วราวุธ แจงยกเลิก EIA ชายฝั่ง 200 เมตร ชี้เร่งด่วนป้องกันกัดเซาะ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๒ มกราคม ๒๕๖๓

วราวุธ ศิลปอาชา ชี้แจงเหตุผลการยกเลิกการทำอีไอเอสำหรับโครงการก่อสร้างแนวป้องกันชายฝั่งที่ยาวเกิน 200 เมตร โดยอธิบายว่าเป็นการผ่อนผันชั่วคราวเพื่อรับมือปัญหากัดเซาะอย่างเร่งด่วน พร้อมเสนอแนวทางใหม่ด้วยการจัดทำเอสอีเอและคู่มือปฏิบัติเพื่อการประเมินสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุมและยั่งยืนแทนการพิจารณาเป็นรายโครงการ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตตอบกระทู้ของท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ประเด็นเรื่องการพิจารณาทบทวนยกเลิกการทำอีไอเอ (EIA) ของทางคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เบื้องต้นต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผ่านท่านประธาน เพราะว่า ปัญหาเรื่องกัดเซาะนั้นเป็นเรื่องที่เรียกว่ามีความซับซ้อนแล้วก็มีความรุนแรงมากอย่างที่ ท่านสมาชิกได้กล่าวมาเมื่อสักครู่ ต้องขอกราบพระคุณที่ได้ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาขออนุญาตเรียน เบื้องต้นว่าการที่ทางคณะกรรมการ ทาง สผ นั้นได้ยกเลิกการทำอีไอเอ (EIA) ไปสำหรับการ ก่อสร้างกำแพงริมชายฝั่งตั้งแต่ ๒๐๐ เมตรขึ้นไป คือในแต่ละพื้นที่ที่ทางกรมโยธาธิการ และผังเมืองไปสร้าง นี่คือที่ได้รับรายงานมานั้นเนื่องจากมันเกิดปัญหาเขาเรียกว่ากัดเซาะ อย่างรุนแรง เขาเรียกว่าเป็นอีมีเดีย (e-Media) หรือปัจจุบันทันด่วน คือถ้าไม่ทำตอนนี้ บ้านพี่น้องประชาชนพังแน่นอน ตามรายงานที่ได้รับเข้ามา ดังนั้นถึงได้ขอผ่อนผันในการทำ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงหรือจะเป็นเขื่อนคอนกรีต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในระยะยาวผมเข้าใจความรู้สึก ของท่านสมาชิกนะครับ เพราะว่าอยู่ ๆ มาบอกว่ายกเลิกการทำอีไอเอ (EIA) ไปโดยไม่ต้อง ทำเลยนั้นก็จะเป็นปัญหาแน่นอน เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกได้มีข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะว่าหลังจากได้มีการยกเลิกการทำอีไอเอ (EIA) นั้นเราจะต้องไปพูดถึงเอสอีเอ (SEA) หรือสแตรทิจิก เอนไวรอนเมนทัล แอสเซสเมนต์ (Strategic Environmental Assessment) เพราะก่อนหน้านี้ที่มีการทำอีไอเอ (EIA) ของกำแพงคลื่นที่กำหนดเอาไว้ว่าต่ำกว่า ๒๐๐ เมตร ไม่ต้องทำ ก็จะเกิดปัญหาว่าจะมีคนบางกลุ่มที่หัวใสว่าไม่ทำ ๒๐๐ เมตร ไม่ทำ ๒๐๐ เมตร ขึ้นไป ทำ ๑๙๕ เมตร แล้วทำทีหนึ่ง ๔-๕ อัน ๑๙๕ เมตรเว้นหน่อยหนึ่ง แล้วก็ทำอีก ๑๙๕ เมตร ๑๙๐ เมตร แต่ว่าพอผลกระทบ เวลาทำเป็นโครงการหนึ่งก็ทำเป็นอีไอเอ (EIA) ของเฉพาะ แค่ ๑๙๕ เมตร ก็คือไม่ต้องทำ แล้วพอไปอีก ๑๙๕ เมตรก็ไม่ต้องทำ ก็ไม่ต้องทำไปเรื่อย ๆ ฉะนั้นพอมันรวมกันแล้วบางที่กลายเป็นหลายร้อยเมตรเป็นหลักกิโลเหมือนกัน ดังนั้น ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็เห็นความสำคัญของประเด็นนี้ถึงได้เริ่มในแนวคิด ที่ว่าเราเปลี่ยนจากการทำอีไอเอ (EIA) ให้มองเป็นในมุมมองของเอสอีเอ (SEA) หรือสแตรทิจิก เอนไวรอนเมนทัล อิมแพค แอสเซสเมนต์ (Strategic Environmental Impact Assessment) ก็คือมองในภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่แค่ในส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ใช่โครงการใดโครงการเดียว นอกจากการทำเอสอีเอ (SEA) แล้วยังจะต้องมีการทำเกณฑ์ปฏิบัติ หรือ โค้ด ออฟ แพร็กทิส (Code of Practice) เอนไวรอนเมนทัล เช็กลิสต์ (Environmental checklist) ขึ้นมา คือว่า เรามองเป็นภาพรวม ในขณะนี้ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำลังคิดมาตรการใหม่ ออกมา เพราะการทำอีไอเอ (EIA) บางครั้งยังไม่ครอบคลุม เพราะว่าอีไอเอ (EIA) ทำขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่นถ้าหากว่ามีเขื่อนกันแนวกัดเซาะสัก ๓๐๐ เมตร ตัวอีไอเอ (EIA) ก็จะพิจารณา เพียงแค่ ๓๐๐ เมตรนั้น แต่พวกเราทราบกันดีว่าปัญหาการกัดเซาะพอท่านแก้ ๓๐๐ เมตรนี้ มันจะไปเมตรที่ ๓๐๕-๓๑๐ มันจะเป็นต้นน้ำกับปลายน้ำ บางครั้งเลยไปประมาณเป็นกิโลก็มี การทำอีไอเอ (EIA) เฉพาะโครงการนั้นมันไม่เกิดประโยชน์ นอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว บางครั้งอาจจะเกิดโทษด้วย จึงเป็นที่มาที่ทำให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนั้น คิดมาตรการใหม่ขึ้นมา คือการทำเอสอีเอ (SEA) บวกกับการทำโค้ด ออฟ แพร็กทิส (Code of Practice) ซึ่งคู่มือใหม่นี้กำลังจะนำเสนอเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ พอออกเป็นโค้ด ออฟ แพร็กทิส (Code of Practice) ใหม่ขึ้นมานะครับ เราเชื่อมั่นว่าศักยภาพแล้วก็ความมีประสิทธิภาพนั้น จะมากกว่าการทำอีไอเอ (EIA) แต่ละอัน ๆ ไป เพราะปัญหาการกัดเซาะนั้นเราทราบกันดีว่า แต่ละฤดูกาลก็จะเปลี่ยนไปครับ แต่ละปี ๆ การกัดเซาะชายฝั่งเป็นอะไรที่คาดเดายากมาก ดังนั้นการทำอีไอเอ (EIA) ของแต่ละโครงการเรามองเห็นว่าน่าจะยังไม่ครอบคลุม ถึงได้มีการ ยกเลิกแล้วก็คิดมาตรการใหม่ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเอสอีเอ (SEA) ไม่ว่าจะเป็นโค้ด ออฟ แพร็กทิส (Code of Practice) เพื่อที่ว่าจะได้แก้ปัญหาเรื่องการกัดเซาะได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น ก็ขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกครับว่าปัญหาเรื่องการกัดเซาะนั้นทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนั้นเราให้ ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หลายพื้นที่เราได้แก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเอาไม้ไผ่ไปปักบ้าง เรียกว่า เป็นกรีนเมชเชอร์ (Green measure) ในการที่จะป้องกันการกัดเซาะ ตรงไหนที่เราสามารถ ที่จะทำให้เกิดอิมแพกต์ (Impact) กับสิ่งแวดล้อมได้น้อยที่สุดเราจะทำ ต้องขอขอบพระคุณ ทางท่านสมาชิกท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ที่ได้กรุณายกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะว่า เป็นประเด็นที่ดีแล้วผมเชื่อว่าสังคมหลายคนก็อยากจะรับรู้เรื่องนี้ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ