ธัญญ์วาริน ชูผ้ากัญชงไทย เสนอวิถีแฟชั่นยั่งยืนสู่เศรษฐกิจสีเขียว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๒

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ หารือประโยชน์ของกัญชงในอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเน้นคุณสมบัติเด่นของเส้นใยกัญชงที่ยั่งยืน ทนทาน ดีต่อสิ่งแวดล้อม และยกตัวอย่างการใช้ในแบรนด์ต่างประเทศและประวัติศาสตร์การใช้ในจีน-ญี่ปุ่น พร้อมเรียกร้องสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมกัญชงในประเทศเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว

นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคต ใหม่ วันนี้ดิฉันจะมีพูดเรื่องกัญชง ซึ่งเส้นใยจากกัญชงเป็นเส้นใยธรรมชาติที่มีคุณภาพสูง มีความยืดหยุ่นสูง แข็งแรงทนทานสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการทำเสื้อผ้าได้ ซึ่งชุดที่ดิฉัน ใส่มาในวันนี้ทำมาจากผ้าใยกัญชงร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นชุดมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าเมี่ยนนะคะ ซึ่งเส้นใยกัญชงมีคุณสมบัติที่เมื่อเราใส่แล้วจะเย็นสบายในอากาศที่ร้อน แล้วอบอุ่นเมื่อเจอ อากาศเย็นแบบนี้ เพราะว่ากัญชงมีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้นได้ดีกว่าไนลอนแข็งแรง กว่าผ้าฝ้ายแล้วก็อบอุ่นกว่าลินิน อีกทั้งยังสามารถย่อยสลายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่ถึง ๑ ปีหลังจากที่เราทิ้ง ซึ่งเป็นหนทางนำไปสู่ธุรกิจสีเขียวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสามารถ แก้ปัญหาขยะในโลกได้ในอนาคตนะคะ กัญชงเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุเพียงปีเดียว ที่สำคัญ ปลูกเพียง ๓-๔ เดือนก็สามารถใช้งานได้แล้วปลูกง่ายใช้น้ำน้อยไม่ต้องพรวนดินใส่ปุ๋ยหรือ กำจัดวัชพืช จึงกล่าวได้ว่ากัญชงคือความหวังของอุตสาหกรรมสิ่งทอค่ะ แล้วโลกของเราก็ คาดหวังว่าจะมีการผลิตผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่สามารถลดโลกร้อนได้ เพราะว่าอะไรคะ เพราะว่าการผลิตเสื้อผ้าท่านทราบหรือไม่คะว่าเป็นสาเหตุหนึ่งในการใช้สารกำจัดศัตรูพืช การปลูกฝ้ายที่ไม่ใช่แบบอินทรีย์นั้นใช้สารกำจัดศัตรูพืชถึงร้อยละ ๑๐ ของปริมาณทั่วทั้งโลก และสารกำจัดแมลงนั้น ๒๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการผลิตแบบเดิมนั้นมีสัดส่วนการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกเป็น ๓ เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ในการผลิตและการใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้น คาดว่าระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้น้ำและการใช้ที่ดินจะเพิ่มขึ้นในอีก ไม่กี่ปีข้างหน้า แต่ผลการสำรวจพบว่า ๕๕ เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคออนไลน์ จากทั่วโลก ๖๐ ประเทศยินดีจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์และการบริการที่ให้บริการโดยบริษัทที่ มุ่งมั่นที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น ในปี ๒๕๕๘ และปี ๒๕๕๙ กลุ่มกรีนพีช (Greenpeace) วิพากษ์วิจารณ์บริษัทไนกี้ และบริษัทอื่น ๆ อีก ๒-๓ แห่งว่า ล้มเหลวในการจัดการใช้สารเคมีที่มีสารฟลูออไรด์ ซึ่งใช้ในการเคลือบรักษาผลิตภัณฑ์ แต่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม จนต่อมาปีนี้ไนกี้ (Nike) อาดิดาส (adidas) พูมา (PUMA) ได้เข้าร่วมกับบริษัทเครื่องแต่งกายอื่น ๆ อีก ๓๐ บริษัทพร้อมกันลงนามใน จี เซเวน แฟชัน แพ็กต์ (G7 Fashion Pact) ซึ่งนายกรัฐมนตรีของประเทศฝรั่งเศส นายเอ็มมานูเอล มาครง เปิดเผยในการประชุมสุดยอดจี เซเวน (G7) ประจำปีว่าไนกี้ (Nike) มุ่งมั่นที่จะลดปริมาณ การปล่อยก๊าซคาร์บอมอนอกไซด์ลง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ภายในปี ๒๐๓๐ ผ่านการเป็นพันธมิตร กับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและตลาดกัญชงในประเทศ จีนท่านทราบหรือไม่ว่าประเทศจีนนั้นใช้เส้นใยกัญชงผลิตเป็นเครื่องนุ่งห่มมากกว่าเป็นเกือบ หมื่นปี ประมาณ ๒,๘๐๐ ปีก่อนคริสตกาล และสันนิษฐานว่าเส้นใยกัญชงนั้นน่าจะเป็นเชือก เส้นแรกของโลก ประเทศจีนครั้งหนึ่งก็เคยใช้ใยกัญชงในการผลิตเครื่องแบบทหารของ ประเทศจีนด้วย และในปัจจุบันนี้ประเทศจีนปลูกกัญชงถูกกฎหมายเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ยอดขายส่วนใหญ่ในปี ๒๐๑๘ ก็มาจากเส้นใยสิ่งทอจากก้านกัญชงที่มีมูลค่ารวมถึง ๑,๒๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐเลยค่ะ ส่วนในประเทศญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นถือว่าใยกัญชงนั้น เป็นเหมือนเส้นใยมงคลเฉกเช่นเดียวกับชาวชาติพันธุ์เผ่าม้ง ชาวญี่ปุ่นจึงนิยมนำผ้าเส้นใยกัญชง มาตัดเป็นกิโมโน และท่านทราบหรือไม่ว่ากิโมโนโดยเส้นใยกัญชงนั้นไม่ใช่ราคาถูก ๆ นะคะ ชุดหนึ่งราคาเป็นแสนค่ะ ทุกวันนี้เส้นใยกัญชงเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก หลาย ๆ แบรนด์ (Brand) เช่น แอร์เมส (Hermes) พราด้า (Prada) กุชชี่ (Gucci) แซ็งต์ โลร็องต์ (Saint Laurent) บาลองเซียก้า (Balenciaga) ชาแนล (Chanel) คอนเวิร์ส (Converse) แวน (Vans) ก็เป็นแบรนด์ (Brand) ต่าง ๆ ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เส้นใยกัญชงเช่นเดียวกัน และจะมีแบรนด์ (Brand) หนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ พาทาโกเนีย (Patagonia) ซึ่งพาทาโกเนีย (Patagonia) เป็นแบรนด์ (Brand) ที่ผลิตสินค้าเอาต์ดอร์ (Outdoor) เสื้อผ้าเอาต์ดอร์ (Outdoor) ใช้ในการปีนเขา แคมป์ปิง (Camping) ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการใส่ใจและผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การสรรหาวัตถุดิบ การใช้กระบวนการผลิต เทคโนโลยีพลังงานสีเขียว และแม้กระทั่ง พาทาโกเนีย (Patagonia) เคยขอร้องผู้บริโภคว่าอย่าซื้อถ้าไม่คิดจะใช้จะได้ ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร ซึ่งการเลือกข้างแบบนี้ พาทาโกเนีย (Patagonia) ถือว่าเป็นการคิดต่าง ในโลกธุรกิจเลยค่ะ การแสดงจุดยืนทางสังคม สิ่งแวดล้อม การเมืองของบริษัทมักถูกมองว่า เป็นความเสี่ยง แม้จะอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างธุรกิจกับงานรณรงค์แบบเอ็นจีโอ (NGO) แต่ยอดขายของพาทาโกเนีย (Patagonia) นั้น ก็โตอย่างต่อเนื่องจนสามารถทำลายสถิติแตะ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐได้ภายในปี ๒๐๑๗ ดิฉันเล่ามาทำไมคะเรื่องแบบนี้ ที่จะเล่า ก็เพราะว่ากัญชงถือเป็นพืชที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อยอดทางธุรกิจได้มากมาย และกำลัง เป็นสินค้าที่นิยมของผู้บริโภคกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ ของโลกใบนี้ แต่หันกลับมาดูการปลูกกัญชงในประเทศไทยกันค่ะ การปลูกกัญชงในประเทศไทยนั้น ถูกควบคุมให้ปลูกได้ใน ๖ จังหวัด ๑๕ อำเภอของภาคเหนือเท่านั้น ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นการ ตัดโอกาสทางธุรกิจของประเทศไทยทันทีเลยเมื่อเราถูกควบคุมการปลูกกัญชงซึ่งเป็นพืช เศรษฐกิจขณะนี้ ซึ่งประเทศไทยสามารถขยายฐานการปลูกกัญชงได้ค่ะ และถ้ากัญชง ถูกขยายฐานการปลูกและเราเข้าสู่ตลาดธุรกิจ การแข่งขันทางธุรกิจในตลาดสินค้า สิ่งแวดล้อมของโลกได้ให้ทัดเทียมกับสินค้าต่าง ๆ ที่เป็นแบรนด์ (Brand) ดังระดับโลก ประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน และดิฉันคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ด้วยกัญชง ขอบคุณค่ะ