ชำนาญ ชี้ภาษีที่ดินใหม่ลดโรงแรม-ห้างฯ แต่บ้านพักถูกจำกัดสิทธิ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓

ชำนาญ จันทร์เรือง หารือปัญหาและผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี ๒๕๖๒ โดยเน้นประเด็นสำคัญเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่าย ชำนาญ จันทร์เรือง หารือประเด็นการหาราคาประเมินทรัพย์สินโดยชี้ว่ายังไม่มีวิธีหาอายุสิ่งปลูกสร้างที่ถูกต้องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีการเก็บข้อมูลทะเบียนทรัพย์สิน ทำให้ อปท. ไม่สามารถสำรวจได้สำเร็จเนื่องจากขาดบุคลากรและความเชี่ยวชาญ รวมถึงปัญหาเรื่องความชัดเจนของเจ้าของทรัพย์สินและประเภทสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงในการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ชำนาญ จันทร์เรือง ชี้ว่ากฎหมายภาษีใหม่ลดอัตราภาษีทรัพย์สินอย่างรุนแรง เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ทำให้กลุ่มนี้เสียภาษีน้อยลงกว่าครึ่งหนึ่ง ในขณะที่บ้านที่อยู่อาศัยซึ่งเคยได้รับการยกเว้นภาษีเกือบทั้งหมด กลับถูกจำกัดสิทธิ์การยกเว้นเหลือเพียงบ้านหลังหลักเท่านั้น

นายชำนาญ จันทร์เรือง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชำนาญ จันทร์เรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ แน่นอน พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี ๒๕๖๒ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่เมื่อเป็นรายงาน การพิจารณาการศึกษาปัญหาและผลกระทบจากการบังคับใช้ ผมก็จะพูดเฉพาะปัญหา และผลกระทบนะครับ โดยแยกเป็นประเด็น ๆ ไปเพื่อความเข้าใจที่ง่ายนะครับ

ประเด็นแรกคือเรื่องของคำนิยาม คำนิยามใน พ.ร.บ. นี้ คำว่า ที่ดิน ความหมายกว้างมากนะครับ ที่ดิน หมายความว่า พื้นดินและให้หมายความรวมถึงพื้นที่ ที่เป็นภูเขาหรือที่มีแม่น้ำด้วย แต่ในแง่การปฏิบัติยาก จะต้องไปใช้คำนิยามตามพ.ร.บ. กฎหมายแพ่งบ้าง พ.ร.บ. ประมวลกฎหมายที่ดินบ้าง เจ้าหน้าที่ปฏิบัติจะต้องทำตามนั้น ในคำแนะนำคำบรรยายก็เช่นเดียวกันใช้อย่างนั้น คำว่า สิ่งปลูกสร้าง หมายความว่า โรงเรือน อาคาร ตึก หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ที่บุคคลอาจเข้า อยู่อาศัยหรือใช้สอยได้ หรือใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรม และให้หมายความรวมถึงห้องชุดหรือแพที่บุคคลอาจใช้อยู่อาศัยได้หรือที่มีไว้หาผลประโยชน์ด้วย แต่เวลาใช้จริงคำนิยามตามประเภทที่ธนารักษ์กำหนดไว้ทำให้ผู้ปฏิบัติสับสน คำนิยามที่ธนารักษ์ กำหนดไว้ไม่ครอบคลุมประเภทที่เคยเก็บภาษีทำให้เกิดช่องโหว่ของทรัพย์สินที่ภาษีเดิม เคยเสียภาษีตามภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง บางอย่างผู้รับผิดชอบออกกฎหมายกลับมาบอกว่า ไม่ต้องเสียภาษีอย่างเช่น เสารับส่งสัญญาณโทรศัพท์ โซล่าเซลล์ (Solar cell) ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า กังหันลมที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า เป็นต้น แต่มุมมองตีความคำนิยามของเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษี ไม่ตรงกันมีทั้งสิ่งปลูกสร้างที่มีทั้งถาวรและชั่วคราว แต่ใน พ.ร.บ. นี้ไม่มีคำว่า ชั่วคราว ที่สำคัญ อีกอันหนึ่งก็คือว่าคำนิยามเรื่องผู้เสียภาษี ในคำนิยามมาตรา ๕ ขัดกันกับมาตรา ๙ ของ พ.ร.บ. เดียวกัน เพราะในมาตรา ๙ กำหนดว่าผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี เขียนต่างกันแล้วนะครับ ขึ้นมาอีกคำหนึ่งแต่หมายความถึงเจ้าของกับผู้ครอบครอง แต่ไม่กล่าวถึงผู้ครอบครองที่ดิน แถมยังออกกฎหมายรองยกเว้นภาษีตามข้อ ๑๐ ที่ดินที่มีกฎหมายกำหนดห้ามไม่ให้ทำประโยชน์ ซึ่งคำนี้ตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินเขตอุทยานแห่งชาติ ที่ดินเขตป่าชายเลน เขตปลอดภัยในราชการทหาร ที่ห้ามใช้ประโยชน์ตามคำพิพากษาได้รับ การยกเว้นการเก็บภาษีซึ่งขัดกับมาตรา ๕ อย่างชัดเจน

ประเด็นที่ ๒ คือทรัพย์สินที่ได้จากการยกเว้นภาษี ทรัพย์สินนี้มีการให้อภิสิทธิ์ แก่บางทรัพย์มากเกินไปเมื่อนำมาใช้เก็บภาษีจริง ๆ ยากต่อการปฏิบัติ เช่นทรัพย์สินของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐหรือในกิจการสาธารณะทั้งนี้โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์มีความคลุมเครือ คำว่า หน่วยงานของรัฐ เป็นคำที่เพิ่มมากจากภาษีเดิม ซึ่งทำให้ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งได้รับการยกเว้นจากภาษีเดิมยกเว้นแต่ตอนนี้กลับออกมาเก็บ คำว่า โดยมิได้หาผลประโยชน์ เป็นคำนิยามที่ดีแต่ยากในการปฏิบัติ ในมาตรา ๘ ที่ได้รับ การยกเว้นไว้นอกจาก (๔) ที่ท่านจุลพันธ์พูดไว้แล้วของสภากาชาดที่สภากาชาดให้คนอื่นเช่า อะไรเยอะแยะไปหมดเลย ถ้าในความหมายนี้ก็ไม่ต้องเก็บ แล้วอีกอย่างหนึ่งทรัพย์สินตาม (๓) ทรัพย์สินที่เป็นของสถานทูตหรือสถานกงสุลของต่างประเทศ เดี๋ยวนี้สถานกงสุล สถานทูต ต่าง ๆ นิยมเช่าตึกเอกชนและเช่าราคาแพง ๆ ด้วยอันนี้ก็ไม่ต้องเสียภาษี การยกเว้นภาษี ประกอบการเกษตรตามมาตรา ๔๐ ณ เวลานี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องคำนิยามประกอบการ เกษตรหมายถึงอะไร การยกเว้นภาษีบ้านที่อยู่อาศัยตามมาตรา ๔๑ ณ เวลานี้ในเรื่องคำนิยาม คำว่า บ้าน คอนโด สิ่งปลูกสร้าง ที่เช่าอยู่อาศัยเสียภาษีเป็นที่อยู่อาศัยหรือเป็นประเภทอื่น ๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงตามแรงกดดันของสังคมเดิมให้เก็บเป็นประเภทอื่นคือภาษีเริ่มต้น ร้อยละ ๐.๓ แต่เวลานี้ผมดูข่าวตามหนังสือพิมพ์เห็นว่าจะให้เป็นที่อยู่อาศัยอีกเริ่มต้นศูนย์ และ ๐.๒ ห่างกัน ๑๐ เท่านะครับ

ประเด็นที่ ๓ เรื่องการเก็บภาษีทั่ว ๆ ไป การกำหนดเจ้าหน้าที่เป็นผู้หาข้อมูล ทรัพย์สินเพื่อเก็บภาษีนี้เป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะว่าแต่เดิมรอให้การจดแจ้งมาเฉย ๆ แต่นี่ต้องให้การสำรวจและเก็บภาษีที่ดิน อันเดิมมันง่ายเอกสารสิทธิที่มีโฉนดอะไรพวกนี้ มันหาง่ายมันมีอยู่ในสารบบอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันต้องเก็บภาษีที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิด้วย ยากต่อการปฏิบัติ หน่วยงานเล็ก ๆ อาจจะมีแค่เจ้าหน้าที่การเงินอยู่คนเดียว ช่างโยธา อยู่คนเดียว ซึ่งทำได้ยากและทำไม่ได้พูดกันตรง ๆ นะครับ ในหมวดของการประเมินภาษี ในการประเมินภาษี ภาษีนี้ พ.ร.บ. นี้ตัดอำนาจการประเมินย้อนหลังของเจ้าหน้าที่ออกไป จึงเป็นเหตุทำให้หากเจ้าหน้าที่ประเมินไม่ครบทุกรายหรือตีความกฎหมายผิดพลาดแล้ว จะทำให้ไม่สามารถประเมินภาษีย้อนหลังได้เลย เช่น ตีความว่าได้รับการยกเว้นตาม มาตรา ๔๐ เป็นที่ดินทางการเกษตรและจึงไม่แจ้งประเมิน หรือด้วยความเข้าใจผิดก็แล้วแต่ เราก็จะไม่สามารถแจ้งประเมินย้อนหลังได้เลยทำให้ผู้เสียภาษีไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งหาก ดูเจตนาในการออกกฎหมายการประเมินนี้ผู้ออกมีอคติครับ ในการจ้องเล่นงานเจ้าหน้าที่ มากเกินไป ผมไม่ได้อภิปรายเพื่อเอาใจเจ้าหน้าที่นะครับ แต่รู้สึกไม่มีความไว้วางใจเจ้าหน้าที่ ก็เลยทำให้กลายเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ไป ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วในทางปฏิบัติมันเป็น เรื่องยากที่จะประเมินให้ครบถ้วน ไม่ผิดพลาดเลยแม้แต่นิดเดียว มันเป็นไปไม่ได้นะครับ

ประเด็นที่ ๕ คือการกำหนดประเภททรัพย์สินที่เสียภาษี อันนี้ฟังช้า ๆ การกำหนดประเภทที่ดินสิ่งปลูกสร้างน้อยเกินไปนะครับ และมีการเขียนคำนิยามให้ปฏิบัติยาก และอาจเอื้อประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม เช่น ตีความว่าบ้านอยู่อาศัยไม่ว่าจะสร้างด้วยวัสดุอะไร ก็ต้องเสียภาษีเท่ากัน ขอให้เป็นบ้านเสียทั้งนั้น ตีความว่าเช่าบ้านหรือคอนโดอยู่อาศัยเป็น ประเภทอยู่อาศัยอัตราภาษีเริ่มต้นที่ร้อยละ ๐.๐๒ แต่ธุรกิจโฮมสเตย์ (Homestay) ซึ่งเป็น รายได้ของประชาชนในชนบทกลับตีความเป็นประเภทอื่น ๆ อัตราภาษีเท่าไร รู้ไหมครับ ๐.๓ ห่างกัน ๑๐ เท่า คนจนกับคนรวยเสียภาษีเท่ากันไม่จริงแล้วนะครับ โรงงานไก่ขนาดใหญ่ของ ซีพี (CP) ขออนุญาตพาดพิงบุคคลภายนอกแต่ไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ กลับถูกตีความว่า เป็นโรงเรือนทางการเกษตร จริง ๆ ควรเสียภาษีเป็นประเภทอื่น เสียภาษีเริ่มต้นร้อยละ ๐.๓ แต่กลายเป็นเสียภาษีประเภทประกอบเกษตรกรรม อัตราภาษี ๐.๐๑ ห่างกัน ๓๐ เท่า ทั้ง ๆ ที่เป็นอุตสาหกรรมระดับหลายพันล้าน เอาล่ะปัญหาใหญ่ของคนมีสตางค์ทั้งหลาย ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ทำประโยชน์ เช่น บ้านปิดไว้เพื่อปล่อยขาย หากเป็นประชาชนทั่วไปก็ให้ เสียภาษีเต็มจำนวนเป็นประเภทไม่ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ อัตราภาษีเริ่มต้นร้อยละ ๐.๓ แต่ถ้าเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงินกลับได้ลดภาษีร้อยละ ๙๐ จากอัตราภาษี ที่ต้องเสีย อันนี้มาจากกฎกระทรวงนะครับ การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๓ ยังไม่มีอยู่ในเล่มนี้ อันนี้เอื้อใครหรือเปล่าครับ

ประเด็นที่ ๖ อันยากอีกอันหนึ่งคือการหาราคาประเมินทรัพย์สินมีความยุ่งยาก และซับซ้อนในการประเมินทรัพย์สินเป็นอย่างมาก ต้องแยกให้ออกว่าเป็นที่ดินประเภทใด ตามกฎหมายที่ดินหรือกฎหมาย ส.ป.ก. หรือกฎหมายป่าไม้ แค่นี้ก็ยุ่งแล้วครับ ประเด็นที่ ๒ การหาราคาประเมินคือต้องแยกสิ่งปลูกสร้างประเภทใดตามบัญชีกรมธนารักษ์ซึ่งมีคำนิยาม ที่คลุมเครือ มีประเภททรัพย์สินไม่ครบถ้วนตามประเภทที่ต้องเก็บภาษี เจ้าหน้าที่จึงต้องมา ตีความว่าทรัพย์สินนี้เป็นห้างสรรพสินค้า ทรัพย์สินนี้เป็นโรงแรม ทรัพย์สินนี้เป็นโรงเลี้ยงสัตว์ หรือทรัพย์สินนี้เป็นโรงจอดรถ อันนี้คือคำนิยามอันที่ ๒ นะครับ อันที่ ๓ ก็คือว่าต้องดูพื้นที่ บางประเภท เช่น ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ที่ดินเป็นบ่อ ที่ดินตาบอด ที่ดินที่เสาไฟฟ้าแรงสูง ผ่านแปลงที่ดินนั้นต้องมีการไปดูรูปแปลงว่าเป็นรูปสี่เหลี่ยม เป็นสามเหลี่ยม เป็นวงกลม ต้องไปดูความลึกของที่ดิน ลึกมากเสียภาษีถูก ต้องวัดความลึกของบ่อ ต้องวัดรัศมีพื้นที่ เสาไฟฟ้าแรงสูง ลดภาษีตามขนาดของสายส่งไฟฟ้า ไม่ง่ายนะครับ ไม่ง่าย

ประเด็นที่ ๔ ประเด็นของการหาราคาประเมินทรัพย์สิน ก็คือต้องหาอายุ สิ่งปลูกสร้างเพื่อมาหักค่าเสื่อมราคาสิ่งปลูกสร้างเพื่อกำหนดราคาประเมิน ซึ่งข้อเท็จจริง ยังไม่มีวิธีหาอายุสิ่งปลูกสร้างได้อย่างถูกต้องเลยนะครับ มีแต่ประมาณการหรือเชื่อจาก คำบอกเล่าของเจ้าของสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น ประเด็นสำคัญในปัญหาอันนี้ก็คือสิ่งปลูกสร้าง ในประเทศไทยของเราแทบจะไม่เคยมีหน่วยงานไหนเก็บข้อมูลไว้เลย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องออกสำรวจเอง ซึ่งระยะเวลาในการดำเนินการสำรวจตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้คือ วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๒ นี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสำรวจได้สำเร็จในเวลาอันสั้น เพราะ อปท. ไม่มีบุคลากรมากพอและไม่มีความเชี่ยวชาญในการรังวัดที่ดิน เป็นเจ้าหน้าที่การเงินอย่างนี้ ไม่มีทางเลย แล้วสิ่งปลูกสร้างในประเทศไทยไม่เคยมีการกำหนดให้มีทะเบียนแห่งทรัพย์สิน เหมือนทะเบียนที่ดิน ทะเบียนรถ ทะเบียนปืน ทะเบียนวัว ควาย โคกระบือยังมี แต่ทะเบียน แห่งทรัพย์สินนั้นไม่มี เพราะฉะนั้นการที่จะได้ข้อมูลมาว่าใครเป็นเจ้าของนั้นไม่ง่ายนะครับ เช่นเป็นเจ้าบ้านก็คาดว่าเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างด้วย ซึ่งเจ้าของที่ดินก็คาดเป็นเจ้าของ สิ่งปลูกสร้างด้วย ซึ่งในทางกฎหมายไม่สามารถคาดเดาได้อย่างนั้นครับ เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง กับเจ้าของที่ดินอาจจะคนละเจ้าของกันก็ได้ครับ ประเภทสิ่งปลูกสร้างก็ไม่มีความชัดเจนว่า จะยึดหลักตามกฎหมายไหน จะเอาตามกฎหมาย พ.ร.บ. นี้ หรือจะเอากฎหมายของกรมธนารักษ์ หรือตามประมวลกฎหมายของการควบคุมอาคาร การเข้าสำรวจของเจ้าหน้าที่ แน่นอนครับ ไม่ว่าที่ไหนในโลกนี้ก็คือต้องมีปัญหากับผู้เสียภาษี และยิ่งไม่เข้าใจ คนไปประเมินก็ไม่เข้าใจ คนจะถูกประเมินก็ไม่เข้าใจก็กลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน

ประเด็นสุดท้ายครับ อัตราภาษี อันนี้หลายท่านพูดไปแล้ว ผมขอย้ำอีกที เพื่อความเข้าใจนะครับ ไหน ๆ พูดแล้วก็คือกฎหมายนี้อัตราภาษีถูก น่าจะเป็นข้อดี แต่ว่า มันถูกแล้วมันไม่ดีอย่างไร ไม่ดี อย่างเช่น ภาษีโรงเรือนคิดอัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ ๑๒.๕ ของราคาประเมินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือราคาค่าเช่า แต่ภาษีนี้คิดอัตราภาษี สูงสุดอยู่ที่ร้อยละ ๐.๐๑-๑.๒ คือลดอัตราภาษีตั้งแต่ ๑๐ เท่าจนถึง ๑๒๐ เท่า จึงทำให้เกิด การได้ประโยชน์เสียประโยชน์ขึ้นในทรัพย์สินที่จะต้องเสียภาษีในบางประเภท เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกค้าส่ง เดิมการเก็บภาษีจากราคาประเมินขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ค่าเช่าร้อยละ ๑๒.๕ แต่ภาษีใหม่เก็บราคาประเมินกรมธนารักษ์ เริ่มต้นที่ร้อยละ ๐.๓ ๐.๗ ทำให้กลุ่มผู้เสียภาษีนี้เสียภาษีถูกลงกว่าครึ่งหนึ่ง เอื้อคนรวย หรือเปล่าผมไม่ทราบนะครับ ทรัพย์สินประเภทบ้านที่อยู่อาศัยซึ่งเดิมถ้าหากพิสูจน์ได้ว่า เจ้าของอาศัยอยู่จริงไม่ไปเอาของที่ผู้อื่นมาอาศัยแทนไม่ว่าจะกี่หลังก็ตามก็จะได้รับ การยกเว้นภาษีทั้งสิ้น นิดเดียวครับไม่เกิน ๑ นาที หรือ ๒ นาที แต่ภาษีนี้ยกเว้นให้เฉพาะ บ้านหลังหลัก