ปกรณ์วุฒิ อภิปรายร่างประมวลรัษฎากรภายใต้โครงการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ โดยเห็นด้วยกับเป้าหมายการเพิ่มรายได้ของรัฐ แต่แสดงความกังวลต่อความไม่พร้อมของผู้ประกอบการรายย่อยและระบบเนชันนัล อีเพย์เมนต์ที่ยังไม่สมบูรณ์ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการขาดรายงานประเมินผลกระทบทางกฎหมายที่โปร่งใส และตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบในการวิเคราะห์ข้อมูลภาษี โดยเปรียบเทียบกับความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายภาษีคริปโทเคอร์เรนซีที่ผ่านมา
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปรายในญัตติของท่านสิริพงศ์ ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ญัตติที่ผมจะอภิปรายวันนี้จะเกี่ยวเนื่องกับ ๑ ใน ๔ โครงการหลักภายใต้ระบบ ที่เราเรียกว่าเนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) ในส่วนที่เรียกว่าโครงการระบบ ภาษีและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าวัตถุประสงค์ของการแก้ประมวลรัษฎากรฉบับนี้จะพูด ไว้ว่าอย่างไร แต่ถ้าเราพูดกันแบบตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมนี่นะครับ จุดประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ ก็คือการเก็บรายได้เข้ารัฐให้มากขึ้น แล้วก็แน่นอนกลุ่มเป้าหมายหลักของกฎหมายฉบับนี้ ก็คือผู้ประกอบธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา ซึ่งปัจจุบันยังมีหลายรายที่ไม่ได้เสียภาษี อย่างถูกต้อง ซึ่งอันที่จริงผมก็ไม่ได้เห็นแย้ง ก็เห็นด้วย เพราะว่าการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของ ประชาชนทุกคนอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหาเป็นสาเหตุง่าย ๆ เลยคือความไม่พร้อม อันดับแรกตอนพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้มีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบ จากการออกกฎหมายหรือที่เราเรียกว่าเรกกูลาทอรี อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Regulatory Impact Assessment) หรือถ้ามีก็ไม่ได้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพราะว่าผมค้นไม่เจอ ทั้ง ๆ ที่ประเด็นของกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่ผู้ประกอบธุรกิจในรูปแบบบุคคล ธรรมดาเท่านั้นครับ แต่มันยังกระทบไปถึงสถาบันการเงินต่าง ๆ แล้วก็หน่วยงานภาครัฐเอง โดยเฉพาะกรมสรรพากร ผมมีสไลด์ (Slide) ประกอบการอภิปราย ผมขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
แต่อย่างไรก็ตามครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญ ใน สนช. ซึ่งกรรมาธิการได้ให้ความเห็นไว้เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ข้อมูลที่สรรพากรจะมานำมาใช้ที่เราเรียกว่าธุรกรรมลักษณะเฉพาะนั้น จะต้องพัฒนาระบบ การทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการคัดเลือกรายที่จะตรวจสอบ ซึ่งต่อมาในเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ กระทรวงการคลังก็ยื่นชี้แจงว่ากรมสรรพากรอยู่ระหว่าง การพัฒนาระบบนำเข้าและคัดแยกข้อมูลเพื่อบริหารการจัดเก็บภาษี ซึ่งระบบที่กระทรวง การคลังพูดถึงนี้ก็คือเนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) ทีนี้เนื้อหาของ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลใช้บังคับไปแล้ว ทำให้สถาบันการเงินจะต้องส่งข้อมูลให้สรรพากรภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓ ในสไลด์ (Slide) พิมพ์ผิดขออภัยด้วยครับ แต่เราลองมาดูไทม์ไลน์ (Timeline) ของโครงการเนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) กันนะครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป ตามภาพคือเป็นเอกสารประกาศผู้ชนะการเสนอราคาพัฒนาระบบ นำเข้าและคัดแยกข้อมูลการชำระเงิน หรือเนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) ประกาศไปเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๑ ซึ่งในสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เงื่อนไขการส่งมอบ ตามสัญญาคือ ๕๔๐ วันหลังจากเซ็นสัญญา นับเอาคร่าว ๆ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปด้วยครับ คือจะครบกำหนดการส่งมอบครั้งสุดท้ายในช่วงกลางเดือนมีนาคมครับ นี่เรายังไม่ได้นับ กระบวนการการตรวจรับ คือเหลือเวลาแกป (Gap) อยู่น้อยมากที่จะถึงเดดไลน์ (Deadline) ที่สถาบันการเงินส่งข้อมูลให้สรรพากร แต่แน่นอนครับ คือจริง ๆ โครงการนี้น่าจะใกล้เสร็จสิ้น เต็มทีแล้ว การส่งมอบรอบสุดท้ายจะเป็นแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ของงานเท่านั้น แต่เราลองมาดู ในสไลด์ (Slide) ถัดไปว่า ๕ เปอร์เซ็นต์สุดท้ายของการส่งมอบมีอะไรบ้าง เป็นระบบตามใน สไลด์ (Slide) นี่นะครับ ถ้าลองอ่านดูจะรู้เลยว่ามันเป็นระบบที่สำคัญทั้งสิ้นในการบังคับใช้ กฎหมายฉบับนี้ ผมจึงตั้งคำถามกับความพร้อมของระบบนี้อย่างมากว่า เราพร้อมใช้แล้ว จริงหรือเปล่า ก็จบสไลด์ (Slide) แล้วนะครับ พอพูดถึงความไม่พร้อม ผมขออนุญาต เทียบเคียงอีกกรณีหนึ่งครับ คือพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่าภาษีคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) เป็นกฎหมาย ที่ระบุว่าให้มีการเก็บแคพิทอล เกนส์ แทกซ์ (Capital Gains Tax) หรือภาษีจากกำไรในการ ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือบิตคอยน์ (Bitcoin) หรือเหรียญต่าง ๆ บิตคอยน์ (Bitcoin) พุ่งขึ้นมาตอนปลายปี ๒๕๖๐ รัฐตกใจกลัวเก็บภาษีไม่ได้ เลยรีบออก กฎหมายมีผลไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๑ ทำงานกันเร็วกว่าแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อีกนะครับ เรื่องการเก็บภาษีนี่เร็วกันมาก ผลที่ได้คืออะไร ผลที่ได้ก็คือกฎหมาย ฉบับนี้กำหนดให้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่เกิดจากกำไรจากการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) นำส่งให้สรรพากร ๑๕ เปอร์เซ็นต์ โดยผู้ที่นำส่งคือเว็บ (Web) ที่ทำการเทรด (Trade) สกุลเงินดิจิทัล ประเด็นคือผมไม่มั่นใจว่าคนที่ออกกฎหมายนี้มามีคนที่รู้จักสกุลเงิน ดิจิทัลสักกี่คน มันไม่ใช่การซื้อขายหุ้นที่เป็นระบบปิดที่เราจะรู้ต้นทุน กำไรของทุกคนที่เทรด (Trade) การได้มาของสกุลเงินดิจิทัลเราซื้อขายที่ไหนในโลกก็ได้ แล้วมันไม่ใช่การซื้อขาย เท่านั้นด้วย มันยังมีระบบที่ท่านประธานอาจจะเคยได้ยินว่าการขุดบิตคอยน์ (Bitcoin) ประเด็นก็คือระบบแบบนี้เว็บ เทรด (Web trade) ไม่มีทางรู้ต้นทุนของลูกค้า เมื่อไม่รู้ต้นทุน ก็ไม่รู้กำไร เมื่อไม่รู้กำไรก็ไม่สามารถนำส่งภาษี ณ ที่จ่ายได้ เป็นผลให้ถึงทุกวันนี้กฎหมาย ฉบับนี้มีผลบังคับใช้มาเกือบ ๒ ปี แต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้เลย นี่เรายังไม่นับนะครับว่า สามารถไปขายบิตคอยน์ (Bitcoin) ต่างประเทศโดยที่ไม่เสียภาษีสักบาทก็ทำได้ นี่คือผลของ การออกกฎหมายโดยไม่พร้อม เรากลับมาที่เนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) ตามที่กรมสรรพากรชี้แจงว่าระบบเนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) จะทำให้ การเลือกบุคคลที่จะถูกตรวจสอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ระบบคอมพิวเตอร์ จะเลือกให้ ซึ่งผมเองก็ยังตั้งคำถามนะครับ เพราะตามข้อมูลจากเว็บ (Web) กรมสรรพากร รูปแบบข้อมูลของธุรกรรมลักษณะเฉพาะที่สถาบันการเงินต้องส่งให้กรมสรรพากรมีรูปแบบ ดังนี้ จะมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขบัญชี จำนวนทรานแซกชัน (Transaction) แล้วก็ มูลค่ารวมตลอดทั้งปี ผมก็ยังสงสัยว่าข้อมูลแค่นี้ละเอียดพอขนาดเอาไปต่อยอดเพื่อวิเคราะห์ ในลักษณะของบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ได้จริงหรือ กรมสรรพากรบอกว่ามีการเข้ารหัสข้อมูล อยู่แล้ว เพราะมันเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ถ้ามีการเข้ารหัสอยู่แล้วทำไมเราถึงไม่ใช้ข้อมูลที่มี รายละเอียดมากกว่านี้ บวกกับการที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ ท่าน ส.ส.ไกลก้องได้อภิปรายไปแล้ว จะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งในส่วนของภาครัฐเอง ที่วิเคราะห์ข้อมูลได้ดีขึ้น แล้วในส่วนของประชาชนที่สามารถตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล ของตนเองได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามในการแก้ประมวลรัษฎากร ๒ ฉบับที่ผมพูดถึงไป มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือเมื่อประชาชนถูกเรียกไปตรวจสอบ ในกระบวนการตรวจสอบ ของที่มาที่ไปของเงิน รายรับรายจ่ายของการทำธุรกิจ กำไรต้นทุนของการเทรด (Trade) ทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อยู่ดีครับ อย่างที่ ส.ส.ชวลิตก็ได้กล่าวไปแล้วว่า จะเป็นโทษอย่างไร การออกแบบฐานข้อมูลที่ดีกว่านี้มันจะเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่านี้ แล้วลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ได้มากกว่านี้ เพราะอะไร เพราะผมคิดว่าท่านประธานแล้วก็ เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็น่าจะเห็นตรงกันว่า คำว่า ดุลพินิจ ของเจ้าหน้าที่มันคือต้นตอ ของการคอร์รัปชัน ผมขอไม่เหมารวมแล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตด้วย แต่เรื่องนี้ ก็คงเป็นเรื่องที่เราปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ และมันก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่า เขาจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันจริงหรือไม่ เวลาออกกฎหมายรัฐคิดอย่างเดียว รัฐคิดถึง โกล (Goal) หรือเป้าหมายคือต้องเก็บภาษีให้ได้ แต่รัฐไม่ได้เคยนึกถึงสิ่งที่เรียกว่ายูสเซอร์ เจอร์นี (User Journey) ว่าระหว่างทางประชาชนเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้างในกระบวนการ นั้น ๆ ปัญหานี้มันไม่ได้เกิดแค่เรื่องนี้ ระบบราชการไทยเราละเลยเรื่องนี้มากที่สุด เราไม่เคย สนใจว่าประชาชนจะต้องไปเผชิญกับอะไรบ้างในกระบวนการที่จะต้องไปติดต่อหรือดิว (Due) กับภาครัฐทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานไหน สุดท้ายจริง ๆ คือผมยืนยันว่าการจ่าย ภาษีคือหน้าที่ของประชาชนทุกคน ผู้มีรายได้จำเป็นจะต้องจ่ายภาษี แต่หน้าที่ของรัฐ คือการสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เพราะจริง ๆ แล้ว ความเจ็บปวดของประชาชนมันไม่ใช่การควักเงินจ่ายภาษีให้รัฐ มันคือการที่เขาต้องควักเงิน จ่ายภาษีให้รัฐ แต่คนรวยสามารถเลี่ยงภาษีได้ มันคือการที่เขาต้องควักเงินจ่ายภาษีให้รัฐ แต่คนรวยบินไปขายบิตคอยน์ (Bitcoin) ที่ต่างประเทศโดยที่ไม่เสียภาษีสักบาท การที่เขา ต้องควักเงินจ่ายภาษีให้รัฐแต่เขากลับเห็นเศรษฐีปลูกต้นมะนาวกลางกรุงเทพฯ เพื่อเลี่ยงภาษี นี่ล่ะครับคือความเจ็บปวดของประชาชน ดังนั้นผมจึงหวังว่าหากมีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้เราจะต้องทำการศึกษาเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนผู้เสียภาษีได้รับความมั่นใจว่า จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจากภาครัฐครับ ขอบคุณมากครับ