สฤษดิ์ บุตรเนียร หารือปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรที่ยังขาดความชัดเจนในการคัดเลือกผู้มีสิทธิและข้อบกพร่องในการบูรณาการนโยบาย พร้อมเสนอให้ทบทวนกลไกคัดกรอง เร่งรัดการจัดสรรที่ดิน และพัฒนาโครงการเยาวชนเกษตรกรให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นและยุคดิจิทัล โดยเน้นการอบรม สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการน้ำอย่างบูรณาการร่วมกับองค์กรท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและเป็นธรรมต่อประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี พรรคภูมิใจไทยครับ วันนี้ผมต้องขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงที่ได้มีส่วนอภิปราย ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินทำกินของ ประชาชนและออกเอกสารสิทธิ
หลักการและเหตุผล ด้วยปัจจุบันประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ มีปัญหาที่ดินทำกินของประชาชน การออกเอกสารสิทธิ ปัญหาเรื่องสำคัญที่สุดของประเทศ คือผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรขาดที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกินซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการเกษตรกรรม ทำให้ประชาชนนั้นไม่มีที่ดินอาจจะต้องเช่าเขาหรือบุกรุกที่ของรัฐในที่ต่าง ๆ เพื่อจะอยู่อาศัย และทำกินโดยไม่ถูกกฎหมาย ประชาชนส่วนหนึ่งต้องไปบุกรุกป่าไม้ บุกรุกที่ของส่วนราชการ ทำให้เกิดกรณีพิพาทหรือปัญหาที่มีมาโดยตลอดระหว่างประชาชนกับรัฐ โดยมีคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติคือ คทช. ได้ทำหน้าที่จัดทำนโยบายและวางแผนบริหารจัดการที่ดิน และทรัพยากรของประเทศเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติและกำหนดแนวทาง หามาตรการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน เพื่อให้มีความเสมอภาคและคำนึงถึงการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก โดยการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประชาชน ดังนั้นเห็นสมควรว่าในโอกาสนี้ซึ่งปัญหาที่ดินเป็นปัญหามาโดยตลอด และสมควรที่จะเป็นวาระแห่งชาติ และได้มีการยกถกประเด็นกันมาโดยตลอดว่าราษฎรนั้น ขาดที่ดินทำกิน ขาดความเหลื่อมล้ำ แม้แต่ขณะนี้ราชการได้พยายามหาแนวทางที่จะจัดสรร ที่ดินทำกินให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องภายใต้ภารกิจของหลายหน่วยงานครับ ได้จัดที่ดิน ในรูปแบบของนิคมสร้างตนเอง นิคมสหกรณ์หรือการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร แต่ในสภาพ ความเป็นจริงครับ ที่ดินที่จัดให้เกษตรกรนั้นอาจจะมีสภาพที่ไม่เหมาะสมบ้าง ขาดการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาที่ดินด้วยความล่าช้า จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนครับ วันนี้ผมในฐานะของการมีส่วนร่วมในการที่จะอภิปรายในวันนี้ ผมอยากยกประเด็นที่ชัดเจน และเป็นโครงสร้างที่จะนำมาเสนอ ที่จะนำนโยบายเรื่องที่ดินทำกินของรัฐบาลที่มีนโยบายที่ดี ๒ โครงการ โดยจะนำมาทั้งจุดเด่น จุดด้อยและข้อเสนอแนะที่จะเกิดขึ้น เผอิญผมโชคดีครับ ที่ ๒ โครงการนี้ได้เกิดอยู่ในเขตเลือกตั้งของผม นั่นคืออำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โครงการแรกคือ ๑. โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล คทช. ของ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติคือ คทช. ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยของท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติที่จัดที่ดินทำกินให้กับ ประชาชนโดยเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ให้ที่อยู่อาศัยประชาชนคนละ ๑ งาน ที่ทำกิน ๓ งาน โดยมีกรอบความคิดต้องการให้ประชาชนผู้ยากไร้มีที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย แก้ปัญหา ความยากจน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ๒. ให้ประชาชนในชุมชนนั้นมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพื่อสนองตอบต่อยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ให้ประชาชนอาศัยอยู่ร่วมกันแบบสหกรณ์ ป้องกัน การเปลี่ยนมือและสามารถที่จะเข้าไปช่วยเหลือพัฒนาจัดสาธารณูปโภคพื้นฐาน ส่งเสริม อาชีพจัดการตลาด เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จากหลักการและเหตุผลนั้นผมเชื่อว่าอ่านแล้วมันดีครับ ดีถึงขั้นดีมาก ๆ แต่ผมขอใช้ ภาษาอังกฤษสักนิดหนึ่งกระบวนการหลักการใด ๆ ก็ตามพีดีซีเอ (PDCA) พี (P) คือแผนพัฒนา นโยบายดีอย่างไรก็ตามตอนที่นำไปสู่การปฏิบัติคือตอนไปลงสู่การปฏิบัตินำนโยบายไปใช้ เห็นจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างมากมายที่รัฐบาลพยายามนะครับ โครงการนี้รัฐพยายาม ดีใจ ตรงที่ว่าเป็นโครงการแรกน่าจะเป็นโครงการแรก ๆ ของประเทศไทยด้วยที่ไปลงอยู่ตรงนั้น และรัฐบาลก็พยายามตั้งใจจริงครับ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ จนป่านนี้ที่ดินก็แจกประชาชน ไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จนถึงปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ การขับเคลื่อนเป็นไปด้วยความล่าช้า ด้วยอุปสรรคต่าง ๆ ผมอยากจะบอกว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้น ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ตั้งแต่ ผมเข้ามาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็พยายามนำเอานโยบายของพรรคภูมิใจไทย ที่เราบอกว่าเราจะแก้ปัญหาปากท้องประชาชนเป็นหลัก เราจะพยายามทลายทุกข้อจำกัด ของปัญหา เราจะไม่พูดถึงปัญหา เราจะพูดแต่โอกาส วันนี้โชคดีที่ที่ดินของ คทช. มีนโยบาย ที่ดีงามอยู่แล้ว ผมจะพยายามต่อยอดครับ ต่อยอดที่จะนำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีแบบใดบ้าง จากจุดประสงค์ผมเชื่อว่าอุปสรรคอยู่ที่ว่าตั้งแต่ คทช. ตั้งขึ้นมานำที่ดินไปแจกให้ประชาชน ครอบครอง นโยบายจุดประสงค์ได้เคยคุยกันไหม ได้เคยนำสู่รัฐบาลไหม ได้นำลงสู่ผู้ปฏิบัติไหม ประชาชนที่รับเข้าใจไหมว่าที่ดินนี้เอาไปทำอะไร หน่วยราชการเข้าใจไหมว่าการบูรณาการ คืออะไร ดังนั้นอุปสรรคที่ลงไปสู่ประชาชน ๒ ปีผ่านไป จนป่านนี้ก็ยังทะเลาะกันไม่จบว่าใคร จะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ใครเป็นหน่วยงานที่ลงไปปฏิบัติ ผมก็พยายามใช้ความรู้ความอ่าน ที่มีอยู่ของผู้แทนราษฎรที่จะรวบรวมคุยกับประชาชน พยายามที่จะนำความรู้ให้ประชาชน ด้วยความรู้ต่าง ๆ ด้วยคุณสมบัติที่ดีเด่นของสังคมไทย จุดแข็งของเราครับ เรามีวัฒนธรรม ที่ดีงาม มีน้ำใจ ช่วยเหลือ เราจึงมาลงแขกกันสิ มาสร้างบ้านด้วยทุนของประชาชนที่น้อยนิด ดังนั้นโครงการนี้ถ้ารัฐบาลให้ความจริงจังลดปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นำสื่อสาร หรือแจ้งวัตถุประสงค์เป้าหมายให้ชัดเจนให้ทุกคนเข้าใจทั้งผู้ปฏิบัติและประชาชน วันนี้ เราก็ได้พยายามใช้แรงงานของประชาชนร่วมกันสร้างบ้านอย่างประหยัดกระเหม็ดกระแหม่ จนสร้างไปได้หลายหลังแล้วครับด้วยน้ำมือของชาวบ้าน ซึ่งก็พยายามที่จะดูแลกันครับ
ข้อที่ ๒ ที่เห็นอุปสรรคปัญหาคือการคัดเลือกบุคคลเข้าในที่ดินทำกิน ก็อยากให้มีการชัดเจน มีคุณสมบัติที่ดี มีการคัดกรอง เพราะเท่าที่ประชาชนอยู่ในวัยที่จะ เริ่มต้นนั้นควรจะไม่เกิน ๕๐ ปี แต่นี่ประชาชนไม่ทราบว่าได้สิทธิอย่างไร ดังนั้นประชาชน ที่เกิน ๖๐-๗๐ ปี สมควรแล้วหรือที่จะเข้าไปทำกินหรือเป็นที่อยู่อาศัยหรือขัดวัตถุประสงค์ อย่างไรบ้าง ดังนั้นโครงการนี้ผมเชื่อว่าเป็นนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินทำกิน แห่งชาติเป็นนโยบายที่ดีครับ แต่ขอให้นำอุปสรรคหรือปัญหาต่าง ๆ เข้ามาแก้ไขเพื่อจะให้ โครงการนี้บรรลุไปสู่โครงการต่อไป จึงเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ได้โปรดส่งเรื่องนี้ หรือให้ทางรัฐบาลได้ลงไปสิครับ วันนี้อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี กำลังรอคอย ความหวังที่จะสร้างโครงการนี้ให้สำเร็จและจะได้เป็นต้นแบบโครงการของโครงการอื่น ๆ ที่จะจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชุมชนต่อไปในอนาคต
ส่วนโครงการที่ ๒ ที่ผมจะนำเสนอและเป็นโครงการอีกโครงการหนึ่งที่เชื่อว่า เป็นโครงการที่ดีมาก ๆ ด้วยอีกโครงการหนึ่งของ ส.ป.ก. เพราะโครงการนี้ถ้ามีการต่อยอดดี ๆ จะเป็นการสนองตอบต่อยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เป็นกระบวนการศึกษาเรื่องการเรียนรู้ ตลอดชีวิต เรื่องออนไลน์ เรื่องการประดิษฐ์นวัตกรรม สมาร์ต ฟาร์ม (Smart Farm) ๕ จี (5G) หรือเรื่องอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต นั่นคือโครงการเยาวชนครับ โครงการสร้างเยาวชนพัฒนา เกษตรกรที่จะให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าไปดำเนินการจัดสรรที่ดิน ตอนนี้รุ่นที่ ๑๕ เกิดที่ตำบลวังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีครับ รุ่นที่ ๑๓ ๑๔ ๑๕ อบรมเสร็จไปเป็นปี ๆ แล้ว แต่การจัดสรรที่ดินก็อยู่ที่กระบวนการครับ อาจจะล่าช้า อุปสรรคปัญหาต่าง ๆ อาจจะอ้างว่างบประมาณขาดแคลน ขาดทุนทรัพย์ โครงการนี้เราถือว่าปัญหาที่ดินทำกินเป็นปัญหาใหญ่อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อโครงการปฏิรูปที่ดิน ได้ทำมาหลายโครงการจนมาถึงโครงการนี้โครงการที่ ๑๕ การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร สำหรับเยาวชนที่จบการศึกษาภาคบังคับกำลังก้าวเข้าสู่เยาวชนของชาติเป็นพลังของชาติต่อไป ผมเล็งเห็นว่าถ้าประชาชนรุ่นใหม่ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ก็พยายามผลักดัน ให้ลูกได้รับการศึกษาขั้นสูงและเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อไม่อยากให้ลำบากยากแค้นเหมือนกับ พ่อแม่ในอดีตที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นหวังว่าในโอกาสโครงการเหล่านี้เป็นโครงการเพื่อเยาวชน คนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาถือครองที่ดินอาจจะกลับสู่ไร่นาก็ได้ เพราะมีการศึกษา ผมถือว่า โครงการนี้เป็นโครงการซึ่งจะสร้างความหวังให้กับเด็กเยาวชน จึงขอนำเสนอว่าเมื่อ ส.ป.ก. มีโครงการหนึ่งที่ดีอยู่แล้ว มีหลักการ เหตุผล อุปสรรคที่ดี จึงขอนำเสนอในประเด็นหลัก ๆ ที่จะขอให้แก้ไขด้วยว่าเป็นไปได้ไหม ณ ขณะนี้การนำสู่การปฏิบัติ อย่างเช่นตอนนี้เกษตรกร ที่หลักการดีมากครับ มีการอบรม มีการคัดกรองของ ส.ป.ก. อายุประมาณ ๑๘-๔๕ ปี ให้ที่ดินประมาณ ๔ ไร่ ปลูกที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน ๔ ไร่ ที่อยู่อาศัยประมาณ ๒ ไร่ ซึ่งถือว่า เป็นจำนวนที่มากพอ มีการคัดกรอง มีการอบรม ตรงนี้ผมถือว่ามีการให้ความรู้เกษตรกร มีหลักสูตร เพียงแต่ว่าหลักสูตรนั้นอาจจะไม่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ควรจะมีการ ปรับปรุงหลักสูตรบ้าง เพราะเหตุว่าเกษตรกรลงพื้นที่แต่ละที่นั้นปัญหาต่าง ๆ ก็มี อย่างเช่น ดิน สภาพของดิน สภาพของสิ่งแวดล้อมก็ไม่เหมือนกัน ขอให้ปรับปรุงหลักสูตร
อีกอันหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือควรมีการพัฒนาสาธารณูปโภค เพราะเยาวชน คนรุ่นใหม่นั้นอาจจะเพิ่งเริ่มต้น เริ่มสร้างฐานะ อาจจะมีทรัพย์ไม่เพียงพอต่อการที่จะลงทุน ดังนั้นถ้าหากเป็นโครงการนี้ถ้ารัฐบาลได้มองเห็นความสำคัญนะครับ ได้โอกาสกับเยาวชน ของชาติที่จะเข้าสู่ความมั่นคงนั้น ผมถือว่ามันเป็นโอกาสที่จะให้เด็กรุ่นใหม่ซึ่งมีความรู้ อยู่แล้ว ๑. ได้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต เดี๋ยวนี้สังคมเราเป็นสังคมออนไลน์ ความรู้สามารถ หาได้ทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลา เยาวชนสามารถจะสร้างนวัตกรรม ทำสมาร์ต ฟาร์ม (Smart farm) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินจำนวนมาก ๆ เพียง ๔ ไร่ ปลูกบ้านถึง ๒ งาน อันนี้ก็เป็นโอกาส ที่จะเริ่มสร้างครอบครัว ในอนาคตอาจจะเป็นการสร้างนวัตกรรมหรือสร้างอุตสาหกรรม โดยเฉพาะปีนี้และเป็นยุคของดิจิทัลนะครับ เราสู่เกษตรกรรมหลักน่าจะมีการส่งเสริมครับ ให้เยาวชนของชาติมีโอกาสที่จะนำความรู้ความสามารถ เริ่มสร้างฐานะต่อไป ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เรื่องของอุปสรรคและข้อเสนอแนะที่ผมจะนำเสนอกับรัฐบาลครับ
๑. การสร้างเกษตรกรนั้นควรจะให้มีการอบรมให้ความรู้ นี่สำคัญมาก ๆ ก่อนที่จะเข้าสู่ที่ดิน ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะมาลงสมัคร เขาก็ไม่เข้าใจว่าจะนำที่ดินไปทำอะไร ประโยชน์อย่างไร
๒. การพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานต้องสร้างถนน แหล่งน้ำและกระจายน้ำ เข้าสู่พื้นดิน จาก ๒ โครงการที่ผมเห็นอยู่ล้วนแล้วแต่ไม่มีการบูรณาการ ต่างคนต่างทำ มีแต่รับภารกิจ แล้วก็ตอบคำถามเดียวกันคือไม่มีงบประมาณ ประชาชนก็รอไป รอแล้วรออีก เวลามันชดเชยไม่ได้นะครับ
๓. การบูรณาการอย่างที่บอกทุกภาคส่วนนั้นต่างคนก็ต่างเกี่ยงกัน ประชุม แล้วก็ประชุม เสร็จแล้วก็ตำหนิชาวบ้านว่าไม่กระตือรือร้น ท่านครับ ชาวบ้านตาดำ ๆ หาเช้ากินค่ำ หาเช้ากินค่ำพรุ่งนี้จะกินตรงไหน จะมีเวลาตรงไหนไปติดต่อราชการ น่าจะให้ องค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งใกล้ที่สุดเป็นแกนกลาง เป็นผู้จัดการดูแลประสานงาน ใช่ครับ ทุกคนคงไม่รู้ทั้งหมด แต่ประสานได้ครับ ที่จะช่วยเหลือชาวบ้านให้ติดต่อได้ การจัดที่ดินนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมากมาย ท่านผู้รู้ทางด้านที่ดินเขาบอกว่าสัก ๒ ไร่กว่าถึง ๓ ไร่ ก็เป็นการเพียงพอแล้ว อีกอันหนึ่ง ที่สำคัญมากต้องมีการประเมินติดตามที่บอกว่าพีดีซีเอ (PDCA) ก็เช่นเดียวกัน เรามีนโยบาย ลงไปแล้วก็ต้องนำสู่การปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วก็ต้องมีการติดตามของหน่วยราชการ ว่าทำอย่างไรให้ขวัญกำลังใจแก่เกษตรกร และมีผู้เป็นแกนกลางหรือผู้จัดการที่ดินเพื่อที่จะ ให้มีการสนองตอบและวกกลับว่าอะไรคือปัญหาเพื่อจะแก้ไขต่อไป นั่นการติดตามครับ ดังนั้นในโอกาสที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นความสำคัญโดยเฉพาะที่ดิน และอีกเรื่องสำคัญ มาก ๆ คือเรื่องน้ำ ถ้าประเทศไทยสามารถจัดการ ๒ เรื่องนี้ได้ เรื่องน้ำกับที่ดิน ผมยังเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง ใครจะบอกว่าประเทศไทยยากจนก็ตาม ผมเชื่อว่าประเทศไทยถ้าจัดการกันดี ๆ แล้วเป็นประเทศที่ร่ำรวย มีทรัพยากรธรรมชาติ มีมนุษย์ที่เข้มแข็ง มีน้ำใจที่ดีงาม ดังนั้นเหมาะที่สุดแล้วครับ ถึงโอกาสนี้ รัฐสภาแห่งนี้ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อบริหารจัดการเรื่องที่ดิน ขอบพระคุณมากครับ