สันติ พร้อมพัฒน์ ระบุว่าภาษีที่ดินและภาษีโรงเรือนใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ และ พ.ศ. ๒๕๐๘ แล้ว และได้ถูกใช้มาตลอด ๕๐ กว่าปี และยังถูกใช้ไปตามดุลพินิจของกรมสรรพากร ซึ่งผู้พูดระบุว่าเป็นปัญหามาโดยตลอด และถูกร้องเรียนถึงความไม่เป็นธรรม และได้แนะนำให้พ.ร.บ.ภาษีใหม่กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานของการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายที่จะเก็บภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
ก็คงต้อง กราบเรียนท่านชลน่าน ศรีแก้ว อีกครั้งหนึ่งว่า ภาษีตามที่ท่านได้พูดถึงว่าเมื่อประกาศการเก็บ ภาษีใหม่ในปี ๒๕๖๓ นั้นจะลดลง ผมยืนยันว่าถึงอย่างไรก็ไม่ลดลงนะครับ แต่จะกราบเรียน ท่านว่าภาษีที่ดินและภาษีโรงเรือน ซึ่งใช้มาตามที่ผมได้กราบเรียนท่านว่าใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ และ พ.ศ. ๒๕๐๘ บัดนี้เป็นเวลา ๕๐ กว่าปี ๖๐ ปีเข้าไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นบ้านเมืองได้พัฒนาไปมากมาย การใช้ดุลพินิจตามที่ผมได้กราบเรียนท่านก็เป็นปัญหามาโดยตลอด ถูกร้องเรียนมาโดยตลอด มีปัญหาตลอดมา และถูกร้องเรียนถึงความไม่เป็นธรรม ปัญหาดุลพินิจต่าง ๆ มากมายนะครับ ผมจึงขอกราบเรียนว่า พ.ร.บ. ภาษีใหม่นี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานของการใช้ ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน อย่างเช่นยกตัวอย่าง
ข้อ ๑ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบการ ทางการเกษตรจะเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๐.๐๑-๐.๑ หรือเริ่มต้นที่เป็นตัวเงินล้านละ ๑๐๐ บาท
ข้อ ๒ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อที่อยู่อาศัยจะเสียภาษีในอัตรา ร้อยละ ๐.๐๒-๐.๑ หรือเริ่มต้นที่ล้านละ ๒๐๐ บาท
ข้อ ๓ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์นอกเหนือจากเกษตรกรรม และที่อยู่อาศัยจะเก็บภาษีในอัตราร้อยละ ๐.๓-๐.๗ นั่นหมายความว่าจะไปใช้เพื่อการพาณิชย์ เพื่อการอื่น ๆ ต่าง ๆ ก็จะเริ่มต้นที่ล้านละ ๓,๐๐๐ บาท
ข้อ ๔ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก็คือที่รกร้างว่างเปล่า ประเภทที่ ๔ นั่นเอง จะเก็บเริ่มต้นที่ล้านละ ๓,๐๐๐ บาท และที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งสร้าง ปัญหาให้กับสังคมมากมายนั้น แล้วก็ทำให้เสียประโยชน์มากมายนั้น ก็ยังมีมาตรการต่อไปว่า หากทิ้งไว้ไม่ทำประโยชน์ก็จะต้องเสียอีกร้อยละ ๐.๓ ทุก ๆ ๓ ปี โดยอัตราภาษีรวมสูงสุด ทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินร้อยละ ๓ คำว่า ไม่เกินร้อยละ ๓ ก็หมายความว่าก็ไม่อยากให้เจ้าของ ที่ดินมีภาระมากจนเกินไป แต่ที่จะเพิ่มร้อยละ ๐.๓ ในทุก ๆ ๓ ปี ก็คือจะให้ผู้ที่มีที่ดิน เจ้าของที่ดินที่มีที่ดินทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่าให้เขาเร่งรีบในการที่จะไปพัฒนา ไปสร้างประโยชน์ สร้างผลผลิตต่าง ๆ เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นดังที่ผมได้กราบเรียนข้อ ๑-๔ นั้นนะครับ ก็เป็นตัวเลขประเมิน หรือตัวเลขการจัดเก็บภาษีที่ชัดเจน ส่วนราคาประเมินที่เป็นฐานเพื่อนำมาคำนวณตามข้อ ๑-๔ นี้ ก็กำหนดโดยกรมธนารักษ์ ซึ่งกรมธนารักษ์ได้แจ้งว่าได้จัดการดำเนินการได้เรียบร้อย ทั้ง ๓๒ ล้านแปลง และสิ่งปลูกสร้างทั่วประเทศแล้ว แต่ตามที่ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ได้บอกว่า อบต. ท้องถิ่น ยังไม่สามารถหรือสามารถเก็บได้ยังไม่ทั่วถึง หรือบางแห่งก็ยังไม่ได้เก็บเลย ก็ต้องกราบเรียนว่าเดิมทางท้องถิ่นได้รอหรือบางครั้งก็มีหนังสือไปถึงเจ้าของที่ดินให้มาจ่ายภาษี โดยประเมินแล้วก็เอามาจ่าย รออยู่ที่สำนักงานที่ดิน แต่ พ.ร.บ. นี้กำหนดมาตรฐานในการคำนวณ ภาษีให้กับท้องถิ่น แล้วให้ท้องถิ่นนั้นออกไปสำรวจว่าในท้องถิ่นของเรา ใน อบต. ของเรา มีลูกบ้านอยู่ สมมุติว่า ๒,๐๐๐ ลูกบ้าน มีที่ดินที่จะต้องประเมิน ต้องไปตรวจสอบว่าที่ดิน ใน อบต. ของตนเองนั้นมีกี่แปลงที่ไปใช้เพื่อการเกษตร มีกี่แปลงที่ไปใช้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย และมีกี่แปลงที่ไปใช้เพื่อประกอบการพาณิชย์ และมีการทิ้งรกร้างว่างเปล่าอย่างไร ผมยอมรับว่าอันนี้เป็นของใหม่ เดิมเขาก็ทำงานอย่างที่เขาทำอยู่ แต่เมื่ออันนี้เป็นของใหม่ ทางกระทรวงการคลังเองก็ทราบดีนะครับ ก็เลยเปิดโอกาสว่าเขาก็ยังไม่ชำนาญไม่ชินกับการที่ จะออกไปสำรวจมาตรฐานแล้วมาคำนวณเพื่อแจ้งเจ้าของที่ดิน เจ้าของที่อยู่อาศัยว่าแปลงนี้ ของท่านมีสิ่งปลูกสร้างอยู่เท่านี้ มีเพื่อการพาณิชย์เท่านี้ และที่เหลือเป็นเกษตร รวมแล้ว แปลงที่ดินของท่าน สมมุติว่า ๓๐ ไร่ ๕๐ ไร่ ท่านต้องเสียภาษีเท่าไร เนื่องจากท่านถูก ประเมินราคา ราคาประเมินเป็นเท่านี้คูณด้วยวิธีการที่ผมได้พูดถึงว่าเท่าไร แล้วก็นำเงินมาเสีย ภาษีทุกแปลง ๓๒ ล้านแปลง แน่นอนในบาง อบต. ในบางพื้นที่อาจจะต่ำลง แต่ในหลาย ๆ แห่ง ก็จะสูงขึ้น โดยมองเฉลี่ยทั่วประเทศแล้วก็จะสร้างความเป็นธรรมเป็นอันดับที่ ๑ แล้วก็มวลรวม จะต้องเก็บได้มากขึ้น แต่ในช่วงรอยต่อนี้ถ้าหากว่า อบต. ใดที่ยังปรับตัวไม่ทันกระทรวงการคลัง รัฐบาลก็ได้เตรียมในการอุดหนุน ในการให้ความช่วยเหลือในโอกาสต่อไป แต่ถึงอย่างไร ท้องถิ่นก็ต้องปรับตัวในการเก็บภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกลับมาให้ได้เพื่อมาพัฒนาท้องถิ่น ของตนเอง ก็กราบเรียนท่านชลน่านเป็นคำถามที่ ๒ ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ