สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓

สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา หารือเรื่องการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการที่ประเทศไทยถดถอยในด้านการศึกษา และเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับความถนัดของแต่ละคน รวมถึงการปรับปรุงและจัดการเรียนการสอนทุกระดับ เธอยังหารือเรื่องการบริหารการจัดการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารแบบศูนย์รวมอำนาจและระบบการคัดกรองผู้บริหารที่มีผลงานที่ดี และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบัณฑิตที่จบแล้วตกงาน นอกจากนี้ เธอยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนให้ตรงตามความต้องการของนักเรียน โดยให้ศูนย์กลางอยู่ที่นักเรียน และส่งเสริมให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อสังคม

นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒๙ เขตภาษีเจริญ ตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ เรื่องรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการ ตามแผนปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประจำ ทุก ๓ เดือนที่ต้องมารายงานให้สภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ ดิฉันขออภิปรายในส่วนของ ด้านการศึกษา ซึ่งในรัฐธรรมนูญนั้นได้กำหนดในเรื่องของการศึกษาเอาไว้ ๔ ประเด็นใหญ่ ๆ ก็คือเรื่องของการดูแลและพัฒนาเด็กเล็กให้มีการเรียน การพัฒนาร่างกายจิตใจ อารมณ์ โดยที่ไม่ต้องเก็บค่าใช้จ่าย

ข้อ ๒ ให้ดำเนินการในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี หลังจากที่มีร่าง พ.ร.บ. ออกมา

ข้อ ๓ ให้มีกลไกและระบบคัดกรองพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครู จิตวิญญาณ และคุณธรรมในการบริหารงาน

ข้อ ๔ ปรับปรุงและจัดการเรียนการสอนทุกระดับตามความถนัดให้สอดคล้องกัน ทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ ถ้าเรามาพิจารณาถึงในกรอบที่กำหนดนั้น ดิฉันเชื่อเหลือเกิน ว่าถ้าประเทศไทยเรานั้นได้พัฒนาไปตามที่ได้วางไว้แบบนี้จริง เราก็จะต้องได้มีประชาชนที่ดี มีประเทศชาติที่ดีแน่นอน ปัจจุบันนี้เหตุการณ์มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังในการปฏิรูป โดยเฉพาะด้านการศึกษาที่จะสร้างคน สร้างชาติ มันกลับสวนย้อนกัน นับวันยิ่งจะถดถอย กลับบ้านเก่า วันนี้การศึกษาในอาเซียน (ASEAN) แซงหน้าประเทศไทยไปหมดแล้ว ง่าย ๆ ค่ะ ภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาแม่ เด็กของเรานั้นจบมัธยมศึกษาตอนปลายยังอ่านไม่ได้ เขียนไม่เป็น กันอีกมากมาย ทั้ง ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ทุกระดับชั้นตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ ๑ จนถึง มัธยมศึกษาปีที่ ๖ ผลสอบโอเน็ต (O-NET) ตกกันทั้งประเทศ มันแสดงให้เห็นถึงว่าหลักสูตร การศึกษาที่มีในเมืองไทยนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ของผู้เรียน แต่เด็กทุกคนนั้นดิฉันอยากจะบอกว่า เขามีศักยภาพในการที่จะเรียนรู้ได้ ถ้าได้รับการเรียน ได้รับการกระบวนการสอนที่เหมาะสม วิธีการเรียนที่เหมาะสม เราต้องบอกว่ากระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณ มากที่สุดต่อเนื่องมาหลายปี และในระยะเวลาที่ไม่ถึง ๑๐ ปีมานี้กระทรวงศึกษาธิการนั้น ได้รับงบประมาณเพิ่มกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงเอาไปทำอะไรคะ ถ้าเป็นไปตาม การบริหารจัดการในเรื่องของสิ่งที่ดิฉันบอกมา ๔ ข้อนั้น

เรื่องแรก ที่จะต้องพัฒนาก็คือเรื่องการบริหารการจัดการศึกษา โดยเฉพาะ การบริหารแบบศูนย์รวมอำนาจ ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นการทำงานแบบที่รับคำสั่ง รับระเบียบ เรื่องนี้ต้องเปลี่ยนแปลง ต้องแก้ไขอย่างยิ่งค่ะ เพราะการทำงานนั้นการวัดผลของผู้เรียนนั้น จะต้องมาจากครูที่ดี ครูที่ดีมาจากผู้บริหารที่ดี ถ้าผู้บริหารนั้นมาแบบแค่ที่จะไต่เต้าบันไดไป ยกตัวอย่างโรงเรียนในเขตพื้นที่ภาษีเจริญของดิฉันมีอยู่ ๑ โรงเรียน ขออนุญาตที่จะเอ่ยนาม โรงเรียนไชยฉิมพลีวิทยาคม มีผู้บริหารมีท่าน ผอ. มาเปลี่ยนทุก ๆ ปี จนทำให้เด็กนักเรียน ทำให้ครูอาจารย์ที่นั่นไม่สามารถที่จะจับหลักได้ว่าจะมีนโยบายอะไรที่จะทำให้เด็กนักเรียนนั้น สามารถเรียนรู้และพัฒนาไปได้ นี่เป็นหนึ่งอย่างที่อยู่ในระบบคุณธรรม ดิฉันอยากฝากเอาไว้ ในการที่จะบริหารจัดการการศึกษา ต้องจัดการระบบให้ดีเสียก่อน ให้มีระบบการคัดกรอง ผู้ที่จะมาเป็นผู้อำนวยการว่าวัดผลจากความสำเร็จ มุ่งผลที่ผลงานมากกว่าที่จะมุ่งหวังแค่เป็น ตามเวลาหรือมาเปลี่ยนจากโรงเรียนเล็ก ๆ เพื่อที่จะไปสู่โรงเรียนใหญ่ ๆ อย่างนี้ดิฉันขอฝาก เอาไว้ และการขาดแคลนบัณฑิตของเราในทุกวันนี้ก็ย้อนศรกลับบัณฑิตที่จบซึ่งตกงานเป็น จำนวนมาก ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากให้ทางคณะกรรมการนั้นได้เน้นไปถึงหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอนนั้นได้ตอบโจทย์หรือยัง ได้ตอบโจทย์ให้สังคม ให้กับอุตสาหกรรม ที่ต้องการหรือไม่

สุดท้ายจริงๆ นะคะ วิธีการเรียนแบบสำเร็จรูปที่ทางกระทรวงนั้นได้คิดได้ทำ มาตลอดเลิกเถอะค่ะ ดิฉันอยากจะให้เอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจริง ๆ ให้ฟังความคิดเห็นของ เด็ก ๆ รุ่นใหม่ของพ่อแม่ผู้ปกครอง อยากให้เขาเรียนแบบสำเร็จรูป ให้เขานั่งฟัง ฟังแบบ เบื่อหน่ายโดยที่ไม่ได้มีอะไรกระตุ้นให้เขาได้คิดได้แก้ไข ตอนนี้โลกเปลี่ยน เด็กเปลี่ยน คงต้อง เปลี่ยนวิธีการสอนต้องเปลี่ยนให้เข้ากับเด็ก สอนให้เขาเรียนรู้เป็นการเตรียมตัวเพื่อการ เป็นมนุษย์ที่ดี เป็นคนในสังคมที่เข้าใจสังคม ถ้าเราอยู่ในสังคมนี้เราต้องมีความผูกพันกัน จะไม่เป็นคนที่แยกตัวจากสังคมหรือแสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว จะต้องรู้ความรับผิดชอบ ความเป็นไปทั้งหมดของสังคมด้วยกัน เท่ากับเป็นการหล่อหลอมคนให้ประสบความสำเร็จ จะเป็นคนที่มีประสิทธิภาพ และสามารถนำพาประเทศชาติให้ก้าวสู่ความเจริญแบบยั่งยืนได้ กราบขอบพระคุณค่ะ