พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือบทบาทของ สตง. ในการกำกับดูแลการตรวจเงินแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องให้เร่งตรวจสอบความโปร่งใสของงบประมาณ ทั้งในและนอกงบประมาณ โดยเฉพาะงบท้องถิ่น รวมถึงผลักดันความร่วมมือกับ ป.ป.ช. ในการดำเนินคดีทุจริต และเสนอให้ติดตามการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน การใช้ทรัพย์สินของรัฐ และการให้คำปรึกษาด้านงบประมาณอย่างเข้มแข็ง ตามอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดเพื่อเสริมสร้างวินัยการคลังอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมก็ขอขอบคุณที่ทาง สตง. ได้จัดทำนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินให้สภาได้รับทราบ ผมจะมีความเห็นหลายประการด้วยกัน ซึ่งบางส่วนท่านอาจจะได้มีการประกาศนโยบายไปแล้ว แต่ว่าก็ขอฝากไว้เพื่อจะได้ไปดำเนินการต่อในภายหน้าได้นะครับ ในเบื้องต้นเลยในข้อที่ ๑ ที่ท่านเขียนเกี่ยวกับเรื่องทิศทางและเป้าหมายของการตรวจเงินแผ่นดินนั้น ก่อนที่ท่าน จะเข้ามาเมื่อสักครู่นี้ท่านอาจจะได้ฟังพวกเราในที่ประชุมแห่งนี้พูดถึงเรื่องงบของกองทุน เพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานซึ่งมีปัญหาอย่างมาก เราเสียเวลามากกับเรื่องนี้ เพราะว่าเขา มีการเสนองบที่ล่าช้าถึง ๕ ปีด้วยกันตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นนะครับว่า สตง. ได้มีการประกาศนโยบายให้ชัดเจนครับว่าทิศทางของการทำงานท่านท่านจะดูแลให้งบ ของท่านมีความรวดเร็วภายในเวลาที่กำหนดอย่างน้อยก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ช้า ไปกว่า ๓ เดือนนับแต่ที่ปิดงบ เพราะว่าการที่งบมาล่าช้าทำให้การพิจารณาก็ดีหรือว่า การตรวจสอบต่าง ๆ ก็ดีไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพราะมันผ่านไปแล้ว แล้วก็หลายเรื่องอาจจะ ไม่ทันการณ์นั่นก็เป็นประการหนึ่ง ในขณะเดียวกันผมอยากเห็นทิศทางของท่านมุ่งไปสู่ การตรวจงบเงินนอกงบประมาณ เพราะทุกวันนี้ระบบงบประมาณของบ้านเราจะมีการเฉไฉออกไปสู่เงินนอกงบประมาณมาก ขึ้น ๆ งบประมาณประจำปีแต่ละปีจึงมีการตั้งงบที่เรียกว่า งบกองทุนต่าง ๆ แม้กระทั่ง สภาพัฒน์ในเดือนที่ผ่านมายังมีการตั้งงบ ๑๐๐ ล้านบาท สำหรับการส่งเสริมงานวิจัยของ สภาพัฒน์ เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นท่านได้มุ่งตรวจเงินนอกงบประมาณให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบของท้องถิ่นซึ่งรัฐบาลพยายามจะมีนโยบายการกระจายอำนาจออกไป ก็คือให้มีอำนาจมากขึ้น เจียดจ่ายเงินงบประมาณมากขึ้น เพราะฉะนั้นงบท้องถิ่นต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อบต. หรือ อบจ. ก็ตามควรจะต้องมีงบที่โปร่งใสตรวจสอบได้ แต่ปรากฏว่า ในเอกสารงบประมาณที่ได้นำเสนอมาของปี ๒๕๖๓ อบต. และ อบจ. ไม่มีตัวเลขให้เราดู หลายแห่งด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อบต. ต่าง ๆ ในการเขียนเกี่ยวกับเรื่องธรรมาภิบาล แล้วก็เรื่องของการตรวจสอบความผิดหรือคอร์รัปชัน จริง ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับปีปัจจุบัน คือปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๔ เขียนให้อำนาจกับท่านอย่างมากในการที่จะเอาผิดหน่วยงาน ที่มีพฤติกรรมที่ฉ้อฉล ผมอยากเห็นท่านเอาใจใส่ หรือเขียนเรื่องนี้ให้ชัดเจนว่า สตง. จะประสานกับองค์กรอย่าง ป.ป.ช. เหล่านี้เป็นต้น เพื่อเอาเรื่องกับหน่วยงานที่ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับเรื่องของการเงินของแผ่นดิน ซึ่งในข้อ ๑.๘ ท่านเขียนอ่อนเกินไป
สำหรับเรื่องผลสัมฤทธิ์ ท่านเขียนไว้ค่อนข้างที่จะหลายด้านด้วยกัน แต่ผม ก็อยากมีประเด็นว่าผลสัมฤทธิ์ของเราในการตรวจเงินแผ่นดินน่าจะเป็นเพื่อให้ระบบการคลัง ของเรามีการรักษาวินัยอย่างเคร่งครัด การรักษาวินัยอันนี้อาจจะไม่ใช่วินัยที่เป็นไปตาม ระเบียบเสียทีเดียว เพราะว่าระเบียบบางครั้งก็อาจจะไม่เหมาะสม ไม่ทันการณ์ ก็คืออาจจะ เป็นการใช้เงินที่เป็นไปตามระเบียบก็จริงแต่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้น สตง. จะต้องช่วยดูแลตรงนี้ว่าผลสัมฤทธิ์ของท่าน งานของท่านจะเกิดผลต่อการที่จะมีฟีดแบ็ก (Feedback) กลับมายังระบบงบประมาณ ระบบการจัดสรรงบประมาณประจำปี หรือระบบ ของการเบิกจ่ายงบประมาณว่ามีจุดรั่วหรือมีส่วนที่ควรจะต้องมีการปรับปรุงแค่ไหน อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของข้อ ๒.๒ ท่านพูดถึงเรื่องของการบริหารการเงินการคลังว่า ท่านจะดูแลไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงหรือความเสียหาย จริง ๆ แล้วต้องยอมรับว่าการทำงาน ใด ๆ ต้องมีความเสี่ยง ที่ว่าไม่มีความเสี่ยงเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่าเราต้องบริหารความเสี่ยง ให้อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้อย่างไร
ประเด็นหนึ่งที่อยากจะขอฝากไว้ก็คือว่า กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของการ คุ้มครองเงินฝากที่เรามีมาหลายปี เมื่อตอนกลางปีที่แล้วได้ลดวงเงินมาเหลือ ๕ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าหากหน่วยงานของรัฐมีการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์ แล้วธนาคารพาณิชย์ เกิดมีปัญหาไม่สามารถจ่ายคืนได้เพราะฝากเกิน ๕ ล้านบาท จะทำอย่างไร ใครจะรับผิดชอบ ในอดีตสิ่งนี้อาจจะไม่เป็นปัญหาเพราะว่าเรายังมีความเชื่อและเข้าใจและดำเนินการว่า แบงก์ล้มไม่ได้ แต่ในเมื่อ พ.ร.บ. คุ้มครองเงินฝากมีการบีบคั้นมาถึงจุดนี้แล้ว แล้วต่อไปก็จะ เหลือแค่ ๑ ล้านบาท เพราะฉะนั้น สตง. ต้องช่วยดูแลว่าหน่วยงานรัฐซึ่งอาจจะไม่ได้คุ้นเคย กับการบริหารความเสี่ยงท่านจะดูแลการฝากเงินเหล่านี้อย่างไร
ประเด็นต่อไปเรื่องของการตรวจ สิ่งที่ท่านทำแล้วก็เขียน ผมคิดว่ามีประเด็น ที่อยากจะขอคอมเมนต์ (Comment) ในข้อ ๓.๑.๔ ที่ว่าท่านให้คำปรึกษากับหน่วยรับตรวจ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินก่อให้เกิดประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ ประเด็นที่ผมอยากจะถาม ก็คือว่าเกิดหน่วยงานนั้นไปถามสำนักงบประมาณ ไปถามกรมบัญชีกลาง แล้วคำตอบที่เขา ได้ขัดแย้งกับท่านจะทำอย่างไร อันนี้ก็คงจะต้องมีความชัดเจน
อีกประการหนึ่งในเรื่อง ๓.๒ เรื่องวินัยการเงิน การคลัง อย่างที่ผมได้เรียนว่า วินัยการเงินการคลังเป็นผลสัมฤทธิ์ ในมาตรา ๒๔๐ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการเขียน ให้อำนาจกับท่านอย่างชัดเจน ท่านสามารถสั่งลงโทษทางปกครองกรณีมีการกระทำผิด กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นท่านมีการสะท้อน ประโยคนี้ของรัฐธรรมนูญในการทำงานของท่าน เพื่อให้ท่านได้ให้ผู้รับตรวจเห็นได้ชัดว่า ท่านมีดาบอยู่ในมือ
ประเด็นต่อไปที่ผมขออนุญาตคอมเมนต์ (Comment) ก็คือว่าปกติแล้ว เวลาที่เราจะจับหาคนผิดมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันจะต้องมีความร่วมมือจากผู้ที่ให้ข้อมูล หรือผู้ที่คอยดูแล ผมเห็นใจที่ท่านไปดูเอกสารแล้วจะไปดูว่าเขาจะผิดหรือไม่ผิด แต่ว่าอันหนึ่ง ที่จะช่วยได้ก็คือเรื่องของการส่งเสริมให้มีระบบการตรวจสอบภายใน จริง ๆ ในองค์ประกอบ ของ สตง. ของคณะกรรมการของท่านก็มีคุณสมบัติข้อนี้ข้อหนึ่งไว้ เพราะฉะนั้นผมอยากเห็น ท่านได้มีการประสานกับสำนักงานตรวจสอบภายในของแต่ละแห่งแต่ละที่ ในการทำงานนั้น ถ้าหากหลายที่หลายแห่งอาจจะไม่มีหรือไม่ยอมมี ท่านก็ต้องพยายามผลักดันให้มี เพราะว่า เป็นการส่อถึงเจตนาที่อาจจะไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันประการสุดท้ายที่ขออนุญาตยกขึ้นมา ก็คือเรื่องของการที่งานของท่านเป็นงานตรวจสอบก็คือมองย้อนหลังไป ซึ่งก็เป็นประโยชน์ ระดับหนึ่ง แต่จะให้เกิดประโยชน์มากไปกว่านี้ก็คือท่านควรจะต้องช่วยมองไปข้างหน้าด้วย ซึ่งการมองไปข้างหน้าแน่นอนคงจะไม่ได้อาศัยแต่เฉพาะเอกสารหรือการตรวจสอบย้อนหลัง แต่คงจะต้องช่วยเขาดูในเรื่องของการบริหารความเสี่ยง ซึ่งประเด็นนี้ผมอยากจะฝากไว้ว่า ในภาคธุรกิจเขาก็จะมีการให้ความสำคัญกับเรื่องของการบริหารความเสี่ยงอย่างมาก เพราะว่าอนาคตข้างหน้านี้เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลง เรื่องที่เราเคยถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาก็ไม่เป็นเช่นนั้น เรื่องหนึ่งที่อาจจะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือเรื่องของทรัพย์สินของรัฐต่าง ๆ อย่างเช่นโรงเรียนต่าง ๆ โรงเรียนประชาบาลต่าง ๆ ที่สร้างกันอย่างเต็มที่ทั่วประเทศทุกวันนี้มีการใช้สอยน้อยมาก ทรัพย์สินเหล่านี้ผมอยากเห็น สำนักงบประมาณให้ความสำคัญ แล้วก็ช่วยดูว่าเราจะมีระบบการบริหารจัดการให้โรงเรียน หรืออาคารต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งทิ้งร้างไว้ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไร หน่วยงานของท่านจะ เป็นหน่วยงานที่มีประโยชน์อย่างมาก เพราะว่าจะสามารถสะท้อนสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมา ให้กับรัฐบาลได้เห็น ขอขอบพระคุณมากครับ