อนุสรี ชี้ไวรัสโคโรนาเสี่ยงสูง ขอรัฐเร่งสร้างมาตรการ-สื่อสารประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓

อนุสรี ทับสุวรรณ หารือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาอย่างเร่งด่วน พร้อมเรียกร้องให้รัฐจัดระบบข้อมูลและมาตรการป้องกันที่ชัดเจน เชื่อถือได้ และครอบคลุมทั้งการสื่อสาร สาธารณสุข และการดูแลประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ในวันนี้ดิฉันคิดว่าข้อมูลในเรื่องเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา (Virus Corona) นั้นทุกท่านตลอดจน ประชาชนต่างรับรู้ข้อมูลกันมากมาย ในวันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นบทบาทที่สำคัญของฝ่ายบริหาร ที่ควรจะพิจารณารับมือต่อสถานการณ์นี้ในแง่ที่ไม่ได้มองเป็นโรคติดต่อปกติ แต่เป็นโรคติดต่อ ในสถานการณ์ที่องค์การอนามัยโลกคือดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ได้ประกาศว่าให้ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) อยู่ในระดับความเสี่ยงทั่วโลกถือว่าอยู่ในระดับความเสี่ยงสูง และให้สถานการณ์ ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ในประเทศจีนอยู่ในระดับความเสี่ยงที่สูงมาก ประเทศไทย แม้จะพบว่ามีผู้ป่วยแค่ ๑๔ รายก็ตาม แต่ดิฉันเห็นว่ามีความจำเป็นที่สภาเราแห่งนี้ควรจะ มีการดำเนินการอภิปราย หยิบยก หารือกันในเรื่องของมาตรการที่เราควรจะพิจารณา ในเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน กรณีในประเทศไทยดิฉันมองเห็นว่าการที่ทำให้ประชาชนตระหนักรู้ ไม่ใช่ตระหนักกลัว เป็นสิ่งที่สำคัญ แล้วก็ไม่ใช่ความผิดที่เราจะมีความกลัว แต่อยากจะให้แปรความกลัวเป็น เรื่องของความระมัดระวังและการป้องกันว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ต้องดำเนินการบ้าง ท่านประธานคะ แม้กระทั่งหน้ากากป้องกันก็ยังเป็นปัญหา หน้ากากป้องกันมีหลากหลายกันฝุ่น กันเชื้อโรค แต่ตอนนี้ใช้กันมั่วไปหมด เพราะมีการใช้ข้อความที่แชร์ทางไลน์ (Line) มีการบอกวิธีการใช้ หน้ากากผิด ๆ ถูก ๆ ใส่กันกลับด้าน กลับเข้า ๆ ออก ๆ กันไปหมดตอนนี้ แล้วก็ยังมีการแชร์ ข่าวหน้ากากถูกเหมาซื้อไปประเทศจีน บางคนกลัวกันมากก็ไปเหมาซื้อมาจนกลายเป็นว่า ต่อไปนี้หน้ากากกลายเป็นยุทธภัณฑ์ในการต่อต้านเชื้อโรคกันแล้ว สิ่งที่ดิฉันกล่าวมาก็คือ องค์ความรู้ในการป้องกันและรับมือการระบาดควรมีอย่างเป็นระบบและเป็นมาตรฐาน มิฉะนั้นแล้วเราก็จะมีกูรู (Guru) มากมายที่มาแชร์ความรู้เรื่องไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ซึ่งไม่มีใครทราบ ดังนั้นดิฉันเห็นว่ากระทรวงสาธารณสุขซึ่งท่านมีมาตรการต่าง ๆ มากมาย อยู่แล้ว แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวิธีการประชาสัมพันธ์กับช่องทางในการประชาสัมพันธ์ ที่เป็นทางการและเชื่อถือได้ เพราะว่าถ้าเป็นแบบไม่เป็นทางการแบบนี้เราจะมีคุณหมอ กูรู (Guru) ต่าง ๆ แชร์กันในไลน์ (Line) จนอ่านไม่ทัน ดิฉันจำได้ว่าตอนปี ๒๐๐๓ หรือปี ๒๕๔๖ เรามีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการโดยเฉพาะ เทคโนโลยีในการสื่อสารไม่เท่ากับตอนนี้ แต่ก็ทำให้ เกิดความเข้าใจกันได้ แม้กระทั่งตอนนั้นดิฉันจำได้ว่าคนไทยเราก็ไม่กล้ากินไก่กัน ก็เลยต้อง มีรัฐมนตรีมาโชว์ในการกล้ากินไก่ ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ในช่วงนี้ก็เช่นกันมีการบอก ว่าต้นเหตุมาจากค้างคาว แต่เมืองไทยเราไม่กินค้างคาว แล้วจะมีสัตว์อื่นไหมที่เป็นพาหะ ที่เราต้องระวัง การติดต่อนั้นเป็นการติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน คนสู่สัตว์ หรือสัตว์ต่อสัตว์กัน อย่างไรบ้าง ตรงนี้ล่ะค่ะคือการขาดความรู้ที่ดิฉันคิดว่าคนเราจะต้องได้รับมาตรการที่มีจาก สาธารณสุขอย่างเป็นทางการ แล้วก็คนที่เป็นโรคนี้ทุกคนทราบดีว่าไม่ได้เป็นแล้วตายทุกคน ถ้าเข้ารับการรักษาทัน แต่ระยะฟักตัวที่บอกว่า ๒-๑๔ วันเป็นอย่างไรคะ การปฏิบัติตัว ที่ถูกต้องเมื่อได้รับเชื้อเป็นอย่างไร สโลแกน (Slogan) ที่เคยใช้ว่ากินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ตอนนี้ยังใช้ได้อยู่ไหม หรือต้องเพิ่มอย่างอื่นไปว่าสวมหน้ากาก แล้วก็ตลอดสถานที่ที่ควร ระวัง ตอนนี้ก็แชร์กันวุ่นวายไปหมดว่าที่นั่นที่นี่มีนักท่องเที่ยวจีนไปเยอะ ตกลงมันก็จะ กลายเป็นสถานที่ที่ร้างเรื่องนักท่องเที่ยวไปหรือเปล่า จริง ๆ แล้วสถานที่ที่เป็นที่ชุมชน ไม่ใช่แต่เรื่องของสถานที่ที่มีการแชร์กันทางไลน์ (Line) ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ตลอดจนโรงพยาบาล แม้กระทั่งสภาของเราเองจะมีมาตรการอะไรมากกว่าการให้หน้ากาก หรือการวัดอุณหภูมิ หรือการแจกเจล (Gel) ล้างมือ จริง ๆ แล้วอะไรคือจุดที่เหมาะสม เราต้องพ่นฉีดยาอะไรหรือเปล่า นี่ล่ะค่ะคือสิ่งที่สำคัญที่ว่าตรงนี้ล่ะคือข้อมูลข้อเท็จจริง ที่จะต้องมีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ในกรณีที่เกิดในต่างประเทศ นักศึกษาไทยที่อยู่ที่นั่น ดิฉันทราบว่าช่วงใหม่ ๆ ที่ประเทศจีนประกาศปิดเมืองนั้นเด็กนักศึกษาไทยต้องมีความกลัว ความห่วง ไม่ใช่ความผิดของเด็กเลย เขาอาจจะไม่ได้กลัวเรื่องไวรัสโคโรนา (Virus Corona) แต่เขาไม่ทราบว่าเขาจะกินอยู่อย่างไร แต่เมื่อดิฉันได้ทราบแล้วจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุขที่ท่านแจ้งว่าในอีกไม่กี่วัน น้อง ๆ คนไทยและคนไทยจะได้กลับมา ดิฉัน ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านมีความพยายาม ในการทำอย่างเต็มที่แล้วที่จะให้คนไทยเราได้กลับมา แต่ในเรื่องของการที่จะให้เครื่องบิน ต่างชาติเข้าสู่น่านฟ้าของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยที่ไม่ใช่เครื่องบินพาณิชย์มันก็ต้องมีระบบ มีขั้นตอน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นช่วงที่เขาเพิ่งประกาศมาตรการใหม่ ๆ การที่จะอนุญาต ให้เครื่องบินของต่างชาติเข้าไปในน่านฟ้าเขาจึงไม่ใช่เป็นการอนุญาตง่าย ๆ มันต้องมีระบบ มีคิว หรือแม้กระทั่งกรณีที่ประเทศญี่ปุ่นที่อ้างว่ามีการช่วยคนของเขากลับมาแล้วก็เช่นกัน เราก็อยู่ในลำดับที่จะอยู่ในการพิจารณาที่จะได้กลับมาเช่นกัน ตรงนี้ดิฉันถือว่าคุณพ่อคุณแม่ พี่ป้าน้าอาทั้งหลายก็คงจะสบายใจขึ้น เพราะคำถามคือตอนช่วงที่รัฐบาลจีนเขาประกาศนั้น ความมั่นใจของจีนที่เขาคิดว่าควบคุมสถานการณ์ได้นั้นระยะเวลากี่วัน ควบคุมการเดินทาง เข้าออกของคนจะใช้ชีวิตอย่างไรเป็นสิ่งที่เกิดคำถามขึ้นกับคนที่เป็นญาติของคนไทยที่อยู่ที่นั่น การมีเงินซื้อของไม่สำคัญเท่ากับไม่มีของให้ซื้อแล้วจะมีช่องทางอย่างไรบ้าง ดิฉันทราบว่า รัฐบาลไทยไม่ว่าจะโดยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน เรามีแผนคุ้มครองคนไทย เราทราบว่าตอนนี้มีคนไทยที่อยู่ในประเทศจีนทั้งสิ้น ๑๒,๐๐๐ คน แรงงานไทยมีทั้งสิ้น ๕๔ คน คนไทยในอู่ฮั่นมีทั้งหมด ๕๙ คน สถานเอกอัครราชทูตไทย สถานกงสุลใหญ่ไทย ในนั้นได้ให้คนไทยลงทะเบียนแจ้งชื่อข้อมูลการติดต่อผ่านสแกนคิวอาร์โค้ด (QR code) แล้ว ก็ถือว่าเป็นกรณีเร่งด่วนฉุกเฉินจะได้ติดต่อแจ้งข้อมูลขอรับความช่วยเหลือได้ ตรงนี้ละค่ะ กระทรวงการต่างประเทศก็ต้องประชาสัมพันธ์ให้ได้รับทราบกันโดยทั่วไป และที่มากไปกว่านั้น ก็คือดิฉันทราบว่าสถานเอกอัครราชทูตไทยได้ประสานกับทางมหาวิทยาลัยในการที่จะส่ง อาหารให้กับนักศึกษาที่อยู่ในนั้นด้วยในระหว่างที่ยังไม่ได้กลับมา ขณะเดียวกันกระทรวง สาธารณสุขก็มีระบบวีแชต (WeChat) เพราะว่าทางจีนเขาไม่ได้ให้ใช้ระบบไลน์ (Line) ทั่วถึง เหมือนอย่างของเรา ก็มีวีแชต (WeChat) ในการสนทนากับทางนักศึกษาไทยเกี่ยวกับข้อมูล ในการให้ระมัดระวังตัวและป้องกันอย่างไร ดิฉันคิดว่าทางกระทรวงสาธารณสุข กระทรวง การต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน ดูแลคนไทยที่อยู่ในนั้นอย่างดีแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันอยากจะขอสรุปว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราควรจะมาพูดกันขณะนี้ก็คือแผนและมาตรการ เป็นสิ่งสำคัญ สถานการณ์ตอนนี้ก็เปรียบเหมือนกับเป็นไบโอโลจิเคิล วอร์แฟร์ (Biological Warfare) คือแผนปฏิบัติการรบกับเชื้อโรคซึ่งต้องชัดเจนแล้วก็มีลำดับขั้นตอน อย่าทำให้คนไทย ตระหนกแต่ควรจะให้คนไทยตระหนัก อู่ฮั่นปิดเมืองของไทยเรายังไม่ถึงขั้นนั้น แต่วีซ่า ออน อาร์ไรวัล (Visa on Arrival) ที่คนจีนเข้ามาเราจะมีระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไร การสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งจำเป็น เดี๋ยวนี้มีทั้งออฟฟิเชียล ไลน์ (Official line) ต่าง ๆ ที่ต้องออกไปยูทูบ (YouTube) ทวิตเตอร์ (Twitter) ดิฉันคิดว่าควรจะ เพิ่มช่องทางนี้นอกเหนือจากตัววิ่งหรือทางวิทยุด้วย สื่อมวลชนก็ต้องเข้ามาให้ความร่วมมือ ภาคเอกชนก็ต้องเข้ามาให้ความร่วมมือ เจ้าของธุรกิจที่มีคนจีนจำนวนมากเข้าไปก็ต้องให้ ความร่วมมือ ส่วนกลางของรัฐบาล ท้องถิ่นก็ต้องประสานสอดรับกันในการดูแลคนในพื้นที่ ไม่มีใครไม่เกี่ยวข้อง แต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น สุดท้ายทุกคนก็ต้องดูแลตนเอง แต่ต้องได้รับ การสนับสนุนจากรัฐบาล ขอให้มีมาตรการที่เร่งด่วน เหมาะสมและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่คนไทย รวมทั้งผู้ที่เข้ามาในไทย มาตรการที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือมาตรการในการสร้างความมั่นใจ ดิฉันให้กำลังใจรัฐบาลขอให้สามารถจัดการในเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอบพระคุณค่ะ