เรวัต ตั้งคำถามคัดกรองโควิด-19 หลังหญิงจีนแพร่เชื้อก่อนแสดงอาการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

เรวัต วิศรุตเวช หารือสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 โดยตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพของการคัดกรองผู้ป่วย พร้อมยกตัวอย่างกรณีหญิงชาวจีนที่แพร่เชื้อก่อนแสดงอาการ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการดังกล่าว นอกจากนี้ยังเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาชีวิตผู้ป่วยเหนือการเมือง และเสนอให้พิจารณาความร่วมมือด้านการแพทย์ระหว่างไทยกับจีนเพื่อเสริมศักยภาพการรักษาและการควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ

นายเรวัต วิศรุตเวช แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทย ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณา อนุญาตให้ผมได้ตั้งกระทู้ถามอีกครั้ง แล้วก็ขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีสาธิตเป็นอย่างยิ่ง ความจริงผมก็ดีใจที่ได้เห็นท่านได้มาตอบอีกครั้งนะครับ อย่างนี้ครับแม้ว่าผมจะมีฐานะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าในวิชาชีพแล้วผมคือแพทย์ ในทุกอาชีพตำแหน่งการงาน ผมลาออกได้ แต่ความเป็นแพทย์ผมลาออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่มีภัยพิบัติที่เกี่ยวกับ โรคระบาด กับพี่น้องประชาชน ผมจะไม่นำเอาการเมืองมาอยู่เหนือเรื่องความปลอดภัยของ พี่น้องประชาชน ก็กราบเรียนให้ท่านทราบ และเหตุที่ต้องถามกันในวันนี้อีก เนื่องจากว่า เพียงอาทิตย์เดียวจากอาทิตย์ที่แล้วสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนั้นรวดเร็วรุนแรง และยังมีข้อมูลใหม่ ๆ เพิ่มเติมมาอีกมากมาย ซึ่งผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ทางรัฐบาลจะได้ตอบ ข้อซักถาม จะได้ประชาสัมพันธ์ จะได้บอกว่าโอเค (OK) ประชาชนควรจะมีวิธีปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อความปลอดภัย รวมทั้งเป็นการอัปเดต (Update) สถานการณ์ด้วยนะครับท่านประธาน สถานการณ์ในเวลานี้ของโคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) ก็คือว่าทั้งโลกมีผู้ป่วย ติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ ๒๔,๔๗๘ ราย เสียชีวิตแล้ว ๔๙๒ ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกวันครับ สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยทั้งสิ้น ๒๕ ราย จำนวนไม่มากก็จริงครับท่านประธาน แล้วก็ยัง ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ผู้ที่ติดเชื้อภายในประเทศนั้นมีแล้วคือ ๓ ราย อันนี้เป็นสัญญาณที่ไม่ดีครับ ๑ รายคือแท็กซี่ อีก ๒ รายคือพนักงานขับรถบัสซึ่งรับผู้โดยสารซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ก็เท่ากับว่าทั้ง ๓ รายที่ติดเชื้อนี้ไม่ได้เป็นเชื้อที่ติดจากต่างประเทศ ก็คือไม่ใช่อิมพอร์ต เคส (Import case) ไม่ใช่เคส (Case) ที่นำเข้า แต่ว่าติดภายในประเทศ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะ เข้าสู่การถามคำถามนี่นะครับ ผมมีเรื่องที่เกี่ยวกับการรักษาที่อยากจะสร้างความชัดเจน เนื่องจากว่าเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านนะครับ ได้แถลงข่าวว่าโรงพยาบาลราชวิถีนั้นค้นพบสูตรยารักษาผู้ป่วยโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ที่มีอาการรุนแรงแล้วก็ดีขึ้นภายใน ๑๒ ชั่วโมง ภายใน ๔๘ ชั่วโมงก็ตรวจ ไม่พบเชื้อ คนไข้อาการหนักรีเฟอร์ (Refer) มาจากโรงพยาบาลหัวหินแล้วก็มีปอดอักเสบ รุนแรงนะครับ แพทย์ผู้ให้การรักษาได้ให้ยาตั้งแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ด้วยยาต้านไวรัส ๒ ตัว คือโลพินาเวียร์ (Lopinavir) กับริโทนาเวียร์ (Ritonavir) แล้วก็เพิ่มอีกตัวหนึ่งคือโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งเป็นยาที่รักษาไข้หวัดใหญ่ ปรากฏว่าคนไข้อาการดีขึ้นภายใน ๔๘ ชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยนั้นปลอดภัย แล้วทำให้เรามีความหวังว่าแม้จะมีผู้ป่วย อาการหนักก็สามารถที่จะรักษาให้รอดชีวิตได้ แต่ต่อมาปรากฏอย่างนี้ครับ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า สูตรยาที่ทางโรงพยาบาลราชวิถีแถลงข่าวนั้นในประเทศจีนมีการใช้มาก่อนแล้ว นัยของมัน คืออย่างนี้ คล้าย ๆ กับว่าโรงพยาบาลราชวิถีเป็นการกล่าวอ้างหรือเปล่าว่าเป็นผู้ค้นพบสูตรยา เป็นครั้งแรกอะไรประมาณนี้นะครับ แล้วผู้ตั้งข้อสังเกตได้ไปอ้างถึงวารสารทางการแพทย์ ฉบับหนึ่งชื่อเดอะแลนเซต (The Lancet) ที่อยู่ในมือผมนี่นะครับ ซึ่งออนไลน์ (Online) วันที่ ๒๙ มกราคม ว่าทางประเทศจีนได้ให้การรักษาแบบเดียวกันก็คือให้ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) เหมือนกันนะครับ และในประเทศจีนได้ทำการให้ยาประเภทเดียวกันในผู้ป่วย ทั้งหมด ๙๙ ราย เป็นระยะเวลาประมาณ ๓-๑๔ วัน สรุปผลการรักษาจนถึงวันที่ ๒๕ มกราคม ปรากฏว่า ๓๑ รายกลับบ้านได้ ๓๑ รายก็คิดเป็น ๓๑ เปอร์เซ็นต์ ๑๑ รายเสียชีวิต ส่วนที่เหลือ ทั้งหมดนั้นยังอยู่ในโรงพยาบาลนะครับ ท่านประธานครับ โรคปอดอักเสบโคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) เป็นโรคอุบัติใหม่ ไม่มียารักษาโดยตรง ไม่มีการตีพิมพ์ถึงยาที่จะใช้รักษา ไม่ว่าในวารสารทางการแพทย์หรือในตำราแพทย์ก็ตาม เพราะฉะนั้นแพทย์อาจจะต้องใช้ยา บนสมมุติฐานที่เหมาะสม แล้วก็มีเหตุมีผลเพื่อจะช่วยชีวิต เพราะฉะนั้นเมื่อผลลัพธ์ออกมา ผู้ป่วยรอด ก็ควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี ส่วนท่านใดจะเป็นผู้ใช้คนแรก ใช้ก่อน ใช้หลัง ควรจะเป็น เครดิตของใคร ผมไม่เห็นเป็นประเด็นครับ แล้วไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องสำคัญอะไร เพราะไม่ว่า จะเป็นแพทย์ไทยหรือแพทย์จีนเป็นผู้ใช้สูตรนี้ก่อนหรือหลัง ทั้งคู่ก็ไม่ใช่เป็นผู้ทำการวิจัย แล้วก็ไม่ใช่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรยา ๓ ตัวนี้ ผมขออ้างอิงว่าวารสารทางการแพทย์ ผมขอเข้าสู่ คำถามเลยครับ ท่านประธานครับ

คำถามแรก ผมขออ้างอิงจากวารสารทางการแพทย์ นิว อิงแลนด์ เจอร์เนิล ออฟ เมดดิซิน (New England Journal of Medicine) วันที่ ๓๐ มกราคม ยืนยันอย่างนี้ครับ ยืนยันว่าโคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) สามารถแพร่เชื้อได้ในระยะที่กำลังฟักตัว ซึ่งไม่เหมือนซาร์ส (SARS) โดยอะไรรู้ไหมครับ มีรายงานจากเมืองมิวนิกประเทศเยอรมนีว่า มีหญิงชาวจีนจากเซี่ยงไฮ้ไปประชุมที่เมืองมิวนิก แค่นั่งประชุมด้วยกันพูดคุยกันกับ ชาวเยอรมัน ๒ คน ปรากฏว่า ๓ วันต่อมาชาวเยอรมัน ๒ คนป่วยและมีคอนเฟิร์ม เทสต์ (Confirm test) ว่าเป็นโคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) ส่วนหญิงชาวจีนนั้น หลังประชุม ๒ วันก็เดินทางกลับไปเซี่ยงไฮ้แล้วก็ไปป่วยอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ผมกำลังจะบอกอะไร ผมกำลังจะบอกว่าหญิงชาวจีนซึ่งนำเชื้อไปติดให้กับคนเยอรมันที่เมืองมิวนิกนั้นสามารถผ่าน เข้าออก การตรวจคัดกรองทั้งเข้าและออกอย่างสบาย คือไม่สามารถที่จะตรวจพบได้เลยว่า เป็นผู้ที่แพร่เชื้อได้ นั่นก็คือประเด็นสำคัญที่จะเป็นคำถามว่า ถ้ามีข้อมูลที่อัปเดต (Update) แบบนี้ ในกรณีเช่นนี้ทางรัฐบาลจะมีมาตรการในการคัดกรองอย่างไร ในเมื่อเทอร์โมสแกน (Thermoscan) ในเมื่อการตรวจคัดกรองด้วยการวัดอุณหภูมิก็ดี หรือการตรวจอื่น ๆ ก็ดี มันไม่สามารถจะคัดกรองได้ นั่นคือคำถามแรกครับ เดี๋ยวผมขอถามทีละคำถามแล้วกันครับ