเธอยังไม่เสียภาษี โดนภาษีสรรพสามิตเข้าไป โดนแวต (VAT) เข้าไป นี่เท่ากับว่าประชาชนของเราถูกเอาเปรียบจากผู้ค้าต่างประเทศทันที ฉะนั้นกฎหมายที่ท่านควรจะพิจารณาคือการออกกฎหมายเพื่อจะเก็บภาษีจากธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ให้ได้

ประเด็นต่อไปที่จะต้องฝากท่านกรรมาธิการไปพิจารณา นั่นก็คือกลไกของรัฐ ในการที่จะเอื้อให้ผู้ประกอบการในไทยมีความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ วันนี้ เราพูดถึงอีวอลเลต (e-Wallet) วันนี้ในประมวลรัษฎากรนี้ก็พูดถึงอีวอลเลต (e-Wallet) ที่จะต้องส่งรายงานให้กรมสรรพากรเช่นกัน แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าการที่ใครจะเป็นเจ้าของธุรกิจอีวอลเลต (e-Wallet) ในประเทศไทยนั้นดูเหมือนมันเป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน กฎกติกามีเยอะแยะมากมาย เข้าใจได้ครับ หากท่านจะบอกว่ามันเป็นเหตุผลทางความเชื่อมั่น มันเป็นเหตุผลในการที่จะ คุ้มครองผู้บริโภค วันนี้ท่านมีเกณฑ์ครับว่าคนจะทำธุรกิจอีวอลเลต (e-Wallet) ต้องมีเงิน ฝากประจำเป็นหลักประกันเอาไว้ ๒๐๐ ล้านบาท คำว่า ๒๐๐ ล้านบาท ถามว่าเยอะไหม เยอะครับ ถามว่าน้อยไหม น้อยมากสำหรับรายใหญ่ แต่ถามว่า ๒๐๐ ล้านบาทเป็นสาระ สำคัญไหม ไม่ใช่ครับ เพราะผมเชื่อว่าคนที่ทำธุรกิจอีวอลเลต (e-Wallet) หรือทำธุรกิจอื่นใด ก็ตามเขาทำได้วงเงินเท่าไรอยู่ที่วงเงินเขาค้ำประกัน แต่วันนี้ถ้าท่านตั้งกำแพง ๒๐๐ ล้านบาท หมายความว่าคนชั้นกลางชั้นล่างไม่มีสิทธิเข้าสู่ธุรกิจนี้ครับ ต้องมีแต่คนรวยเท่านั้น ส่วนเส้นทางการเงินมันแน่นอนครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยท่านต้องส่งให้ ปปง. เพื่อไป ตรวจสอบเส้นทางทางการเงินเพื่อป้องกันเงินผิดกฎหมายเข้ามา อันนี้เห็นด้วยครับ แต่ขั้นตอน ของท่านนานไป บางรายยื่นไป ๒ ปี บางรายยื่นไป ๒ ปียังไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งผมเห็นว่า มันไม่ควรจะเป็นมาตรฐานของประเทศไทยในยุคปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุทั้งปวงนี้ผมจึงเห็นว่า พวกเราควรจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะ ระบบยุคใหม่มันขับเคลื่อนได้และเราไหวตัวก่อน เพราะวันนี้ถ้าท่านติดตามข่าวท่านก็จะเห็นว่า ในโลกของเรากำลังจะมีเงินสกุลอื่น ๆ ที่เป็นเงินสกุลดิจิทัลเกิดขึ้นมาเยอะมาก หากเราไม่หาทาง เตรียมรับมือไว้ก่อนและเรามาแก้ปัญหาเมื่อสายเกินไป วันนั้นเงินของไทยจะหลั่งไหลไปที่ใด เราก็ไม่อาจทราบได้ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าประชาชนมีความยินดีที่จะเสียภาษี ที่เท่าเทียมกันบนพื้นฐานที่เขาไม่คลางแคลงใจว่าวันนี้ทำไมฉันเป็นรายย่อยแล้วฉันถูกรีดภาษี แต่รายใหญ่กลับได้รับการยกเว้นภาษีโดยตลอด ดังนั้นความหวังครั้งนี้ผมจึงขอฝากไว้กับ ท่านกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ขอบพระคุณมากครับ