สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๒ มกราคม ๒๕๖๓

นิยม เวชกามา หารือเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และการดำเนินคดีของคดีพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ในการปกป้องพระพุทธศาสนาและมาตรการป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากศาสนสถานหรือศาสนสถานกลางของวัด

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ดอกเตอร์นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมายจากคณะ ส.ส. พรรคเพื่อไทยทั้งหมดให้มาถามกระทู้ เพื่อพระศาสนา ท่านประธานครับ วันนี้ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีเทวัญ ลิปตพัลลภ ที่เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนามาแทนนายกรัฐมนตรีครับ ผมต้องขอกราบเรียนว่า กระทู้ถามเรื่องนี้เป็นกระทู้ถามที่มีความจำเป็นที่พี่น้องพุทธศาสนิกชนไทยทั้งประเทศมีความ คลางแคลงใจ และพระภิกษุสงฆ์ ตลอดถึงมหาเถรานุเถระวิตกวิจารณ์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ของรัฐบาลชุดนี้ และชุดที่ผ่านมาที่กำกับสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผมจึงถามกระทู้ถาม ดังกล่าว เพื่อให้พี่น้องพุทธศาสนิกชนและพระเจ้า พระสงฆ์ พระมหาเถรานุเถระได้รับการตอบ ยืนยันจากท่านรัฐมนตรี วันนี้ผมจึงต้องบอกว่าขอบคุณท่านจริง ๆ ท่านรัฐมนตรีเทวัญ ท่านเห็นความสำคัญที่จะมาตอบยืนยันว่าเรื่องจริงมันเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมา ๖-๗ ปี ชาวพุทธทั้งประเทศเห็นว่าสำนักพระพุทธศาสนาเป็นตัวจักรที่ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นในวงการ คณะสงฆ์และความเคลือบแคลงใจของชาวพุทธตลอดมา ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นการยืนยันว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ผมไม่ได้ถามหรอกถึงเงินทอนวัดที่ผ่านมาที่พระสงฆ์ทั้ง ๗ รูปถูกจับสึก ผมไม่ได้ถามนะท่านประธาน ท่านไม่ต้องปิดไมค์ผมหรอก ผมเพียงแต่อยากจะเล่าคืนไปนิดหนึ่ง ว่าเหตุผลที่ผมถามมานี้มันเกี่ยวเนื่องกันนิดเดียวว่าที่เป็นสาเหตุวันนี้เพราะการปฏิบัติหน้าที่ ของผู้บริหารสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ท่านประธานครับ ผมขอนำเอาโอวาทของอดีต สมเด็จพุฒาจารย์เกี่ยว อุปเสโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร อดีตประธาน คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชในคราวที่กลุ่มพระพุทธศาสนิกชนมารวมตัวประท้วง ที่พุทธมณฑล นำโดยศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยขอตั้งกระทรวงศาสนาพุทธ แต่ทางราชการเห็นว่าจะตั้งเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแทน ท่านได้กล่าวให้โอวาท ว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต้องเป็นงานที่ตอบสนองคณะสงฆ์ เป็นมือเป็นไม้ให้กับ คณะสงฆ์ เป็นลูกศิษย์วัดมิใช่เป็นเจ้านายของพระ นี่คือคำกล่าวอดีตสมเด็จพระพุฒาจารย์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชในวันนั้น ผมจึงมาบอกไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติว่าจากสภาพการณ์ที่ผ่านมาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหลายประเด็น ที่เคลือบแคลงใจหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งกำกับดูแล พระพุทธศาสนา โดยเริ่มต้นก็ถูกผู้นำของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในยุคนั้น ซึ่งเกษียณไปเร็ว ๆ นี้นำตำรวจไปจับกุมพระสงฆ์ทั้ง ๗ รูปซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ในภาษาพระ เรียกว่าชั้นหิรัญบัฏ ๓ รูปคือเป็นชั้นพรหมทั้ง ๓ รูป หิรัญบัฏทั้ง ๓ รูป ทั้งวัดสามพระยาวรวิหาร วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร แล้วก็วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร แล้วก็พระชั้นเจ้าคุณธรรมดา อีก ๔ รูป เป็น ๗ รูป นั่นคือสาเหตุที่ความไม่ไว้วางใจสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งความจริงเป็นที่ทราบกันวันนี้ชาวพุทธที่อยู่ในประเทศไทย ๙๓.๙๔ เปอร์เซ็นต์เป็นชาวพุทธ เพราะฉะนั้นทุกจังหวัดในประเทศไทยวันนี้มีชาวพุทธล้วน ๆ ดังนั้น ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย จึงมอบหมายให้ผมเป็นคนสอบถาม

คำถามข้อที่ ๑ ผมถามเลย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติวันนี้ผมไม่ถาม ความคืบหน้าของคดีอย่างไร เพราะเป็นที่ทราบกันว่าคดีนี้ในส่วนของพระก็ว่าไปดำเนินไป ถูกจับที่อยู่ประเทศเยอรมนีก็อยู่ไป ที่สำคัญอดีต ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนหนึ่งก็ถูกตัดสินคดีไป ๒๐ ปี เจ้าหน้าที่ไปคนละ ๖-๗ ปี และให้คืนเงิน ๑๒ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นที่เข้าใจกัน เพราะฉะนั้นผู้เสียหายคือเงินหลวง ในเมื่อคนที่กระทำความผิดจบไปแล้ว ศาลฎีกาตัดสินแล้ว พระที่ถูกดำเนินคดีจะเกี่ยวข้องหรือไม่ ฝากท่านรัฐมนตรีซึ่งดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติด้วย ผมถามว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งในปี ๒๕๖๓ งบออกมาแล้ว หลายวัดก็ได้เงิน ผมจึงเป็นห่วงว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีแผนยุทธศาสตร์ ปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างไรที่จะส่งเสริมทำนุบำรุงสถาบันพระศาสนา อันนำมาซึ่งความ เข้าใจที่ดีแก่ชาวพุทธและหมู่สงฆ์ต่อกรณีการดำเนินการทางวินัย การดำเนินการข้อกฎหมาย ในลักษณะขัดแย้งและมีโอกาสที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมชาวพุทธ โดยผู้กระทำการ นำเอาศาสนสมบัติและศาสนสถานกลางของวัดมาแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่สมควร ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีมาตรการป้องกันอย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ