อนุพงษ์ เผ่าจินดา หารือผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมที่ส่งผลรุนแรงต่อเกษตรกรกว่า 30 ล้านคน โดยเฉพาะในอุบลราชธานี ที่ผลผลิตอ้อยและพืชเกษตรลดลงอย่างหนัก พร้อมเสนอมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ทั้งการกำหนดราคาสินค้าเกษตรอย่างเป็นธรรม การสนับสนุนทุนประกอบอาชีพ และการจ้างงานเพื่อฟื้นฟูการผลิตอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป
กราบเรียน ท่านประธานสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ เนื่องจากเกิดปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้น แน่นอนว่า จะต้องส่งผลกระทบต่อกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็คือกลุ่มประชาชนที่ทำด้านการเกษตร หรือเราเรียกเศรษฐกิจฐานราก ประมาณ ๓๐ ล้านคนที่ทำด้านการเกษตรอยู่ในทุก ๆ สาขา ไม่ว่าจะเป็นไร่ เป็นนา เป็นสวน เป็นปศุสัตว์หรือประมง ในส่วนนี้ผมขอเรียนว่ามาตรการ ที่ช่วยเหลือพื้นฐานในขณะนี้ขั้นต้นเลยแต่เป็นจำนวนน้อยมาก และผมเข้าใจว่าท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติก็คงไม่ค่อยจะเห็นด้วย เพราะมันแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนไม่ได้ แต่กฎหมาย เป็นเช่นนั้น เรามีพระราชบัญญัติถ้าเราประกาศพื้นที่ภัยแล้ง แล้วประกาศพื้นที่ช่วยเหลือ ตามระเบียบกระทรวงการคลังเราก็จะมีเงินช่วยเหลือแต่จำนวนน้อยมาก ผมขอยกตัวอย่าง นา ๑,๑๑๓ บาท การลงทุนของนาเฉพาะที่เราพอจะว่าถูกก็ประมาณเกือบ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาทต่อไร่แล้ว เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนจะมีความเดือดร้อนแน่ แต่อย่างไรก็ตามนั่นเป็นพื้นฐานที่กฎหมายให้ทำได้ ต่อจากนั้นมาดูว่ารัฐบาลมีแนวทาง ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอะไรบ้างในการประกอบอาชีพทำมาหากิน ก็จะมีเรื่องของ ธ.ก.ส. ลดดอกเบี้ยเงินกู้บ้าง ขยายเวลาชำระหนี้บ้าง โครงการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต อย่างไรก็ตามเมื่อผมพิจารณาดูแล้วประชาชน ก็ยังไม่น่าจะมีชีวิตที่ดีได้ เช่น ไม่สามารถจะประกอบอาชีพในฤดูการผลิตต่อไป เพราะฤดูนี้ ไม่ได้อะไรเลย ไม่ว่าช่วงหนึ่งโดนน้ำท่วม อีกช่วงหนึ่งมาโดนแล้ง ในเรื่องนี้ทางรัฐบาลกำลัง พิจารณาหาทางที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยเป้าหมายแรกต้องให้เขาปลูกพืชได้ ในครอป (Crop) ต่อไปหรือในฤดูการผลิตต่อไป โดยใช้แนวทางที่พยายามจะใช้กันที่เราเรียกว่า ต้องใช้ทับศัพท์ว่าโซนนิง (Zoning) โดยให้เหมาะกับพื้นที่ว่าควรจะปลูกอะไร แล้วก็เหมาะสม กับด้านการตลาดเพื่อเป็นการที่จะดึงพี่น้องประชาชนให้ไปทำด้านการเกษตรที่เหมาะสม ต้องมีแน่นอนแล้วจะต้องทำให้เขายืนให้ได้ โดยมาตรการนี้กำลังพิจารณาว่าจะต้องทำ อย่างไรในการเพาะปลูกครอป (Crop) ต่อไป อย่างไรก็ตามในส่วนนี้ระยะเวลาตั้งแต่บัดนี้ จนถึงการเริ่มต้นในครอป (Crop) หน้า ก็ยังมีปัญหาว่าเขาจะอยู่อย่างไร ในช่วงนี้ทางรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีแผนงานที่จะลงไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เช่น การปลูกพืชน้ำน้อยท่านก็ยังสามารถปลูกได้ เปลี่ยนไปเลี้ยงโคขุน เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น มีวิสาหกิจชุมชน มีหลายโครงการด้วยกันเพื่อจะให้เขาอยู่ได้ในส่วนนี้ เรียนว่าคงจะต้องมี มาตรการไปช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนที่เขาเจอภัยแล้งอย่างที่ว่านี้
กระผมขอเรียนเรื่องของอ้อยสักเล็กน้อย ในปีนี้สถานการณ์เนื่องจากฝนหายไป ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑,๐๐๐ กว่ามิลลิเมตร เหลือประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ มิลลิเมตร เพราะฉะนั้นชาวไร่อ้อยเขาบอกว่าผลผลิตเขาหายไป คือใครได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ก็เก่งในขณะนี้ ของอ้อยนะครับ ท่านได้พูดถึงว่ารัฐบาลไม่มีโครงการช่วยเหลือและเมื่อก่อนมี เมื่อก่อนนี้ ท่านคงหมายถึงไตรภาคีซึ่งมีการช่วยเหลือกันอยู่ ไตรภาคีต้องเลือก ไม่ใช่โดยรัฐบาล แต่โดย กลไกของการค้าโลก แล้วมีประเทศที่เขาเคยทำแล้วเขาฟ้องร้องเรา เราทำไม่ได้ เราก็มี การช่วยเหลือโดยใช้กองทุน ผมเรียนว่าอย่างนั้นง่าย ๆ ก็เป็นคล้าย ๆ แบบเดิมมีการกำหนด ราคาขั้นต้น มีการกำหนดราคาขั้นสุดท้ายโดยดูผลผลิตของแล้วก็มาคำนวณแบ่งกัน ๗๐ : ๓๐ มาดูว่าปีนี้เกิดอะไรขึ้น ประเทศบราซิล ประเทศอินเดีย การผลิตน้ำตาลก็เช่นเดียวกับเรา มีผลกระทบจากภัยแล้งและผลผลิตต่ำมากเหมือนกับเราทำให้ราคาขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ราคาขั้นสุดท้ายที่ขึ้นไปในขณะนี้ยังขึ้นไม่พอที่จะคุ้มทุน นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ เป็นผลผลิตเหลือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถึงจะขึ้นไป ก็ไม่ได้สตางค์ เคยทำได้ ๑๐๐ กว่าล้านตันก็เหลือประมาณ ๙๐ ล้านตัน ขณะนี้ชาวไร่อ้อย กับโรงน้ำตาลบอกว่าอาจจะต่ำกว่านั้นอีกพอเริ่มทำน้ำตาล กว่าจะปิดโรง กว่าจะประเมิน ออกมาเป็นราคา แต่ราคานี่ขึ้นไประดับหนึ่ง รัฐบาลได้ให้เงินไป ๒ ครั้ง รวม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะไปช่วยยก ก็ยกมาได้แค่คุ้มทุนคือประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่คุ้มของการลงทุน คงพอได้ แต่ผลผลิตที่ลดลงมาจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เขาเคยขายได้ ๑๐๐ กว่าล้านตัน เหลือ ๙๐ ล้านตัน อันนี้ก็เฉลี่ยกันจน อันนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไป พิจารณาว่าจะทำอย่างไร แล้วก็ไม่ใช่การช่วยอ้อยเพียงอย่างเดียว เกือบทุกพืช ตอนที่เรา มีน้ำที่จังหวัดอุบลราชธานี ตอนนั้นบางส่วนจมน้ำ ในขณะที่บางส่วนขณะนี้ท่านไปถ่ายรูปมา นั่นถูกแล้ว คือยืนต้นตาย ประชาชนทำนาก็ไม่มีข้าวไม่ได้เกี่ยวข้าว ฟางแถวภาคอีสานตอนนี้ แทบไม่มีเลยนะครับ เพราะฉะนั้นมาตรการรัฐบาลที่จะต้องดูแล ๒ ส่วนให้เขาประกอบอาชีพ ในครอป (Crop) หน้า ในฤดูการผลิตหน้าได้ กับช่วงนี้ก็จะอยู่ที่รัฐบาลต้องพิจารณาไม่ว่าจะ จ้างงาน หาแผนงานลงไป แล้วจะช่วยเหลืออย่างไรให้เขาสามารถอยู่ได้ อันนี้รัฐบาลก็คงจะต้อง รับไปพิจารณาดำเนินการโดยกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะ ช่วยกัน ผมก็มีเรื่องเรียนเท่านี้ครับ