พิธา ลิ้มเจรญรัตน์ เสนอญัตติด่วนตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาปัญหาที่ดินทับซ้อน โดยเฉพาะกรณีชุมชนในเขตป่าที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุก พร้อมเรียกร้องการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายที่ดินที่เป็นธรรม หลังปัญหาสะสมมายาวนานจากแนวทางการจัดการป่าไม้ในอดีตที่เน้นการผูกขาดของรัฐและได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ โดยนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบการถือครองที่ดินกับประเทศอย่างสวีเดนและสหรัฐอเมริกา พร้อมตั้งคำถามถึงแนวคิดชาติ รัฐ และสิทธิของประชาชนต่อที่ดินทำกิน พร้อมเสนอวิสัยทัศน์การปฏิรูปที่ดินในระยะ 20 ปี เปลี่ยนที่ดินรัฐ 27 ล้านไร่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ให้เป็นป่าชุมชนหรือป่าสหกรณ์ เพื่อกระจายการถือครองอย่างเป็นธรรมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและเอกชนอย่างสมดุลระหว่างทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอเสนอญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาปัญหาที่ดินทำกินของ ราษฎรทับซ้อนในเขตที่ดินของรัฐและการแก้ไขปัญหาที่ดินทั่วประเทศ ปัญหาความขัดแย้ง กรณีชุมชนในเขตป่าเป็นข้อพิพาทมายาวนานระหว่างประชาชนกับหน่วยรัฐหรือที่อาจ เรียกว่ากฎหมายป่าทับคน ส่งผลกระทบให้กับชุมชนจำนวนมากกลายเป็นผู้อยู่อาศัย อย่างผิดกฎหมายและเกิดปัญหาความขัดแย้งที่ดินป่าไม้รุนแรง ชุมชนเหล่านี้เป็นผู้ที่ ถูกกล่าวโทษหรือถูกตีตราว่าเป็นผู้บุกรุกทำลายป่าเข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา และระบบชลประทาน สำหรับการดำเนินการของภาครัฐในรัฐบาล ที่ผ่านมารัฐบาลต้องการเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยจากที่ลดลงร้อยละ ๓๑ ในปัจจุบันรัฐบาลจึงกำหนดแผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๔๐ ภายใน ๑๐ ปี ซึ่งเกิดผลกระทบมีการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนจำนวนมากเกี่ยวกับที่ดิน ทำกินของประชาชน ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามาตรฐานการดำเนินคดีของการบังคับใช้กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับที่ดินที่ทับซ้อนกับแนวเขตที่ดินของรัฐยังเป็นที่กังขาต่อความรู้สึกของพี่น้อง ประชาชน เนื่องจากชาวบ้านจำนวนมากกว่า ๘๐,๐๐๐ คดีต้องมีความเดือดร้อนเฉพาะหน้าที่ ประชาชนต้องเผชิญ กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่กระทบต่อเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง จึงขอเสนอญัตติด่วนเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาและมีมติตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางบรรเทา ทุเลา และเยียวยาปัญหาความขัดแย้งที่ดินทำกินเพื่อที่จะ ส่งผลต่อให้กับรัฐบาลในการดำเนินการต่อไป สำหรับหัวข้อที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ชื่อว่า จินตนาการใหม่กับที่ดินไทยครับท่านประธาน ผมจะใช้เวลาไม่มากในการอภิปรายไปถึงอดีต ปัจจุบัน แล้วก็อนาคตของการจัดการที่ดินของบ้านเรา จะคิดไปถึงข้างหน้าได้เราก็ต้องเข้าใจ ปัจจุบันก่อน เราจะเข้าใจปัจจุบันได้เราก็ต้องมองย้อนหลังไปอดีตว่าที่ผ่านมาวิธีการจัดการ ปัญหาที่ดินของประเทศเราเป็นอย่างไรครับ ในอดีตที่ผ่านมาย้อนหลังไป ๑๒๔ ปีที่แล้ว พุทธศักราช ๒๔๓๙ กรมป่าไม้ถูกจัดตั้งครั้งแรกโดยมีเจ้ากรมหรืออธิบดีเป็นคนอังกฤษ แนวทางในการจัดการป่าไม้และที่ดินในประเทศไทยจึงมีกลิ่นอายหรือมีแนวคิดจากตะวันตก นอกจากนั้นกรมเจ้าท่าคนแรกที่เป็นคนอังกฤษชื่อ มิสเตอร์เอช เอ สเลด(Mr.H.A. Slade) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เชิญเขามาเป็นที่ปรึกษา นอกจากนั้นก็ยังจะมีชาวสแกนดิเนเวีย ประเทศเดนมาร์ก ประเทศสวีเดนเข้ามาศึกษาปัญหาที่ดินและป่าไม้ในประเทศไทยในช่วงนั้น ซึ่งสาระสำคัญจากคำแนะนำของชาวอังกฤษและชาวสแกนดิเนเวียคือการสร้างแผนจัดการป่า เพื่อที่จะรวมศูนย์อำนาจกลับมาจากเจ้าเมืองต่าง ๆ ในภาคเหนือ จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าเมืองในสมัยนั้นมีโอกาสที่จะค้าขายกับ ต่างประเทศรัฐบาลไทยในขณะนั้นจึงมีความตั้งใจที่จะรวมสวนกลับมาที่รัฐบาล ซึ่งเนื้อหา ใจความสำคัญของคำแนะนำคือให้รัฐบริหารป่าแนวอนุรักษ์ บริหารแนวอรรถประโยชน์นิยม จากหน้าประวัติศาสตร์ของกรมป่าไม้เองเขียนไว้ดังนี้ คำต่อคำเลยครับ รัฐควรจัดการป่าไม้ เสียเองไม่ควรปล่อยให้มือของเอกชนคนใดคนหนึ่ง ฉะนั้นป่าไม้สักอันมีค่าของประเทศไทยควรโอนมาดูแลควบคุมของรัฐบาลโดยสิทธิขาด ซึ่งก็คือความคิดในสมัยนั้นว่ารัฐเป็นเจ้าของสัมปทาน แล้วก็ควรได้ประโยชน์สูงสุดจากป่าไม้ ที่ประเทศไทยมี ต่อมาปี ๒๔๘๔ พ.ร.บ. ป่าไม้ฉบับแรกได้กำเนิดขึ้น และนิยามของป่าไม้ ที่อยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนั้นเขียนไว้ว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน ที่ดินที่ยังไม่ได้มีบุคคลได้มา ตามกฎหมายที่ดินถือว่าเป็นป่าไม้ เพราะฉะนั้นที่ดินที่ไม่ใช่ของรัฐที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ ในปี ๒๔๘๔ นับว่าเป็นป่าหมดทั้งประเทศ ต่อมาปี ๒๕๐๒ รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ดอกเตอร์จอร์จ ดี รูโฮล (Dr.George D Ruhle) เดินทางมาจากสหรัฐอเมริกาจากสำนักงานอุทยานของสหรัฐอเมริกามาช่วยวางแผน การจัดการอุทยานในประเทศไทยซึ่งวิธีคิดหรือวิธีบริหารอุทยานในสมัยนั้นของสหรัฐอเมริกา มีหนังสือบันทึกไว้ว่ามีกลิ่นอายของความเป็นสงครามเย็น มีสไตล์ (Style) ที่เหมือนทหาร และอาจจะมีความเหยียดเชื้อชาติอยู่ในนั้น ซึ่งนี่ก็เป็นแนวทางวิธีคิดของสหรัฐอเมริกา ในสมัยปี ๒๕๐๔ ทำให้ พ.ร.บ. อุทยานฉบับแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นในปี ๒๕๐๔ ต่อมา ปี ๒๕๐๗ พ.ร.บ. ป่าสงวนเกิดขึ้นครับ เปลี่ยนจากการให้สัมปทานกับต่างประเทศมาเป็น ให้สัมปทานในท้องถิ่นแทน รัฐไทยกลายเป็นผู้รับเหมาสัมปทานใหญ่ เริ่มมีการจัดโซนนิง (Zoning) ป่าเสื่อมโทรมให้กลายเป็นป่าเศรษฐกิจ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการปลูกยูคาลิปตัส นั่นคือจุดเริ่มต้นของการปลูกสวนยาง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการปลูกปาล์ม เพราะฉะนั้นตั้งแต่ ปี ๒๔๓๙ มาจนถึงปี ๒๕๐๗ ป่าไม้ในภาคเหนือผ่านการสัมปทานมา ๒ ครั้งครับท่านประธาน สัมปทานที่มาจากต่างประเทศและสัมปทานที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นสภาพป่าแทบจะไม่เหลืออีกแล้ว ปี ๒๕๑๖ สัมปทานอีสานเริ่มขึ้นรวมถึงภาคใต้ เกิดการใช้ป่าอย่างไม่คำนึงถึงการอนุรักษ์ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๓๒ ถ้าทุกท่านยังจำกันได้เกิดเหตุดินถล่มที่ภาคใต้น้ำท่วมในเขตที่ไม่เคย ท่วมมาก่อน มีท่อนซุงลอยลงมาทำให้มีกระแสต้านจากสังคมและสัมปทานนั้นก็หยุด การสัมปทานไป ปี ๒๕๓๔ รัฐบาลสมัยชาติชาย ชุณหะวัณ ตั้งคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ให้กับคนยากจนในเขตป่าสงวนเสื่อมโทรมหรือที่เรียกว่า คจก. ก็มีแนวคิดในการที่จะแยกคน ออกจากป่าเพื่อที่จะเป็นการเปิดทางให้พืชเชิงเดี่ยวซึ่งมีข้าวโพดมากขึ้น มียางมากขึ้น มียูคาลิปตัสมากขึ้น เป็นการแยกคนออกจากป่าอีกทีหนึ่ง ปี ๒๕๔๐ ประชาชนโต้กลับ โดยเสนอสิทธิชุมชนในการบริหารจัดการผ่าน พ.ร.บ. ป่าชุมชน แต่สาระสำคัญก็ถูกตัดออกไป เมื่อกฎหมายผ่านมาสามารถใช้ได้กับแค่ป่าสงวนที่เสื่อมโทรม แต่ป่าที่เหลืออีกทั้งประเทศ ไม่สามารถที่จะใช้สิทธิชุมชนในการบริหารได้ ต่อมาปี ๒๕๕๗ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง คำสั่ง คสช. ที่ ๖๔ ๖๖ หรือที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่าแนวคิดทวงคืนผืนป่าเพื่อที่จะให้เป้าหมาย ในการที่มีป่าเพียงแค่ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ กลับมาเป็นที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์อีกครั้ง และทั้งหมดนี้คือ แนวทางในอดีตของเราในการจัดป่าไม้ของไทยด้วยความคิดแบบตะวันตก แบบสแกนดิเนเวีย แบบอังกฤษ แบบสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งเป็นปัญหาจนมาถึงทุกวันนี้ พอมาถึงสถานการณ์ ปัจจุบัน สถานการณ์ตอนนี้เลยเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและความยุติธรรม จาก ๓๒๐ ล้านไร่ ในประเทศไทยเป็นของรัฐ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ อีก ๔๓ เปอร์เซ็นต์เป็นของเอกชนที่มีโฉนด เพียงไม่กี่เจ้า ถ้าเราเอาที่ของรัฐซึ่งกระจัดกระจายอยู่ ๗-๘ กระทรวง ทั้งหมดมารวมกันวันนี้ ประเทศไทยจะมีพื้นที่ ๔๖๔ ล้านไร่ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงเรามีเนื้อที่อยู่แค่ ๓๒๐ ล้านไร่ แต่ถ้าเกิดเราเอาแผนที่ที่เป็นของรัฐเอามารวมกันแล้วมาบวกกันที่ดินงอกครับ งอกจาก ๓๒๐ กลายเป็น ๔๖๔ ล้านไร่ นี่คือปัญหาที่หมักหมมสะสมมาในอดีต ถ้าเราเอาภาคเอกชนที่รวยที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มาเปรียบเทียบกับคนที่ยากจนที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย อัตราการครองกรรมสิทธิ์ต่างกัน ๘๕๓ เท่า คนรวยที่สุด ในประเทศไทย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มีเนื้อที่รวมกัน ๙๕ ล้านไร่ คนยากจนที่สุดในประเทศไทย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ รวมกันมีเนื้อที่ ๖๘,๐๐๐ ไร่ เอา ๙๕ ล้านไร่ หารด้วย ๖๐,๐๐๐ กว่าไร่ ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในการถือครองที่ดินของเอกชนคือ ๘๕๓ เท่า นอกจากนั้นความพยายามที่จะแยกคนออกจากป่าก็ยังมีผลพวงตามมาเป็นคดีความ มากกว่า ๘๐,๐๐๐ คดี สงสัยว่าจะเป็นคดีอันดับ ๒ รองจากคดียาเสพติดที่จะต้องทำให้ พี่น้องประชาชนมีปัญหา มีข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน ทั้งนี้ทั้งนั้นสิทธิที่ดินทำกิน ไม่ควรที่จะเป็นอาชญากรรมในประเทศนี้ การที่มีการสนธิกำลังเข้าไปปราบประชาชน เหมือนเป็นศัตรูควรจะยุติได้แล้ว คดีความต่าง ๆ ควรที่จะยุติได้แล้ว ในขณะที่ประชาชน ถูกทวงคืนผืนป่า แต่เอกชน นายทุนกลับได้รับการอำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็นเหมือง ไม่ว่าจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เหมืองที่จังหวัดมุกดาหาร เหมืองปูนที่ทับกวาง ๓,๓๐๐ ไร่ เหมืองถ่านหินที่อมก๋อย ๒๘๔ ไร่ ทุกวันนี้ยังได้รับการอำนวยความสะดวกในการเข้าใช้พื้นที่ ป่าสงวนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถ้าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนสามารถ ใช้ที่ดินได้ถึง ๕๐ ปี ถ้าเป็นอีอีซี (EEC) สามารถใช้ที่ดินได้ถึง ๙๙ ปี แต่ถ้าเกิดเป็นพี่น้อง ประชาชนที่มาจากเขตอุทยานใช้ที่ดินได้แค่ ๒๐ ปี ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ ความอยุติธรรม เหล่านี้ควรที่จะยุติได้แล้ว มันสวนกระแสการพัฒนาของโลกที่ยั่งยืนอย่างสิ้นเชิง ในโลก ใบใหม่ทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิมนุษยชนต้องเป็นของคู่กันแบบที่แยกออกจากกันไม่ได้ หมดยุคแล้วกับการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนในนามของคำว่า อนุรักษ์ โลกกำลังเปลี่ยนไป ประเทศไทยก็จะต้องเปลี่ยนทางในการบริหารจัดการทรัพยากรด้วยเช่นเดียวกัน ในโลก แห่งอนาคตแนวคิดจะต้องเปลี่ยนจากคำว่า ป่าปลอดคน หรือถ้าจะพูดให้ชัดกว่านั้นก็คือ ป่าปลอดคนจน ให้กลายเป็นเราต้องมาปลูกคนเพื่อที่จะไปปลูกป่าต่ออีกทีหนึ่ง ในการที่เราจะ พูดถึงอนาคต ในการที่เราจะพูดถึงจินตนาการใหม่ ผมขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) ในการ ฉายภาพสิ่งที่อยู่ในหัวผมมาให้กับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ดูครับ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ในขณะที่ผ่านมาเรากำลัง ทวงคืนผืนป่าจากพี่น้องประชาชน เราไม่เคยหันกลับมามองดูตัวเองเลยว่าที่ดินของรัฐ มีมากมายขนาดไหน เราไม่เคยหันกลับไปมองเลยว่าที่ดินที่มาจากนายทุนมีมากเท่าไร เราไม่เคยหันกลับไปมองเลยว่าที่ดินที่มาจากทหารตอนนี้เป็นเท่าไร ท่านประธานคงจำได้ว่า ในอดีต ปี ๒๔๓๙ เราได้รับอิทธิพลการบริหารที่ดินจัดการป่าไม้จากสแกนดิเนเวีย อย่างเช่น ประเทศสวีเดน ประเทศเดนมาร์ก อธิบดีป่าไม้คนแรกของเราคือคนอังกฤษ ปี ๒๕๐๒ อุทยานจากประเทศสหรัฐอเมริกามาช่วยเรื่อง พ.ร.บ. อุทยาน ทุกวันนี้ประเทศที่เราเคย นับถือว่าเป็นต้นแบบในการพัฒนาอยู่ที่ตรงไหนแล้ว เรามาดูสไลด์ (Slide) นี้กันครับ คำถาม ที่เกิดขึ้นว่ารัฐไทยในขณะที่เราทวงคืนผืนป่าจากชาวบ้าน รัฐไทยมีสัดส่วนที่ดินในประเทศ ที่มากเกินไปหรือไม่ คำตอบอยู่ในสไลด์ (Slide) นี้ครับ ทุกวันนี้รัฐไทยถือครองที่ดินถึง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้มันกลับมาที่คำถามว่าชาติคืออะไร ชาติคือประชาชนหรือว่าชาติคือรัฐ ชาติคือขอบเขต หรือจิตวิญญาณของคน หรือสิทธิมนุษยชน สิทธิที่ดินทำกินของคนที่อยู่ใน ประเทศในขณะที่เราเคยนับหน้าถือตาประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนนี้ที่ดินที่ครอบครอง โดยรัฐลดลงมาเหลืออยู่ที่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เราเคยนับหน้าถือตาประเทศสวีเดน หรือสแกนดิเนเวียที่ดินของรัฐเขาลงมาเหลือแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เราเคยได้อธิบดี ป่าไม้คนแรกเป็นคนอังกฤษที่ดินที่ครอบครองโดยรัฐเหลืออยู่เพียงแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ คำถาม ที่ผมมีต่อท่านประธานและผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกและรัฐบาล รัฐไทยจะมีที่ดินเยอะแยะ มากมายที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างนี้ไปทำไม เมื่อเราดูกันที่ที่ดินแล้วเรามาดูเรื่องป่าไม้ต่อครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ในขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าอยู่ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนการถือครองป่า ของประเทศไทยเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ มี ๒.๕ ล้านไร่ที่เคยเป็นป่าชุมชนที่เคยพูดไป เมื่อปี ๒๕๔๐ แต่โดยมากโดยรวมการบริหารจัดการที่ดินและป่าก็ยังมารวมอยู่ที่รัฐไทย อีกด้วยการบริหารแบบนี้ ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมป่าไม้ที่มีมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทย อยู่ที่ ๐.๐๐๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) พอเรามาดูกราฟตรงกลางคือของประเทศสวีเดน ที่เคยมาสอนเราว่าควรที่จะรวมศูนย์การจัดการที่ดินให้เด็ดขาดอยู่ที่รัฐคนเดียว ทุกวันนี้ป่า ของประเทศสวีเดนถูกครองด้วยเอกชน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นิติบุคคล ๒๕ เปอร์เซ็นต์ รัฐวิสาหกิจ ๑๔ เปอร์เซ็นต์มีเป็นของชาติพันธุ์ คนสวีเดนก็มีชาวซามีเป็นชาวชาติพันธุ์เหมือนกัน มีโอกาส ได้พื้นที่ในประเทศสวีเดน ๒ เปอร์เซ็นต์ เขามีเขตวัฒนธรรมพิเศษของเขาเลยว่าคนชาติพันธุ์ ก็เป็นคนสวีเดนเหมือนกันมีที่ดินใช้ได้ ๒ เปอร์เซ็นต์ ขวาสุดเราไปดูที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เคยมาสอนเรื่องอุทยานของเราว่าจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทหาร มีกลิ่นอายของ ความเป็นสงครามเย็นและต้องเหยียดเชื้อชาติในสมัยก่อน ๓๕ เปอร์เซ็นต์เป็นของเอกชน ไปแล้วครับ ๓๑ เปอร์เซ็นต์เป็นของรัฐบาลกลาง บริษัท มลรัฐ แน่นอนมีการกระจายไม่ได้อยู่ แค่รัฐบาลกลางและไปสู่ท้องถิ่น ที่สำคัญชาวอินเดียนแดงที่เคยโดนย้ายออกจากเยลโล สโตน (Yellow stone) ตอนนั้น ทุกวันนี้มีที่ดินเป็นของตัวเองเรียบร้อย ๓ เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็น ชัดเจนว่าโลกที่ชาวตะวันตกเคยมาสอนวิธีการบริหารให้กับพวกเรา แต่ทุกวันนี้เขาเปลี่ยนแปลง วิธีการบริหารไปเรียบร้อยแล้ว ความก้าวหน้าในการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิชุมชน ในการบริหารพวกนี้ได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว
สุดท้ายครับ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไป จินตนาการใหม่ของผมก็คือการที่มอง ไปถึงปลายทางของอุโมงค์ว่าในการที่เราจะปฏิรูปที่ดิน ในการที่เราจะคิดตามแนวทางของ คทช. ในการที่เราจะคิดถึงความยุติธรรมในการกระจายที่ดินเราต้องมีภาพที่บอกขึ้นมาว่า ภายใน ๒๐ ปี ประเทศไทยหน้าตาควรจะเป็นอย่างไร ถ้าทางฝั่งซ้ายมือเราเห็นสถานการณ์ ปัจจุบันของที่ดิน ที่ดินประเทศไทยเป็นของรัฐมากกว่าครึ่ง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นของเอกชน ๔๓ เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้เมืองไทยมีป่าไม้ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นป่าไม้ของรัฐ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นของชุมชน ๑ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่เราขาดหายไปในการที่เราจะบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคม เรื่องของทรัพยากร เรื่องของสิ่งแวดล้อมในเรื่องของเศรษฐกิจ คือเราต้องเพิ่มความเป็นเอกชนและความเป็นชุมชนขึ้นมา ถ้ารัฐบาลไทยตรวจสอบแล้วดูว่า ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินอีกต่อไป กระทรวงกลาโหมมีที่ดินอยู่ ๕ ล้านไร่ ที่ดินราชพัสดุ บวกที่ดินของกระทรวงมหาดไทยรวมกัน ๑๐ ล้านไร่ ส.ป.ก. ๓๐ ล้านไร่ ถูกนายทุนเอาไป ๑๒ ล้านไร่ อันนี้รองเลขาธิการ ส.ป.ก. บอกกับผมเองว่า ๑๒ ล้านไร่ของ ส.ป.ก. ทุกวันนี้ อยู่ในมือของนายทุน ถ้าเราดึงทั้งหมดกลับมา ๕ บวก ๑๐ บวก ๑๒ รวมกันเป็น ๒๗ ล้านไร่ ครบตามที่ คสช. ต้องการพอดีเลย ครบพอที่รัฐบาลต้องการพอดีเลย เปลี่ยนเป็นป่าสหกรณ์ ให้หมด เปลี่ยนเป็นป่าชุมชนให้หมด ที่ดินรัฐมีน้อยไม่จำเป็นต้องมีเยอะขนาดนั้น รัฐบาลอื่น เขามีน้อยกว่าเราตั้งเยอะ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ให้เป็นเอกชนเหมือนเดิม ๔๓ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ เป็นของชุมชนก็ได้ ป่าไม้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่มีอยู่ที่เหลือเอาที่รัฐบาลมาช่วยทั้งหมดไม่ต้อง รบกวนพี่น้องประชาชนเป็นของเอกชน ๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นของชุมชนอีกสัก ๕ เปอร์เซ็นต์ รวมกันก็จะได้สิ่งที่รัฐบาลได้ เป็นการปลูกคนเพื่อที่จะให้คนไปปลูกป่าอีกทีหนึ่ง แล้วทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้ ต่อไปจะมีการอภิปรายจาก พรรคอนาคตใหม่ที่จะลงรายละเอียดแต่ละเรื่องที่ผมได้กล่าวเกริ่นไปแล้ว ผมขอใช้เวลา ของสภาเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ