จักรพันธ์ พรนิมิตร หารือปัญหาการศึกษาที่ล่าช้าและคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กยากจนกว่า 1.6 ล้านคน และความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ระหว่างโรงเรียนต่างประเภท พร้อมชี้ปัญหาจากการจัดสรรงบประมาณแบบรายหัวที่ส่งผลต่อการเรียนการสอนของเด็กปฐมวัยและอาชีวศึกษา เรียกร้องให้เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ผมต้องขอบคุณทางคณะที่มาชี้แจง เนื่องจากในส่วนของที่ผมได้อภิปรายไปเมื่อ ๒ ครั้งที่แล้ว ที่ทางคณะได้มารายงานความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๗๐ ทางผมแล้วก็ เพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านในสภาแห่งนี้ก็ได้ฝากในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา เนื่องจากเราจะพบว่าในรายงานความก้าวหน้าใน ๒ ครั้งแรกที่ผ่านมาตั้งแต่เปิดสภาชุดนี้มา ไม่มีเรื่องความคืบหน้าของแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเลย แต่ว่าในรายงานฉบับนี้เป็น ครั้งที่ ๓ ก็ปรากฏว่ามีการบรรจุเรื่องของความคืบหน้าด้านการศึกษาดังกล่าว ซึ่งผมนับ ๆ ดู ก็ประมาณ ๒๐ หน้า ก็ต้องกราบขอบคุณทางคณะกรรมการที่ได้นำข้อสังเกตของท่านสมาชิก ไปดำเนินการ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สื่อซึ่งได้ขออนุญาตไว้แล้ว ก็คือในส่วนของผมเองที่อยากจะเน้นย้ำกับที่ประชุมแห่งนี้ผ่านท่านประธานสภาไปยัง คณะทำงานที่มาชี้แจงในวันนี้ ก็คือเรื่องของความคืบหน้าของแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เนื่องจากในสถานการณ์ประเทศเราที่ผ่านมาสถานการณ์ทางด้านการศึกษาก็ไม่ได้อยู่ใน ลักษณะที่น่าพอใจนัก เราไปดูที่ทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเองเป็นผู้ได้ รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้ ผมนำมาให้ทางที่ประชุมได้รับทราบร่วมกันแค่นั้นเอง ผลสอบโอเนต (O-NET) ระดับ ป.๖ ม.๓ ม.๖ ช่วง ๑๐ ปีย้อนหลังของเรามีแค่วิชาภาษาไทย เท่านั้นเองที่ถึง ๕๐ คะแนน คือถึงครึ่งหนึ่ง นอกจากนั้นก็ต่ำกว่า ๕๐ คะแนนหมด แล้วก็แน่นอนว่าวิชา ที่คะแนนต่ำที่สุดก็คือภาษาอังกฤษ ผลสอบพิซา (PISA) ของเด็กไทยซึ่งเปรียบเทียบช่วงอายุ ๑๕ ปี เทียบกับเด็กทั่วโลกในวัยเดียวกันเราก็อยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง พูดง่าย ๆ ว่า อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ และยิ่งถ้าเทียบคนที่ได้คะแนนระดับสูงกับประเทศ เพื่อนบ้านเราในอาเซียน (ASEAN) เรามีสัดส่วนนักเรียนที่ได้คะแนนระดับสูงไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เพื่อนบ้านเราอย่างประเทศสิงคโปร์มีสัดส่วนในประเภทเดียวกันตั้ง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผลการจัดอันดับการสำรวจของดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ไอเอ็มดี (IMD) ก็คือองค์กรระหว่างประเทศ ที่เขาเซอร์เวย์ (Survey) ทางด้านการศึกษา ความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็พบว่า ความพอใจเรื่องการศึกษาของผู้ประกอบการทั่วโลก ของไทยเองก็ถือว่าไม่สูงมาก ผลสอบ วีเน็ต (V-NET) ซึ่งก็คือมาตรฐานของเด็กอาชีวศึกษา ปี ๒๕๕๙ ก็ไม่ได้น่าพอใจเท่าไร เรามีเพียง วิชาสังคมและการดำรงชีวิตเท่านั้นที่มีคะแนนมากกว่า ๕๐ คะแนน นอกนั้นต่ำกว่าเกณฑ์หมด ที่น่าสังเกตก็คือระดับ ปวส. ซึ่งควรจะมีทักษะสูงกว่า ปวช. กลับมีคะแนนที่ต่ำกว่า ปวช. ซึ่งสะท้อนปัญหาบางอย่างของการศึกษาบ้านเรา ผลทดสอบคะแนนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ระดับ ป.๔ ม.๒ ของโครงการศึกษาแนวโน้มการจัดการศึกษาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เปรียบเทียบกับนานาชาติเราก็ยังถือว่าห่างไกล ระดับคะแนนของเราอยู่ที่ไม่ถึง ๔๕๐ คะแนน ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ ๕๐๐ กว่า ๖๐๐ กว่าครับ ผลความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ในปี ๒๕๖๑ เราก็อยู่ลำดับ ๖๔ จาก ๘๘ ประเทศทั่วโลก
และสุดท้ายเรื่องของความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและคุณภาพการศึกษา ที่ไม่เท่ากันระหว่างโรงเรียน เรามีเด็กอายุ ๓-๑๗ ปีที่ไม่ได้เข้าโรงเรียน ๑.๖ ล้านคน แล้วก็ ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจน เรามีความแตกต่างเชิงคุณภาพที่สะท้อนจากผลลัพธ์ ทางการศึกษาของโรงเรียนบางกลุ่ม เช่น โรงเรียนที่เน้นวิทยาศาสตร์ โรงเรียนกลุ่มสาธิต กลุ่มนี้จะมีคะแนนที่สูงกว่าเด็กโรงเรียนอื่น ๆ
และสุดท้ายในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรในลักษณะรายหัวทำให้โรงเรียน ของรัฐส่วนใหญ่แล้วมุ่งเน้นในเรื่องการขยายปริมาณนักเรียนให้มาก ๆ เพื่อที่จะได้รับ งบประมาณให้มากตามจำนวนรายหัว ซึ่งอันนี้ก็ไปกระทบกับเรื่องคุณภาพของการศึกษา อันนี้ก็เป็นภาพรวมที่ผมอยากจะกราบเรียนทางที่ประชุมว่าสถานการณ์ด้านการศึกษา บ้านเรา อันนี้ไม่ได้โทษใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะว่าก็เป็นเรื่องที่สะสมกันมา ตลอดเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าทางกรรมการเองทางรัฐบาลเองก็คงเห็นความสำคัญ ในเรื่องนี้ จึงได้นำเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาเป็น ๑ ในแผนการปฏิรูปประเทศ ๑๒ ด้าน ในส่วนของผมเองหลังจากที่เราได้เห็นภาพรวมของการศึกษาบ้านเราเมื่อสักครู่ ก็คงจะต้อง ฝากข้อสังเกตไปยังท่านกรรมการในบางประเด็นเพื่อจะได้นำไปกระตุ้นหรือว่าเร่งให้กับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านการศึกษานำไปปฏิบัติ ผมคงต้องเริ่มตั้งแต่เรื่องของในประเด็น การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้แต่งตั้ง ผมก็คิดว่า เรื่องของโครงสร้างก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหากเราไม่มีโครงสร้างที่เรากำหนดไว้ที่จะทำเรื่อง การศึกษาขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะตามมาจากมติของกรรมการ การพิจารณาของกรรมการก็จะ ล่าช้าตามไป เพราะฉะนั้นสถานการณ์ที่เราเป็นห่วงเกี่ยวกับการศึกษาบ้านเรามันก็จะกระทบ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ กรรมการนโยบายพัฒนาเด็กปฐมวัย ก็ยังไม่ได้ตั้ง อันนี้ก็เลยตามกำหนดของกฎหมายมาหลายเดือนแล้ว คนที่ทำงานด้านเด็กปฐมวัย ก็สอบถามมาตลอดว่าเมื่อไรจะตั้ง เพราะว่าเรื่องของคุณภาพเรื่องของหลักสูตร เรื่องของกระบวนการเรียนการสอนของเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นเรื่องสำคัญตาม พ.ร.บ. ใหม่ที่เกิดขึ้น เมื่อปี ๒๕๖๒ ก็ไม่ได้รับการกำหนดจากคณะกรรมการดังกล่าว เมื่อไม่มีคณะกรรมการดังกล่าว ของพวกนี้ก็ล่าช้าไป หมายความว่าในส่วนของเด็กปฐมวัยที่มีความสำคัญเป็นพิเศษก็คือ ใน พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้เรากำหนดไว้ชัดเจนว่าเราจะต้องไม่มีการสอนเด็กปฐมวัยที่เน้นวิชาการ แต่ต้องให้มีความสมดุลระหว่างวิชาการ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านอารมณ์ ของแบบนี้ ยังไม่ได้มีการพัฒนา ไม่ได้มีการระบุ ไม่ได้มีการกำหนดเลย เนื่องจากรอคณะกรรมการชุดนี้อยู่ ก็คงต้องฝากผ่านท่านประธานไปยังคณะทำงานว่าช่วยกระตุ้นหรือเร่งหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่อย่างนั้นครั้งหน้าเรามารายงานก็คงเหมือนท่านสมาชิกเมื่อตอนต้นที่กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่า กลับมารายงานก็คงจะเหมือนเดิมอีกเพราะว่ามันไม่มีความคืบหน้าในการทำงาน ส่วนวงรอบ ที่มันสั้นเกินไป ๙๐ วันควรจะขยายเวลาไหม เราก็คงไม่สามารถที่จะไปทำอะไรได้ในช่วงนี้ เพราะว่ากำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแบบนี้นะครับ ในส่วนอื่น ๆ ที่ผมอยากจะขอเวลาอีกสักครู่ ในเรื่องด้านอาชีวศึกษาซึ่งคณะกรรมการก็ได้ระบุความคืบหน้าในการดำเนินงานหลายเรื่อง ผมเองก็อยากจะเน้นว่าขอให้ความสำคัญเป็นพิเศษและคงต้องฝากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไปดำเนินการไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิจกรรมในด้านการเรียนฟรีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายในอาชีวศึกษา ในสาขาที่กำหนด อันนี้กำลังจะเริ่มปีการศึกษาใหม่แล้วยังไม่มีความชัดเจนเพราะว่า ปีการศึกษาใหม่จะเริ่มในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้ในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๖๓ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ทำให้จริงจัง ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนที่เป็นเป้าหมายของประเทศ ก็คืออาชีวศึกษาต่อสามัญศึกษาคือต้อง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ต่อ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ก็ถือว่า เป็นมาตรฐานขั้นต่ำมาก ๆ เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้วอาชีวศึกษาจะประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สายสามัญอยู่แค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แต่ประเทศเรายังไปไม่ถึงระดับ ๕๐ : ๕๐ เลยครับ ก็คงฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะทำงานให้ช่วยผ่านกลไกต่าง ๆ ของคณะกรรมการ ปฏิรูปเรื่องการศึกษาให้ดำเนินการเรื่องพวกนี้ให้เป็นจริงเป็นจังมากขึ้น กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ