สันติ แจงมาตรการเศรษฐกิจ-เรียกร้องปรับระบบเครดิตบูโร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓

สันติ พร้อมพัฒน์ ชี้แจงมาตรการของรัฐบาลในการดูแลเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเกษตรกร คนพิการ และผู้มีปัญหาหนี้นอกระบบ ผ่านนโยบายเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและสถาบันการเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบเครดิตบูโร เพื่อไม่ให้ข้อมูลด้านลบหลังชำระหนี้ครบถ้วนถูกใช้เป็นเงื่อนไขจำกัดสิทธิ์การกู้ยืมในอนาคต

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นต้องขอกราบชื่นชม ท่าน ส.ส.จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ ที่เป็นห่วงเป็นใยพี่น้องราษฎรที่ประสบปัญหาเรื่องสถานะ ทางเศรษฐกิจในช่วงที่มีวิกฤติทางเศรษฐกิจ จริง ๆ ก็ต้องกราบเรียนว่าวิกฤติทางเศรษฐกิจหรือที่เรียกว่าสงครามทางการค้าและการเงินนั้น ขณะนี้เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศใหญ่ ๆ ก็ทำสงครามทางการค้าทำให้เศรษฐกิจ ของโลกเกิดการปั่นป่วนมากมาย แน่นอนที่สุดประเทศไทยเราเป็นประเทศเล็ก ๆ ก็ประสบ หางเลขไปกับเขาด้วย ซึ่งรัฐบาลเองที่ท่านได้บอกว่ารัฐบาลมีมาตรการอย่างไรในการช่วยเหลือ ในการแก้ไขปัญหาในด้านเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนในทุกระดับชั้น ก็ต้องกราบเรียนว่า ในภาคเกษตรกรนั้นท่านคงทราบว่ารัฐบาลได้ช่วยเหลือในเรื่องของค่าเก็บเกี่ยว เรื่องข้าวก็ดี ในด้านต่าง ๆ แม้กระทั่งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานั้นรัฐบาลยังลงไปดูแลถึงผู้ที่ทุพพลภาพ คนพิการได้เพิ่มค่าเบี้ยยังชีพอีก ๒๐๐ บาทโดยทั่วกัน เป็นเงินถึง ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่คือความตั้งใจของรัฐบาลที่ดูแลคนในทุกระดับชั้น แน่นอนที่สุดการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลนั้น ก็ต้องเรียนว่ารัฐบาลก็มีงบประมาณมีเงินเป็นข้อจำกัดอยู่เช่นเดียวกัน อย่างเช่นเรื่องของ น้ำมันพืช รัฐบาลก็ได้แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำมันนั้นจนกระทั่งขณะนี้ ๑ กิโลกรัม ก็ ๔-๖ บาท เข้าไปแล้วที่กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความตั้งใจ โดยเฉพาะ ผู้ที่มีรายได้น้อยแล้วก็ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถชำระหนี้ได้จนกระทั่งไปติดเครดิตบูโร และเงินกู้นอกระบบ ก็ต้องกราบเรียนว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องเงินกู้นอกระบบ รัฐบาลเอง ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจก็ได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ โดยผ่านกระทรวงการคลังและแบงก์ชาติ ก็ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ ก็คือจัดให้มีใบอนุญาตในการให้สินเชื่อ เช่น พิโกไฟแนนซ์ (Pico finance) พิโกพลัส (Pico plus) หรือนาโนไฟแนนซ์ (Nano finance) ก็ต้องบอกว่าพิโกไฟแนนซ์ (Pico finance) นาโนไฟแนนซ์ (Nano finance) นั้นได้เข้ามา ช่วยเหลือในเรื่องของเงินกู้นอกระบบได้ค่อนข้างมาก ปัจจุบันก็ได้ให้สินเชื่อไปสำหรับ พิโกไฟแนนซ์ (Pico finance) ประมาณ ๒,๖๐๐ ล้านบาท รวมทั้งสิ้นประมาณ ๖๒๐ ราย ครอบคลุม ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ แล้วก็นาโนไฟแนนซ์ (Nano finance) นั้นก็ได้ปล่อย สินเชื่อออกไปถึง ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท มีหนี้เสียกลับมาเล็กน้อยก็คือ ๑,๓๐๐ กว่าล้านบาท โดยเฉพาะที่รัฐบาลห่วงใยโดยให้ธนาคารของภาครัฐเข้าไปช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ก็ยังได้ให้เงิน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับธนาคารออมสินออกไปช่วยเหลือพี่น้องราษฎร ข้อมูลเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ได้ปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนไปช่วยเหลือ ในเรื่องของหนี้นอกระบบและดอกเบี้ยต่ำถึง ๕๗๗,๐๐๐ กว่ารายขึ้นไป ในวงเงินสินเชื่อ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากที่รัฐบาลอนุมัติให้ธนาคารออมสินนั้นในวงเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ธนาคารออมสินก็ได้ปล่อยสินเชื่อไป ๒๕,๓๙๐ ล้านบาท ก็ยังเหลืออยู่อีกประมาณ ๒๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่ยังสามารถที่จะเข้าไปช่วยเหลือพี่น้อง ผู้ที่ประสบภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้

ส่วนที่ถามถึงเรื่องเครดิต การติดเครดิตบูโร (Credit bureau) ขอกราบเรียนว่า เรื่องเครดิตบูโร (Credit bureau) โดยที่มีพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจเครดิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๘ ได้กำหนดเกี่ยวกับเรื่องของเครดิตบูโร (Credit bureau) ไว้ ในข้อ ๓ ว่าในเรื่องของเครดิตบูโร (Credit bureau) สำนักงานเครดิตบูโรซึ่งมีสถานะเป็น บริษัทเอกชนได้มีสิทธิในข้อ ๓ ว่าอายุของข้อมูลในการประมวลของบริษัทข้อมูลเครดิตบูโร แล้วก็พวกผู้ควบคุมข้อมูลเครดิตหรือผู้ประมวลข้อมูลเครดิตให้มีกำหนดไม่เกิน ๓ ปีนับตั้งแต่ วันที่ข้อมูลเครดิตได้รับข้อมูลจากสมาชิกหรือจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ อันนี้ก็คือปัญหา ที่ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติได้บอกว่า ถึงแม้ว่าชำระแล้วก็ยังจะต้องถูกศูนย์ข้อมูลเครดิตซึ่งเป็น เอกชนนั้นเก็บข้อมูลเอาไว้อีก ๓-๕ ปี ก็ต้องเรียนว่าเก็บถึง ๕ ปีไม่ได้ เขาจะเก็บไว้ประมาณ ๓ ปี ความเดือดร้อนก็เกิดขึ้นจากที่ศูนย์ข้อมูลเครดิตได้เก็บข้อมูลตัวนี้เอาไว้ ๓ ปี ดังนั้นเวลา ท่านได้ชำระเงินครบถ้วนแล้วศูนย์ข้อมูลเครดิตก็จะสามารถเก็บข้อมูลของท่านต่อไปอีก ๓ ปี อันนี้คือปัญหาที่เวลาท่านจะไปขอกู้เงินครั้งใหม่ เมื่อท่านเซ็นอนุญาตให้ธนาคารหรือสถาบัน การเงินเข้าไปตรวจสอบในข้อมูลเครดิตเขาก็จะเห็นว่าท่านเคยเป็นผู้ที่ผ่อนชำระไม่ตรง เพราะฉะนั้นการที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้นจะอนุมัติสินเชื่อให้ท่านอีกครั้งหนึ่งก็เลย ถูกปฏิเสธ ที่เรียกว่าติดเครดิตบูโร (Credit bureau) นั่นเอง ผมได้เชิญกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของบริษัท เครดิตบูโร นายสุรพล โอภาสเสถียร มาสอบถามว่าการที่ศูนย์ข้อมูลเครดิตได้เก็บ ข้อมูลของพี่น้องประชาชนที่กู้เงินแล้วชำระหมดแล้วเอาเก็บไว้อีก ๓ ปี แสดงว่าท่านนั้นเป็น ผู้ที่ไม่มีหนี้แล้ว เขายังเก็บประวัติของท่านเผื่อไว้ให้ธนาคารมาดูว่าท่านเคยมีประวัติไม่ดีก็จะ ทำให้ธนาคารเกิดการปฏิเสธสินเชื่อว่าท่านเคยติดเครดิตบูโร (Credit bureau) ยังไม่หลุด ยังเหลืออีก ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่ท่านชำระเงินหมดแล้ว ผมเรียนว่าผมได้เชิญท่านสุรพลมาบอกว่า การดำเนินการอย่างนี้เป็นการเอาเปรียบของผู้ที่เคยเป็นหนี้หรือขาดผ่อน ๓ เดือน ขาดผ่อน ๒ เดือน และเขาได้ชำระหมดแล้ว ทำให้เขายังต้องมาติด แบล็กลิสต์ (Blacklist) ผมบอกเขาว่า มันไม่เป็นธรรม เหมือนกับจับเราติดคุกทางเศรษฐกิจต่อไปอีก ๓ ปี กว่าจะหลุดพ้นเราไม่สามารถ ใช้สินเชื่อได้เขาอาจจะมีอาการหนักขึ้น ๆ จนกระทั่งเกิดปัญหาต่าง ๆ อย่างที่ท่าน ส.ส. ได้พูดไว้นะครับ ผมจึงได้ขอร้องท่านว่าเป็นไปได้ไหมว่าถ้าบุคคลใดที่ชำระเงินเสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีหนี้แล้วตามเครดิตบูโร (Credit bureau) นั้นไม่ให้แบงก์หรือไม่ให้สถาบันการเงิน สามารถเข้าไปถึงข้อมูลตรงนี้ได้ เพราะว่าท่านได้ชำระเงินหมดแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง มารู้ว่าคนคนนี้เคยมีปัญหา ทางท่านสุรพลซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการก็บอกว่าอันนี้เขาปฏิบัติ ตามกฎหมาย ตามที่ผมได้พูดไปเมื่อสักครู่ว่าเขามีสิทธิเก็บไว้ ๓ ปี มีสิทธิเก็บไว้ ผมได้ต่อรองว่า ผมไม่ว่าอะไรท่านจะเก็บก็เก็บ แต่ในเมื่อคนชำระหนี้หมดแล้วท่านยังไปตราหน้าว่าเป็นคน เคยมีหนี้แล้วก็เคยผิดนัดชำระหนี้อย่างนี้ผมว่าไม่ถูกต้อง และทำให้เขาเสมือนถูกขังอยู่ในคุก ของเศรษฐกิจนะครับ แล้วผมก็เลยบอกท่านว่าเป็นไปได้ไหมที่ท่านจะไม่ให้สถาบันการเงินและธนาคารเข้าถึงข้อมูล ในอดีตเพราะว่าท่านได้ชำระหมด ท่านก็รับปากผมว่าศูนย์ข้อมูลเครดิตหรือคณะกรรมการ ข้อมูลเครดิตนั้นจะประชุมไตรมาสละ ๑ ครั้ง ก็คือ ๓ เดือนครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นการประชุม ครั้งแรกของปีนี้ก็เป็นเดือนมีนาคม ผมก็เลยฝากให้เขาไปขอในคณะกรรมการข้อมูลเครดิตว่า ผู้ที่ชำระเงินหมดแล้ว ไม่เป็นหนี้แล้วทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย แบงก์หรือสถาบันการเงินไม่ควร เข้าไปถึงข้อมูลในแง่ลบอย่างนี้ ให้เขาได้มีโอกาสในการดำรงชีพต่อไป ท่านกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก็รับปากผมว่าท่านจะไปหารือในประเด็นที่ไม่มีความเป็นธรรมกับผู้ที่มีความตั้งใจในการ ชำระเงินหมดแล้วเช่นนั้น ผมได้คุยกันแล้ว ผมก็อาจจะทำหนังสือสำทับให้คณะกรรมการ ได้พิจารณาถึงปัญหาอันนี้ ส่วนตามมาตราที่ผมพูดถึงว่าเขามีสิทธิเก็บไว้ ๓ ปีก็เก็บไป แต่เป็น ข้อมูลที่ต้องไม่เปิดเผย เขาบอกว่าน่าจะเป็นไปได้ แล้วผมจะติดตามให้กับพี่น้องที่ติดเครดิตบูโร (Credit bureau) ต่อไป ขอบคุณครับ