กัญจน์พงศ์ จี้รัฐออกประกาศเตือน PM 2.5 อัตโนมัติและจัดตั้ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๒ มกราคม ๒๕๖๓

กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี เสนอญัตติด่วนเพื่อขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม ๒.๕ และมาตรการแก้ไข เนื่องจากปัญหามลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรงแต่ภาครัฐยังดำเนินการไม่เพียงพอ โดยระบุว่าระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศปัจจุบันขาดความต่อเนื่องและต้องพึ่งพาข้อมูลออนไลน์จากสื่ออื่น จึงเสนอให้รัฐออกประกาศเตือนประจำวันแบบอัตโนมัติเพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน พร้อมระบุปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงหน้ากากป้องกันฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ ที่มีราคาสูงและไซส์ไม่เหมาะสม จึงเสนอให้รัฐจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาการผลิตและการแจกจ่ายหน้ากากอย่างทั่วถึง

นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมเป็นผู้ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) และมาตรการแก้ปัญหา

กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามที่ประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลได้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องฝุ่นละออง ขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกินค่ามาตรฐานที่ปลอดภัย จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต และสุขภาพของประชาชน แต่มาตรการของภาครัฐกลับไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เห็นได้จากการแก้ปัญหาที่เรื้อรังต่อเนื่องและมีแนวโน้มรุนแรง มากขึ้นทุกปี กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน มีความจำเป็น รีบด่วนในอันที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือความมั่นคง ของประเทศในทางเศรษฐกิจหรือทางใด ๆ ก็ตาม ในอันที่จะขจัดเหตุใด ๆ ที่กระทบกระเทือน ต่อเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ดังนั้นผมจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวมาเพื่อให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาฝุ่นละออง พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) และมาตรการแก้ปัญหาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ ส่วนเหตุผลและรายละเอียดจะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภา ต่อไป ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่งครับ

ท่านประธานครับ ผมดีใจที่วันนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้เป็นผู้ร่วมเสนอ ญัตติแสดงให้เห็นว่าปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในขณะนี้มีคนที่ตระหนักถึงภัยอันตราย ของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นจำนวนมาก ดูได้จากสมาชิกของเราทุกท่านไม่มีใครอภิปราย ในเชิงที่ไม่เห็นความสำคัญของปัญหานี้เลย ทำให้ผมมีความหวังว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไข แต่ที่ผ่านมาครับท่านประธาน ปีที่แล้วกับปีนี้แม้สถานการณ์ปริมาณของฝุ่นจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่การดำเนินการของภาครัฐผมถือว่าอยู่ในช่วงของความล้มเหลวเลยดีกว่า เพราะว่าปีที่แล้ว กับปีนี้ไม่มีมาตรการใดเพิ่มเติมมาเลย ผมแบ่งเป็น ๔ ประเด็นย่อย ๆ ในวันนี้ เนื่องจากว่า ปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นปัญหาเชิงมหภาคค่อนข้างจะใหญ่ประกอบด้วยรายละเอียด ปัญหาค่อนข้างเยอะ ทั้งแหล่งที่มาของฝุ่น วิธีแก้ปัญหาเยอะแยะมากมาย แต่วันนี้ปัญหา หลัก ๆ ที่ผมจะมาแสดงเหตุผลเพื่อสนับสนุนในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ คือ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องหน่วยงานรับผิดชอบที่เป็นแม่งานมีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน พูดประเด็นนี้ไปแล้ว ผมอยากจะลงรายละเอียดให้สภาแห่งนี้ได้ทราบรายละเอียดว่าเท่าที่ผม ค้นหามาอาจจะยังไม่ครอบคลุมนัก ปัจจุบันนี้ปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ประกอบอยู่ในภารกิจ ของทั้งหมด ๑๓ กระทรวง ๑๘ กรม และหน่วยงานที่สังกัด ผมจะขอลงรายละเอียดดังนี้ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบไปด้วย กรมควบคุมมลพิษ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงมหาดไทยครับ กรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย กรมการปกครอง และ อปท. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงสาธารณสุขครับ กรมอนามัย กรมควบคุมโรค และองค์การเภสัชกรรม กระทรวง อุตสาหกรรมครับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคมก็คือกรมการขนส่งทางบก กระทรวงการต่างประเทศ คือกรมอาเซียน (ASEAN) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรมอุตุนิยมวิทยา สำนักนายกรัฐมนตรีคือกรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงพลังงานครับ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ครับ การการค้าภายใน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงการคลังครับ กรมบัญชีกลาง และกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ทำไมผมถึง ต้องลงในชื่อหน่วยงาน ชื่อกระทรวงมา ผมอยากจะชี้ให้ทุกท่านเห็นว่าปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มันมีมิติที่หลากหลายแตะไปกับทุกกระทรวง ทำให้การแก้ปัญหาเพียงแค่หน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งมันไม่ครอบคลุมทุกมิติ ยกตัวอย่างเช่น วันนี้กรมควบคุมมลพิษตรวจวัดค่าฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกินในกรุงเทพฯ กรมควบคุมมลพิษต้องการจะมีคำสั่งให้โรงเรียนหยุดได้หรือไม่ครับ คำตอบคือไม่ได้ครับ กรมควบคุมมลพิษไม่มีอำนาจตรงนั้นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ถ้าอยากจะให้รถควันดำ รถดีเซลที่มีอายุเก่าเกิน ๑๐ ปีงดเข้าเขตเมืองชั้นใน กรมควบคุมมลพิษก็ทำไม่ได้ครับ อันนี้ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของตัวกฎหมายของเราครับท่านประธาน อันนี้ถือว่าผู้ที่สั่งการได้ ของทุกกระทรวงมีเพียงคนเดียวในประเทศไทยคือท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่า ท่านไม่ได้สั่งการให้แต่ละกระทรวงได้ดำเนินการและมีอำนาจกลางขึ้นมา ผมเห็นด้วยกับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่เสนอให้มีหน่วยงานกลางขึ้นมาเป็นหน่วยงานควบคุมออกนโยบาย และติดตามการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนะครับ

ส่วนในประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการวัดค่าครับ การวัดค่าทุกวันนี้เราอิงกับ การวัดค่าของกรมควบคุมมลพิษโดยใช้เครื่องตรวจวัดขนาดใหญ่ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ จังหวัดเชียงรายบ้านเกิดผมมีทั้งหมด ๒ เครื่อง จังหวัดเชียงใหม่มี ๔ เครื่องทั้งที่เป็นจังหวัด ขนาดใหญ่ จังหวัดพะเยามี ๑ เครื่อง และที่น่าตกใจครับท่านประธาน ภาคอีสานทั้งภาค มี ๕ เครื่อง แล้วแบบนี้ข้อมูลที่เราได้รับมาว่าค่าฝุ่นเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้มันไม่ทั่วถึงกับ ประชาชนทุกคน ผมจึงอยากจะนำประเด็นนี้เข้ามาศึกษาในคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ในเรื่องของการศึกษาวิจัยในเรื่องกระบวนการวัดค่าที่เป็นค่าปัจจุบันทันด่วนหรือที่เรียกว่า เรียล ไทม์ (Real time) ซึ่งมีหลายประเทศที่เขาใช้ ประเทศไต้หวัน ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีองค์กรเอกชนบางอันที่เขาใช้กันอย่างน่าจะได้รับความยอมรับในระดับหนึ่ง ผมคิดว่า ในส่วนของการวัดค่าตรงนี้มันจะเป็นผลทำให้การดำเนินงานภาครัฐอื่น ๆ รวมถึงการเข้าถึง ข้อมูลของประชาชนเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้โดยง่ายและมีข้อมูลที่เป็นจริง

ประเด็นถัดมาครับท่านประธานคือในเรื่องของการแจ้งเตือนครับ เราจะเห็น ได้ชัดเจนว่าตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้การแจ้งเตือนอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเป็นกิจจะลักษณะ จากภาครัฐไม่มีเราต้องติดตามข้อมูลของฝุ่นข่าวต่าง ๆ ทางสื่อออนไลน์ (Online) ครับท่าน ทางเว็บไซต์ (Web site) จนทุกวันนี้สำนักข่าวต่าง ๆ ที่เอาข้อมูลของปริมาณฝุ่นรายวันไป ออกข่าวเขาต้องไปเอาจากกลุ่มอินโฟกราฟฟิก (Infographic) ที่ทางหน่วยงานไปทำแปะไว้ ที่หน้าเว็บไซต์ (Web site) ซึ่งในความเป็นจริงผมว่ามันถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรจะต้อง มีการแจ้งเตือนคุณภาพอากาศเป็นประจำทุกวัน เหมือนกับที่กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ อากาศให้เราทราบทุกวันว่าวันนี้เราจะมีฝนตก เราจะมีคลื่นลมแรง เรือเล็กไม่ควรออกจากฝั่ง จากนี้ไปควรจะต้องมีการรายงานข่าวในเรื่องของว่าวันนี้มาตรฐานคุณภาพอากาศของเรา เป็นอย่างไร และถ้ามีการทำแบบนี้ไปทุกวันผมเชื่อว่าประชาชนจะไม่ตื่นตระหนกและจะ มองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้านาน ๆ ประกาศทีผมคิดว่าประชาชนจะตื่นตระหนก อยู่ ๆ ภาครัฐก็ประกาศออกมา

ในประเด็นสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ครับท่านประธานคือเรื่องหน้ากาก ปัจจุบันนี้หน้ากากถือเป็นอุปกรณ์ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงแล้วเอาไปป้องกันตนเองได้ง่าย ที่สุดแต่ไม่ทั่วถึง มันแสดงถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยครับ หน้ากากที่นักวิชาการแนะนำ ส่วนใหญ่ที่บอกว่ามีผลคัดกรองฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ ๙๙ เปอร์เซ็นต์กว่าคือหน้ากาก ที่เราเรียกว่าเอ็น ๙๕ (N 95) ครับท่านประธาน มีราคาในท้องตลาดปัจจุบันอยู่ที่ ๓๕-๕๐ บาท ในช่วงที่ขาดแคลนจริง ๆ มีบางร้านขายถึง ๑๐๐ กว่าบาทท่านประธาน และผู้ที่มีรายได้น้อย ที่ในครอบครัวเขามีถึง ๔-๕ คนพ่อแม่ลูก ไม่สามารถที่จะเอาเงินถึงวันละ ๒๐๐ กว่าบาท เพื่อไปซื้อมา เขาจึงเลือกที่จะไม่ใส่หน้ากากเอาเงิน ๒๐๐ กว่าบาทไปซื้อนมให้ลูก ไปซื้อข้าวกิน ผมถึงอยากจะให้ตรงนี้เป็นภารกิจหนึ่งของภาครัฐที่ถึงเวลาแล้วเหมือนกันที่เรามีกระทรวง ที่เกี่ยวกับการวิจัยและนวัตกรรม ประเทศไทยมีนักวิชาการที่เก่ง ๆ ที่มีการวิจัยในเรื่องของ หน้ากากโดยใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติ มันถึงเวลาแล้วครับที่ภาครัฐจะต้องมาเป็นแม่งาน ในการจัดทำหน้ากากในราคาถูกหรือแจกฟรีให้กับประชาชน เพราะความต้องการในการใช้ท่านประธาน ผมลองคูณตัวเลขเล่น ๆ นะครับท่านประธาน ประชาชนที่มีผลกระทบต่อพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ทั้งประเทศไทย ผมตีว่าประมาณ ๔๐ ล้านคน แต่ละคนจะต้องเผชิญกับภัยฝุ่นไม่ต่ำกว่า ๓ เดือนหรือประมาณ ๙๐ วัน อันนี้ใช้แบบประหยัด คือ ๓ วันใช้ ๑ ชิ้น เขาบอกว่าแต่ละคนจะต้องใช้ ๓๐ ชิ้นในช่วงที่เผชิญกับฝุ่น เป็นกี่ชิ้นครับ ๑,๒๐๐ ล้านชิ้น เราจะต้องจัดซื้อหรือเราจะต้องให้ประชาชนเสียเงินกันไปมากไปเท่าไรครับ หรือเราจะต้องยอมให้ปอดของประชาชนเป็นเครื่องฟอกอากาศเพื่อให้อากาศมันดีครับ อย่างจีพีโอ (GPO) หรือที่เรียกว่าองค์การเภสัชกรรม ผมว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะผลิต และหาเทคโนโลยีหรือไปจ้างเอกชนผลิตก็ได้ครับ ด้วยวอลูม (Volume) หรือจำนวนการผลิต ขนาดนี้เราสามารถจะกดราคาลง และสามารถที่จะสอนประชาชนใส่หน้ากากอย่างถูกต้อง เพราะหน้ากากทุกชนิดมีประโยชน์สามารถกันฝุ่นได้ในปริมาณพอสมควร ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้วแต่วัสดุ เพียงแต่ว่าปัญหาที่เราพบคือมีไซส์ (Size) เดียว หน้ากากที่ได้มาปุ๊บเด็กกับผู้ใหญ่ใส่ไซส์ (Size) เดียวกัน เพราะฉะนั้นพอคาดไปปุ๊บอากาศ มันเข้าที่รูอื่นเข้าทางร่องแก้ม เข้าทางร่องจมูก เพราะฉะนั้นทางนักวิชาการเลยแนะนำให้ เราใช้หน้ากากที่ทางวิชาการเรียกว่า ๓ ดี (3D) คือที่เป็นรูปกลม ๆ ที่เป็นจมูกหมูเหมือนกับ ของเอ็น ๙๕ (N 95) ซึ่งราคาจะค่อนข้างสูงครับ แต่ว่ารายการผลิตจะค่อนข้างจะจำกัดอยู่ใน ประเทศไทย แต่ผมเชื่อว่าศักยภาพของประเทศไทยมีเพียงพอ จากเหตุผลที่ผมได้กล่าวมา ผมเลยมีความต้องการที่จะขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) และหามาตรการแก้ไขปัญหา ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน