พุทธิพงษ์ แจงรัฐบาลดิจิทัล เห็นความจำเป็นโครงสร้างชัด-ลดขั้นตอนราชการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ หารือความจำเป็นในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล โดยเน้นการจัดโครงสร้างความรับผิดชอบที่ชัดเจนตั้งแต่ระดับชาติถึงระดับจังหวัด พร้อมเสนอให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้รับผิดชอบหลักเพื่อแก้ปัญหาความไม่ต่อเนื่องจากการเปลี่ยนตำแหน่งซีไอโอ รวมถึงผลักดันการพัฒนาบุคลากร การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการลดขั้นตอนราชการด้วยระบบดิจิทัล โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของกรมบังคับคดีที่ลดขั้นตอนการขอเงินคืนจาก 22 เหลือเพียง 2 ขั้นตอนเพื่อแสดงประสิทธิภาพของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคม

กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ท่านไกลก้อง ไวทยการ จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากแล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณจริง ๆ ที่ได้มีโอกาสได้ถาม เรื่องนี้เพื่อที่จะได้ชี้แจงให้กับท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ ได้ติดตามด้วยนะครับ

ในคำถามที่ ๑ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนเข้าไปสู่รัฐบาล ดิจิทัล สิ่งที่สำคัญที่สุดอันแรกก็คือเรื่องบุคลากร หน่วยงานของภาครัฐทุก ๆ กระทรวงในทุกระดับ จะขับเคลื่อนไปสู่รัฐบาลดิจิทัลได้ สาระสำคัญจริง ๆ ต้องอยู่ที่ผู้บริหารกระทรวงก่อน แล้วก็ผู้บริหารประเทศ ทางรัฐบาลชุดนี้ได้เห็นความสำคัญตรงนี้และได้แบ่งการทำงาน ในเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศหรือว่ากระบวนการขับเคลื่อนดิจิทัลของภาครัฐ โดยรวมออกเป็น ๔ ลำดับ ซึ่งในอดีตอาจจะไม่ได้มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบได้ชัดเจนขนาดนี้

ระดับที่ ๑ ก็คือเป็นระดับชาติ ซึ่งระดับชาติหมายถึงว่าจะมีในรูปแบบที่เป็น คณะกรรมการ ซึ่งในปัจจุบันจะมีท่านรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง มีรัฐมนตรี อย่างเช่นกระทรวงของผมเองก็เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการ แล้วก็มีหน่วยงานอย่างเช่น ก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องบุคลากรในแต่ละกรมแต่ละหน่วย เป็นกรรมการ อันนี้คือระดับชาติซึ่งก็จะเป็นระดับนโยบายตามที่เราได้ทราบกัน

ระดับที่ ๒ ที่เกิดขึ้นมาใหม่เป็นระดับกระทรวง ซึ่งจะมีบุคลากรที่เข้ามา รับผิดชอบก็คือเบอร์ ๑ ของกระทรวงก็คือระดับปลัดกระทรวง ฉะนั้นซีไอโอ (CIO) ในอดีต มักจะมีปัญหาโดยการที่แต่ละกระทรวงจะตั้งซีไอโอ (CIO) ของกระทรวงของตัวเอง ซึ่งตำแหน่งนั้น ๆ มักจะเป็นตำแหน่งที่ตั้งไว้เฉย ๆ หาคนรับผิดชอบบางทีก็เอารองปลัดเป็น ตำแหน่งที่หมุนเวียนกันมา ท่านรองปลัดท่านไหนได้ขึ้นมาเป็นท่านรองปลัดท่านใหม่ก็เป็น ซีไอโอ (CIO) กระทรวงดูแลเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้ง ๆ ที่บางทีความเข้าใจและ ความรับรู้ในกระทรวงนั้น ๆ อาจจะไม่มากพอ ซึ่งอันนี้เราเข้าใจ เพราะฉะนั้นในระดับที่ ๒ คือระดับกระทรวงตัวปลัดกระทรวงต้องรับผิดชอบคนเดียว อันนี้คือระดับที่ ๒

ระดับที่ ๓ ก็ลงไปถึงระดับกรมแล้วก็หน่วยงานซึ่งจะมีอธิบดีหรือเทียบเท่า ลงไปกำกับหน่วยงานกรมต่าง ๆ ซึ่งก็จะมีอยู่มากในระบบราชการ

ระดับที่ ๔ ก็เป็นระบบลงไปถึงระดับจังหวัด ซึ่งก็จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ที่ถามตามคำถามที่ท่านสมาชิก ได้ถามว่าข้าราชการระดับไหนบ้าง แต่ก่อนเรามีระดับเดียวก็คือซีไอโอ (CIO) ของหน่วยงาน นั้น ๆ ซึ่งจะมีความเข้าใจหรือว่าจะเป็นบุคคลากรคนไหนก็แล้วแต่จะตั้งขึ้นมา และที่ผ่านมา เราประสบปัญหาจริง ๆ ว่าเป็นตำแหน่งที่หมุนเวียนกันไปโดยที่ไม่ได้ทำงานต่อเนื่องและ เข้าใจระบบนี้จริง ๆ

ทีนี้พอ ๔ ระดับที่เราได้มีการแบ่งลงไปจากนโยบายลงไปถึงการปฏิบัติ แม้กระทั่งในท้องถิ่น ในต่างจังหวัดเรามีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนขับเคลื่อน เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าแนวคิดนโยบายที่เราอยากจะปรับเปลี่ยนให้ระบบข้าราชการต่าง ๆ เข้ามาสู่ดิจิทัล ก็จะทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือมีความรับผิดชอบในทุกขั้นตอนแล้วก็ หน่วยงาน อันนี้ก็เป็นเบื้องต้นในคำถามที่ ๑ นะครับ

ในคำถามที่ ๒ ในเรื่องของแผนงานการพัฒนาบุคลากรต่าง ๆ อันนี้ก็เป็น แนวทางที่สำคัญมาก เมื่อเรามีการรับผิดชอบแล้วการเข้าสู่กระบวนการดิจิทัลที่สำคัญ อีกอันหนึ่งคือผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ ดิจิทัลไม่ได้หมายความว่าอยู่ดี ๆ แล้วมีอุปกรณ์ มีคอมพิวเตอร์ใหม่ มีเครื่องซีพียู (CPU) หรือมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เทคโนโลยีใหม่ ๆ แล้วจะทำให้องค์กรนั้น หรือว่าหน่วยงานนั้นได้รับการปฏิรูป ไม่ใช่ ทุกอย่างต้องเริ่มมาจากบุคลากรในองค์กรนั้น ๆ เพราะฉะนั้นการพัฒนาบุคลากรในทุก ๆ ระดับมีความสำคัญมาก ซึ่งในเรื่องนี้ทางรัฐบาลก็ได้ มอบหมายให้ ๒ หน่วยงานทำงานร่วมกัน หน่วยงานที่ ๑ ก็คือ สพร. ซึ่งอันนี้เรารู้จักอยู่แล้ว ว่า สพร. เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาได้ไม่นานนักแต่มีหน้าที่รับผิดชอบในการเข้าไปให้ ความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่จะนำรัฐบาลไปสู่รัฐบาลดิจิทัลต้องให้หน่วยงานนี้ เข้าไป เหมือนเข้าไปสอน เข้าไปฝึก เข้าไปอบรม เพราะฉะนั้นเขาก็จะมีหลักสูตรต่าง ๆ กับอีกหน่วยงานที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดก็คือ ก.พ. เพราะ ก.พ. คือบุคลากรของ ภาครัฐที่จะจัดวางต่าง ๆ ว่าบุคลากรไหนควรอยู่ที่ไหน ต้องการอะไร ระดับไหน ยังขาดเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นพอ ๒ หน่วยงานนี้มาทำงานร่วมกันก็จะตรงจุด ตรงเป้าและสามารถเข้าไปแก้ไข ปัญหาในเรื่องของบุคลากรในการพัฒนาได้นะครับ เนื่องจากเวลาอาจจะมีไม่ได้มากนัก ผมเรียนว่าจริง ๆ หลักสูตรที่เขาเตรียมมามีเป็นหลักสิบหลักร้อยที่เข้าไปพัฒนา เพียงแต่ว่า ผมจะพยายามยกตัวอย่างบางอันเท่านั้นเอง เช่น มีหลักสูตรในการพัฒนาอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับผู้บริหารระดับสูง หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่ระบบดิจิทัล สิ่งแรก ที่ต้องทำก็คือการเปลี่ยนหรือเข้าใจ หรือการเปลี่ยนมายด์เซต (Mindset) ของผู้บริหาร เพราะฉะนั้นผู้บริหารตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง ท่านผู้ตรวจ ที่ปรึกษา และแม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเข้าผ่านการอบรมในหลักสูตรรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งอันนี้เป็นเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อผู้บริหารระดับสูงเข้าใจไม่ว่า ท่านไหนจะขยับขึ้นมาในตำแหน่งผู้บริหารในอนาคต ความต่อเนื่องและความเข้าใจในเรื่อง ของการปฏิรูปเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะมีขึ้นและทำได้อย่างต่อเนื่องแล้วก็เข้าใจในระบบ ทั้งหมด ในระดับรองลงมาอย่างเช่นระดับการบริหารของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรา เรียกว่าอี-กัฟเวิร์นเมนต์ เอ็กเซ็กคูทีฟ โปรแกรม (e-Government Executive Program) อันนี้ก็เป็นระดับหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ ก็ต้องเข้ามาทำความเข้าใจว่าจะไปบอกทีมงาน จะประชุม จะใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ อะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับการนำไปสู่อี-อิเล็กทรอนิกส์ (e-Electronic) และเดี๋ยวสุดท้ายผมจะพูดถึงเรื่องการเปิดเผยข้อมูลอีกทีนะครับ อันนี้ก็เป็น ตัวอย่างที่เราพยายามที่จะผลักดันให้กับหน่วยงานทุกหน่วยงานได้มีหลักสูตรแล้วก็เข้าไป แก้ไขระบบนี้ อีกอันหนึ่งที่เป็นหลักสูตรที่สำคัญและผมเชื่อว่าทางท่านสมาชิกคงให้ ความสำคัญในเรื่องนี้ก็คือว่าเป็นหลักสูตรการสร้างกระบวนการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่รัฐบาล ดิจิทัล หลักสูตรกระบวนการการเปลี่ยนผ่านหมายถึงว่าทุกหน่วยงานมีความพร้อม ที่แตกต่างกันไป บางหน่วยงานมีความพร้อมมาก บางหน่วยงานมีความพร้อมน้อย บางหน่วยงานไม่พร้อมด้วยอุปกรณ์ ไม่พร้อมด้วยบุคลากร หรือแม้กระทั่งไม่เข้าใจว่าจะทำ อย่างไรว่าตัวเองอยู่ในขั้นตอนไหน ไม่มีใครที่จะวิ่งไปถึงเส้นชัยได้โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องผ่าน บันไดกี่ขั้น กี่ขั้นตอน นี่คือสิ่งที่ทาง สพร. ทางหน่วยงานแล้วก็รัฐบาลพยายามเข้าไปเป็น เหมือนพี่เลี้ยง ค่อย ๆ พัฒนาทั้งคน พัฒนาทั้งระบบความคิดแล้วก็พัฒนาทั้งขั้นตอน กระบวนการที่จะนำไปสู่ขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายเดี๋ยวผมจะมาตอบให้ในคำถาม ข้อ ๓ ว่าการนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากรัฐบาลดิจิทัลคืออะไรบ้าง ในแนวทางการพัฒนาคน ทั้งหมดทุกอย่างก็ถูกบรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติด้วย แต่รัฐบาลเข้าใจว่าในยุทธศาสตร์ชาติ เวลาพูดถึงมันจะดูกว้าง ๆ แต่ว่าขั้นตอนการนำไปสู่การปฏิบัติเมื่อเรามีผู้บริหารดังที่ ผมเรียนไปว่า ๔ ขั้นตอน ทั้ง ๔ ขั้นตอนตั้งแต่ระดับชาติ ระดับกระทรวง ระดับกรม ลงไปถึง ระดับจังหวัด ถ้าทำงานไปในทิศทางเดียวกันผมเชื่อว่าเรามีเป้าหมายและเราสามารถที่จะ แก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ อันนี้คือแนวทางในการพัฒนาเบื้องต้นนะครับ

ในคำถามที่ ๓ อันนี้อาจจะต้องใช้เวลาสักเล็กน้อย คือว่าแล้วเมื่อเรา เตรียมพร้อมทั้งหมดทั้งคนและแผนพัฒนาบุคลากร กลไกและบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ไปสู่รัฐบาลดิจิทัลมีอะไรบ้าง ผมเรียนสุดท้ายเลยเวลาเรามองภาพคือทำอย่างไรก็ได้ที่ให้ พี่น้องประชาชนได้ใช้ประโยชน์และมีความสะดวกสบายกับการใช้ระบบดิจิทัลเข้ามา ลดระยะเวลา ลดจำนวนเอกสารที่ต้องใช้ การใช้กรอกแบบฟอร์มที่เคยกรอก ๑๐ ใบ ทำอย่างไรให้มีการได้ลดลงมาให้น้อย ค่าทะเบียน ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้เข้าไปอยู่ในระบบ อิเล็กทรอนิกส์ไม่จำเป็นต้องมีค่าธรรมเนียมแล้วถ้าเกิดเรากรอกทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่สาระสำคัญที่รัฐบาลหรือว่าอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) ต้องเกิดขึ้นให้ได้คือ การเชื่อมต่อข้อมูล สิ่งที่ผมเรียนไปทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าฐานข้อมูลทั้งหมดมันไม่เชื่อม หากัน กระทรวงแต่ละกระทรวงสามารถจะลดข้อมูล ลดเอกสาร ลดเวลาให้กับพี่น้อง ประชาชนได้ จะลดไม่ได้ถ้าเขาไม่สามารถพูดคุยกันได้ ถ้าพูดง่าย ๆ คือหลังบ้านถ้ายัง ไม่เชื่อมต่อกันไม่มีทางที่จะทำให้เป็น ซิงเกิล วินโดว์ (Single Window) หรือว่าเป็นหน้าต่าง หน้าต่างเดียวที่สามารถให้ประชาชนยื่นจุดเดียวแล้วหลังบ้านไปพูดคุยกันเองแล้วก็บริการ ประชาชนให้ได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าตัวโอเพน ดาต้า (Open Data) หรือว่า คอนเนกเต็ด ดาต้า (Connected Data) มันต้องเกิดขึ้นได้ เพียงแต่ว่าการเกิดขึ้นได้นั้น ซีไอโอ (CIO) ทุกคนต้องกลับไปประเมินตัวเองแล้วดูตัวเองว่าหน่วยงานที่ตัวเองรับผิดชอบ อยู่นั้นมีอะไรบ้างที่ตัวเองต้องแก้แล้วทำไป สพร. พร้อมที่จะเข้าไป และวันนี้ผมขออนุญาต ยกตัวอย่าง ผมเชื่อว่าท่านประธานและท่านสมาชิกอาจจะอยากฟังว่าตัวอย่างที่เราทำไปแล้ว และเห็นเป็นรูปธรรมคืออะไร สั้น ๆ ก็คืออย่างเช่น ในเรื่องของกรมบังคับคดี วันนี้กรมบังคับคดี เคยมีการเรียกว่าขอเงินคืนหรือว่าเป็นเรื่องของเงินในการที่จะใช้ในการประกันหรือในการขอเงินคืน แต่ก่อนต้องใช้ขั้นตอนประมาณ ๒๒ ขั้นตอน แต่เมื่อทางท่านอธิบดีได้นำระบบดิจิทัลเข้ามา สามารถลดขั้นตอนตรงนี้ได้เหลือแค่ ๒ ขั้นตอน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าประหยัดทั้งเวลา ประหยัดทั้งโอกาสของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นผมเรียนว่านี่เป็นตัวอย่างที่เราพยายาม ทำให้การเปิดเผยข้อมูลและการนำเข้าไปใช้ข้อมูลได้มีประโยชน์มากที่สุดครับ