ปิยบุตร แสงกนกกุล ชี้ข้อบกพร่องของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสูญเสียรายได้ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น กรุงเทพมหานครและแหลมฉบัง พร้อมเสนอให้ชะลอการใช้กฎหมายเพื่อทบทวนและปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงและคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน
เรียนท่านประธาน สภาที่เคารพครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิก ทุกท่านที่ได้อภิปรายแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง แล้วหลายท่าน ก็มีความเห็นสอดคล้องกับรายงานที่คณะกรรมาธิการจัดทำขึ้นมา ต้องขอบคุณท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ รองประธานกรรมาธิการในฐานะประธานอนุกรรมาธิการที่ได้ริเริ่มผลักดันให้ มีการศึกษาปัญหาของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขอบคุณอนุกรรมาธิการ ทุกท่านที่เข้ามาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน ผมขออนุญาต สรุปสั้น ๆ ตรงนี้ครับท่านประธาน รายได้ของรัฐ รัฐแต่ละรัฐจะมีรายได้จากไหนแหล่งที่มา ที่มากที่สุดปฏิเสธไม่ได้นั่นก็คือภาษี ภาษีที่เก็บกันส่วนใหญ่จะเก็บกัน ๓ ฐานใหญ่ ๆ นั่นก็คือ ภาษีจากฐานบริโภค ภาษีจากฐานรายได้ และภาษีจากฐานทรัพย์สิน ประเทศไทยของเรานั้น เก็บภาษีจากฐานบริโภคถึงร้อยละ ๕๗ เก็บภาษีจากฐานรายได้ร้อยละ ๔๒ และเก็บภาษี จากฐานทรัพย์สินร้อยละ ๑ เท่านั้นเอง ภาษีจากฐานบริโภคเก็บได้มากครับ แต่จะสร้างความ เหลื่อมล้ำสูง ในขณะที่ภาษีจากฐานทรัพย์สินเราได้มาน้อย แต่มันเป็นเครื่องมือในการช่วยลด ความเหลื่อมล้ำได้ ประเทศไทยของเรานั้นมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เราเริ่มพูดถึงกันบ่อยครั้งว่าภาษีอาจจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำได้ แล้วเริ่มคิดกันว่าถึงเวลาสมควรที่จะต้องขยายฐานภาษีทรัพย์สินออกไปให้มากขึ้น ภาษีที่เกิดจาก การสะสมทรัพย์สิน ภาษีที่เกิดจากความมั่งคั่ง เมื่อบุคคลใดก็ตามมีความร่ำรวยมากขึ้น สะสมทรัพย์สินมากขึ้น สะสมความมั่งคั่งมากขึ้นก็จำเป็นจะต้องจ่ายภาษีให้มากขึ้นนะครับ แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้เรื่องการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นความคิดริเริ่ม จากการต้องการเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่การออกกฎหมายฉบับนี้ ขาดความรอบคอบ ขาดความพร้อมของหน่วยงานต่าง ๆ การประเมินอย่างรอบด้านต่าง ๆ ที่ไม่เพียงพอทำให้ส่งผลเสียตามมาครับ จากเจ้าของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องจ่าย ภาษีมากกลับกลายเป็นจ่ายภาษีน้อยลง จากคนตัวเล็ก ตัวน้อย คนชั้นกลางที่ควรจะต้องจ่าย ภาษีน้อยกลับกลายมาเป็นจ่ายภาษีมากนะครับ จากความตั้งใจที่จะลดความเหลื่อมล้ำ กลับกลายเป็นความล้มเหลว จากความก้าวหน้าในทางภาษีกลับกลายเป็นความผิดพลาด ทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาจากการขาดความรอบคอบในการประเมินต่าง ๆ ผมขออนุญาต ตอบคำถามเพื่อนสมาชิกสั้น ๆ นะครับ ก็คือที่ท่านอาจารย์โกวิทย์ พวงงาม เพื่อนสมาชิก จากพรรคพลังท้องถิ่นไทยได้ถามขึ้นมาครับ เดิมที่ท้องถิ่นเก็บกันอยู่คือภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือน และที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ เราจัดเก็บได้น้อยอยู่แล้ว ท้องถิ่นมีรายได้จากส่วนนี้ไม่มากเท่าไร เมื่อยกเลิกภาษีบำรุงท้องที่ ไปก็ไม่ได้กระทบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากนัก แต่ภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ท้องถิ่น เก็บได้เยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท้องถิ่นที่มีที่ดินทางเศรษฐกิจ ที่ดินที่มีการประกอบธุรกิจ ที่ดินที่ปล่อยให้นายทุนต่าง ๆ มาเช่าเพื่อทำธุรกิจ ในส่วนนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ทำพื้นที่เศรษฐกิจจะเก็บตัวนี้ได้มาก เมื่อยกเลิกไปก็จะเกิดผลกระทบตามมา เมื่อสักครู่ ที่ท่านอาจารย์โกวิทย์ได้ถามก็คือ สาเหตุที่มันแตกต่างกันที่ทำให้ท้องถิ่นและรายได้ลดลง เนื่องมาจากว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นจัดเก็บกันอยู่ที่ร้อยละ ๑๒.๕ ต่อปี ร้อยละ ๑๒.๕ นั้น คิดจากค่ารายปีหรือค่าเช่ารายปีนั่นเอง เหมือนเป็นฐานจากเรนจ์ แทคซ์ (Range tax) ก็คือ คิดจากค่าเช่า ในขณะที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งกำลังจะใช้กันอยู่ตอนนี้เก็บกันอยู่ที่ ร้อยละ ๐.๓-๐.๗ ของมูลค่าที่ดิน เมื่อตัวเลขที่ต่างกันอย่างนี้คิดคำนวณจากฐานค่าเช่า เปลี่ยนมาเป็นฐานจากมูลค่าที่ดินแบบนี้ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมาก ได้รายได้ในส่วนนี้ลดลง แล้วขออนุญาตตอบต่อเนื่องไปยังคำถามของคุณหมอกิตติศักดิ์ เพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทย ก็คือว่าพอเป็นแบบนี้มันทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขนาดใหญ่มีรายได้ลดลง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ไม่ใช่ได้ประโยชน์จาก กฎหมายฉบับนี้ กลับเสียประโยชน์มากกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเพื่อนสมาชิกสามารถดูได้ จากภาคผนวก ค ในรายงานฉบับนี้ ก็คือกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจชัดเจน เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำนวนมาก เสียภาษีลดลง ประมาณการณ์ของ กทม. ทั้งหมดน่าจะลดลงไป รายได้ขาดหายไปประมาณ ๕๘ เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับที่แหลมฉบัง
ขออนุญาตตอบเพื่อนสมาชิกนะครับ คุณหมอชลน่านจากพรรคเพื่อไทย กรณีที่เกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกาล่าสุดที่เพิ่งออกมา ส่วนนี้มีประโยชน์ช่วยแบ่งเบาภาระของ พี่น้องประชาชนในระยะเฉพาะหน้านี้ได้ แต่ปัญหาหนึ่งที่ไม่ได้ถูกแก้ไขนั่นก็คือเรื่องปัญหา การจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในส่วนนี้พระราชกฤษฎีกาไม่ได้เข้ามาช่วย แก้ไข ดังนั้นท้ายที่สุดถ้าหากจะต้องคิดคำนวณเรื่องเกี่ยวกับการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะต้องหาทางแก้ไขต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้ อปท. ที่เขาควรจะต้องมีรายได้มากในแต่ละปี ๆ แล้วปีนี้ลดลง แล้วปีหน้าก็อาจจะลดลงอีกถ้ายังใช้ต่อไปจะหาทางแก้ไขให้เขาได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะเฉพาะหน้าซึ่งเงินอุดหนุนมาไม่ทันแน่นอน รัฐบาลไม่ได้จัดสรร เงินอุดหนุนในส่วนนี้มาแน่นอน จากการสอบถามในทางคณะอนุกรรมาธิการที่ได้เชิญตัวแทน จาก กทม. แล้วก็จากแหลมฉบังมาชี้แจงเห็นชัดเจนเลยว่าเขาเองก็ตั้งรับสถานการณ์ไม่ทัน ยังคิดคำนวณไม่ออกว่าปีนี้จะอยู่อย่างไร ถ้ารายได้มันหายไป ๕๘ เปอร์เซ็นต์ ผมขออนุญาต ทิ้งท้ายแบบนี้ครับ ทางคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติร่วมกันในการสนับสนุนให้รายงานฉบับนี้ ได้นำไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะรัฐมนตรีจะนำรายงานของ คณะกรรมาธิการและความเห็นของเพื่อนสมาชิกทั้งหลายไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ด้วยการชะลอใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ไปพลางก่อนเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับ สภาพการณ์ และได้ประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนครับ ขอบคุณครับ