เท่าพิภพ ยื่นญัตติด่วน ตั้ง กมธ.ศึกษาการใช้กัญชาเพื่อเป็นผู้นำอาเซียน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๒

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ยื่นญัตติด่วนเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาความเป็นไปได้และตรวจสอบผลกระทบของการใช้กัญชาในประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการแพทย์ รวมถึงเสนอให้ไทยเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้โดยอ้างอิงข้อมูลสถิติมูลค่าตลาดโลกและศักยภาพของทรัพยากรในประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐออกกฎหมายรองรับการใช้ประโยชน์อย่างถูกกฎหมาย

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร คลองสาน ธนบุรี บางกอกใหญ่ พรรคอนาคตใหม่ ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอบคุณท่านประธาน ที่ได้บรรจุญัตติด่วนของผม เรื่อง การขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาความเป็นไปได้และตรวจสอบผลกระทบของการใช้กัญชาในรูปแบบต่าง ๆ ในประเทศไทย เหตุผลและหลักการในการที่ผมได้ยื่นตั้งญัตตินี้ขึ้นมานะครับ เพราะว่า ผมยื่นญัตตินี้ไปเมื่อประมาณ ๔ กรกฎาคมปีนี้ กว่าจะเข้าก็ปลายปีพอดียังทันปีนี้ ตอนนั้น รัฐบาลก็ได้มีมติเห็นชอบในร่างของกฎกระทรวงของการขออนุญาตและการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ เฉพาะกัญชา พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้เสนอมา มีการรับหลักการไว้แล้ว ซึ่งผมเห็นว่า เรื่องเหล่านี้เองเป็นเรื่องที่ใหญ่พอสมควรสำหรับกัญชาในประเทศไทยที่เราจะเริ่มมีการใช้ อย่างถูกกฎหมาย ผมคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ที่ปลอดภัยทั้งการเกษตร ที่ประชาชนจะได้ผลประโยชน์เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ การลงทุนในประเทศจากต่างชาติที่นำ โนว์ฮาว (Know-how) มาด้วย ซึ่งคาดว่าการลงทุนนั้นจะมีมูลค่ามหาศาลทั้งจากภาครัฐ และเอกชนเอง เกิดเป็นเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องมากมาย ด้วยเหตุนี้เองผมจึงใช้ อำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๑ และข้อ ๔๒ ในการยื่นกระทู้ถามนี้ ซึ่งเหตุผลเดี๋ยวผมจะได้อภิปรายไป มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่า เรื่องนี้น่าจะไปตั้งเป็นอนุกรรมาธิการหรือไม่ ผมบอกเลยว่าถ้ามองในมุมแค่การแพทย์ สามารถทำได้ แต่ผมไม่มองอย่างนั้นครับ ผมมองในแง่ของเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม และการแพทย์ รวมถึงเรื่องอัตลักษณ์ต่าง ๆ ด้วย กัญชาเปรียบเสมือนทองคำสีเขียว สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในผืนแผ่นดินไทยของเราเองแต่เราได้ละเลยมันมานาน เราได้ใส่ร้ายมัน ในช่วงหนึ่ง ในช่วงสงครามเวียดนามตามประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตกลง วันนี้หลาย ๆ ประเทศในโลกนี้ได้ปลดล็อกมันแล้วและใช้ประโยชน์มันอย่างเต็มที่ ประเทศไทยก็จะเป็น ประเทศแรกในอาเซียน (ASEAN) ที่ปลดล็อกและใช้ประโยชน์ ออกกฎหมายเกี่ยวกับ การใช้ประโยชน์ของกัญชาซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เป็นสิ่งที่ก้าวหน้ามากสำหรับประเทศเรา และมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่เราจะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ เพราะประเทศไทยเอง มีทั้งมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลที่มีนักวิจัยที่มีคุณภาพ มีภาคแรงงาน ทางการเกษตร และอุตสาหกรรมที่พร้อม มีศักยภาพในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในการให้เข้ามาลงทุน และมอบโนว์ฮาว (Know-how) ให้เราด้วยนะครับ และที่สำคัญที่สุดเลยครับท่านประธาน เรามีประวัติศาสตร์อันยาวนานเกี่ยวกับการใช้พืชสมุนไพรและกัญชาทางการแพทย์ ถ้าย้อนกลับไปถึงสมัยก่อนเราย้อนไปดูที่พระนารายณ์มหาราชก็ได้เขียนตำรับตำราไว้ อันนี้เป็นลายลักษณ์อักษรไปดูกันได้นะครับ ทำไมมันเป็นเรื่องใหญ่นักหรือที่ผมต้องมาตั้งญัตติ ผมอยากให้ข้อมูลกับท่านประธานฝากไปยังเพื่อนสมาชิกครับ ธุรกิจกัญชาทั่วโลกตอนนี้ สถิติ ปี ๒๐๑๗ มีมูลค่ากว่า ๖ ล้านล้านบาทต่อปี เยอะกว่างบประมาณประเทศเราที่เรา ไฟต์ (Fight) กันอยู่ห้องข้างบน ซึ่งคาดกันว่าอีก ๑๐ ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น ๒ เท่า คือ ๑๒ ล้านล้านบาทต่อปี ประเทศไทยเราจะขึ้นขบวนรถไฟนี้ไปกับเขาหรือเปล่าครับ รถไฟปู้น ๆ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเองประเทศเดียวธุรกิจรายย่อยที่เกิดขึ้นจากการให้ออก กฎหมายเกี่ยวกับการใช้กัญชาทำธุรกิจกัญชามีถึง ๙,๖๗๘ ราย อันนี้ยังไม่ทั้งประเทศ สหรัฐอเมริกานะครับ เพราะมีบางรัฐเท่านั้นเองมีผู้ใช้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาถึง ๕๕ ล้านคน จากประชากร ๓๐๐ กว่าล้านคน ประเทศอื่นเขาทำอะไรอยู่บ้างครับ อย่างประเทศอิตาลี ประเทศเยอรมันก็เริ่มเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมกัญชาแล้ว ประเทศเหล่านี้ไม่ใช่ประเทศที่มี กัญชาเป็นพืชพื้นเมืองเลยด้วยซ้ำนะครับ อย่างประเทศออสเตรเลีย นโยบายของรัฐเองก็ ตั้งใจครับว่าวันหนึ่งจะเป็นผู้นำการผลิตกัญชาทางการแพทย์ของโลก ประเทศไทยจะได้รับ ประโยชน์อะไรจากตรงนี้บ้างครับ ผมก็อยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชน และชาวกัญชาชนทุกท่านนะครับให้ได้เข้าใจถึงจุดนี้ อย่างแรกที่เราจะได้เห็นชัด ๆ ครับ คือเรื่องของการเกษตรจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สามารถมาทดแทนพืชเศรษฐกิจ เดิม ๆ ได้ ทั้งนี้อยู่ที่เราจะปลูกให้ได้คุณภาพเพื่อไปใช้ทางการแพทย์หรือไม่ หรือว่าเราจะ วางแผนเพื่อให้ใช้ความหลากหลายเพื่อสันทนาการ ทั้งนี้รัฐเองโดยกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ก็ควรจะให้ความรู้กับเกษตรกรอย่างพอเพียง และตอนนี้ที่ดังมากก็คือเรื่อง การแพทย์ การแพทย์ตอนนี้ก็เข้าใจว่าใช้ได้ในตำรับโบราณ แต่ตอนนี้เรื่องน่าเป็นห่วงของผม ก็คือ ประชาชนส่วนใหญ่ในเขตผมเองด้วยที่ผมไปมาเจออาม่าคนหนึ่งอายุ ๘๕ ปีแล้วครับ ลูกสาวทำรองเท้าขายในเขตผมก็ใช้กัญชาครับ แต่ผมถามว่าใช้กี่หยด บ้านนี้บอก ๑ หยด บ้านนั้นบอก ๒ หยด เอามาจากไหน เอามาจากอาจารย์โน้นอาจารย์นี้ กูรูคนนั้นคนนี้ มาตรฐานอยู่ตรงไหนครับ ตรงนี้ถ้าเราจะใช้เป็นเกรด (Grade) การแพทย์แล้วเราควรจะมี มาตรฐานที่ดี ประโยชน์ต่อไปที่เราจะได้ก็คือในเชิงของอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นกัญชาหรือ กัญชงซึ่งเพื่อนสมาชิกผม ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์และธัญญ์วารินจะมาอภิปรายเพิ่มเติมนะครับ อุตสาหกรรมกัญชงหลัก ๆ ก็ได้จากการใช้เส้นใยในการทอเครื่องนุ่งห่ม ทอผ้าเม็ดพลาสติก (Plastic) และฉนวนกันความร้อน แต่ตรงนี้ก็ติดปัญหาครับที่ทำให้ผมสงสัยและยื่นญัตตินี้ ขึ้นมาว่าประโยชน์ในการปลูกกัญชงกัญชาเพื่อประชาชนจริงหรือ เคยออกกฎมานะครับว่า ห้ามมีสารทีเอชซี (THC) ต่ำกว่า ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้กัญชงสัญชาติไทยหรือ พันธุ์ไทยก็คือมีสารทีเอชซี (THC) อยู่ที่ ๐.๐๓ เปอร์เซ็นต์ ก็อยากฝากตรงนี้นะครับ ใครที่ได้ อยู่ในกรรมาธิการนี้ก็ฝากไปดูแลกฎระเบียบเรื่องกัญชงตรงนี้ด้วย สิ่งที่ผมคิดว่าอาจจะ น่ากลัวนะครับ ประโยชน์ต่อไปอาจจะดูน่ากลัวนิดหนึ่งอาจจะขัดต่อความรู้สึก แต่อยากให้ฟัง ผมก่อน คือเรื่องการใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ ซึ่งอย่างที่เราคิดกันทั่ว ๆ ไปก็คือการสูบ แต่ก่อนเขาบอกมึนเมาไม่ยอมไปทำงาน แต่ต่างประเทศบางประเทศอนุญาตให้ใช้ ทางสันทนาการได้ครับ แล้วผู้ประกอบการรายย่อยเขาก็นำไปสกัดเป็นสารมานะครับ ทำขนมบ้างทำของกินบ้างเอาไปใส่เป็นเครื่องเทศบ้าง ผมเชื่อว่าร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อหลายร้าน ในประเทศไทยก็น่าจะใช้สูตรกัญชาเหมือนกันนะครับ ซึ่งการสันทนาการนำพามาสู่ การท่องเที่ยวเชิงกัญชาครับ ผมฝันนะครับว่าวันหนึ่งในฐานะมัคคุเทศก์เก่าที่แต่ก่อนพาฝรั่ง ไปเที่ยวภาคเหนือกับภาคใต้อย่างเดียวเลย วันหนึ่งเราอาจจะมีการจัดโซนนิง (Zoning) กัญชาเพื่อการสันทนาการที่จังหวัดเลยหรือจังหวัดหนองคาย หรือจังหวัดนครพนม ซึ่งแต่ก่อนแต่เดิมแล้วเป็นพื้นที่ปลูกกัญชาชื่อดังที่เรียกว่า ไทยสติก (Thai Stick) ที่ในช่วง สงครามเวียดนามทหารอเมริกัน ทหารอเมริกันก็ได้มาพักผ่อนมาสูบกัญชาจนดังไปทั่วโลกถึงขั้นส่งออกกัญชานครพนม ไปเป็นล่ำเป็นสันจนเป็นเหตุให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องแบน (Ban) การใช้กัญชาเมื่อไม่กี่ปีมานี้ และสุดท้ายประโยชน์ของกัญชาที่ประชาชนจะได้รับก็คือที่ทุกคนจะมีความเท่าเทียมกัน ในเรื่องของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งเพื่อนสมาชิกของผมคุณณัฐพลก็จะมาอภิปราย เกี่ยวกับการใช้กัญชงในวัฒนธรรมของชาวชาติพันธุ์นะครับ นอกจากนี้กัญชาจะสร้างงาน มหาศาลตั้งแต่ระดับเกษตรกร ผู้รับซื้อ ผู้ขายปุ๋ย ผู้ทำอุปกรณ์ในการแปรรูป ผู้แปรรูป ยันไปด้านบนก็คือเป็นผู้ขนส่ง ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก พนักงานประจำร้านค้าปลีกต่าง ๆ จะเพิ่มงานจำนวนมากให้กับประเทศได้ ถึงตรงนี้ทุกท่านอาจจะถามว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้ รัฐได้อะไร ท่านประธานครับ สิ่งที่รัฐจะได้อย่างชัดเจนในการที่ปลดล็อกกัญชามาให้ถูก กฎหมาย ก็คือการที่รัฐจะได้ภาษีเพิ่มเป็นฐานภาษีใหม่ เป็นการที่เอาธุรกิจเทา ๆ ขึ้นมา บนดินเสียเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเรา ทั้งภาษีโดยตรงจากใบอนุญาต และการเก็บจากกัญชา รวมถึงภาษีเงินได้ส่วนบุคคลที่เรียกเก็บจากพนักงานในอุตสาหกรรมนั้น ๆ และประโยชน์ที่คาดไม่ถึงแต่ได้แก้ปัญหาในหลายประเทศ คือการลดลงของอาชญากรรม ของแก๊งอาชญากรต่าง ๆ ที่ใช้ธุรกิจกัญชาเป็นแหล่งเงินทุนสร้างความรุนแรง และยังเป็นการ ช่วยลดผู้ต้องขังในเรือนจำในประเทศได้ที่มีมากกว่า ๕,๐๐๐ คนที่ต้องโทษด้วยกัญชา เป็นการลดภาระของรัฐในการต้องดูแลคนเหล่านั้นข้อเสียมันก็ย่อมมีครับ ผมไม่ได้มาพูดบอก ว่าโอเค (OK) วันนี้พูดเสร็จปั๊บไม่ต้องรับผิดชอบอะไรไปสูบกันให้ตามสบาย ไม่ใช่ครับ หลาย ๆ ประเทศมีการปลดล็อกกัญชาย่อมมีการควบคุมแน่นอน ผมถามวันนี้ว่าประเทศไทย เราจะเอาแบบไหน เราจะเอาแบบแคลิฟอร์เนีย โมเดล (California Model) หรือไม่ ที่อนุญาตใช้เพื่อการแพทย์ ใช้เพื่อรักษาอาการและอนุญาตให้ปลูก ๖ ต้นที่บ้านด้วย เราจะเอาแบบประเทศอุรุกวัยหรือไม่ที่มีการเปิดเสรีอย่างเต็มที่ในการใช้ทั้งสถานการณ์และ การแพทย์ แต่ทั้งหมดนั้นรัฐทำเอง รัฐเป็นผู้กำหนดราคาเอง รัฐเป็นผู้ปลูกเองและขายในร้านยา ของรัฐกำหนดเอง เราจะเอาเพื่อการท่องเที่ยวแบบอัมสเตอร์ดัม โมเดล (Amsterdam Model) หรือไม่ คือเอาไปเลยกัญชาที่ไหนจะเข้ามาในอัมสเตอร์ดัมไม่รู้ที่มาหรอกครับ แต่เข้ามาในอัมสเตอร์ดัมแล้วก็ถือว่าถูกกฎหมายเจ๊ากันไป มีคอฟฟีชอป (Coffee Shop) มากมาย มีผลสำรวจว่านักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวกรุงอัมสเตอร์ดัม ๑ ใน ๔ ต้องไปทดลองกัญชา วันหนึ่งคนมากรุงเทพฯ ก็อาจจะไปสูบกัญชาริมน้ำมองวัดอรุณก็อาจจะเป็นไปได้นะครับ หรือเราจะเอาแบบประเทศแคนาดาไหมครับที่ปลดล็อกทั้ง ๒ แบบแล้ว แล้วก็มีกฎหมาย ควบคุมที่ชัดเจน โดยกฎหมายนั้นส่งเสริมนักลงทุน ส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย แต่คำนึง หลักการคือการใช้ที่ปลอดภัยและควบคุมใกล้ชิดโดยเฮลท์แคนาดา (Health Canada) ประเทศไทยเราจะเอาแบบไหนครับ คำถามนี้ผมไม่ทราบ นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ผมอยากตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ขึ้นมาศึกษาเพื่อจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เพื่อจะไปบอกพี่น้องชาวไทยได้ เราจะเอาแบบเป็นแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ไหมครับ คือการที่เราทดลองแต่ละที่ว่าเราทำ ที่ไหนบ้าง อย่างไรบ้าง เอาไปเลยที่จังหวัดสกลนครเอาแคลิฟอร์เนีย โมเดล (California Model) ไป ที่จังหวัดอุดรธานีเอาอุรุกวัยโมเดล (Uruguay Model) ไป จะเอาอย่างนั้นก็ได้ แต่เราต้องคุยกัน เพราะผมคิดว่าการที่เรามาคุยกันโดยทุกภาคส่วนมาคุยกันให้หาข้อสรุปชัดเจน จะทำให้ ประชาชนชาวไทยได้เข้าใจมากขึ้นและไม่หวาดกลัวกับสิ่งนี้เหมือนที่ได้รับปลูกฝัง มาอย่างยาวนาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็อยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ให้ร่วมสนับสนุนในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของกัญชานี้ ที่ผมได้ยื่น ผมอยากชวนท่านมาเป็นอิฐก้อนแรกของวงการกัญชาในประเทศไทยครับ เรามาเป็นอิฐก้อนแรกที่วางแล้วมันตรง เราไม่อยากเป็นอิฐก้อนแรกที่วางแล้วมันเอียง ตั้งแต่ต้น แล้ววันหนึ่งมันจะเป็นปัญหาของประเทศเรา ผมฝันว่าคนใช้กัญชาในอนาคต จะรู้สึกปลอดภัยเพราะเขามั่นใจว่ารัฐได้รับรองว่ากัญชาที่เขาใช้ปลอดภัย ผมฝันว่าเกษตรกร จะได้ลืมตาอ้าปากจากการได้ปลูกกัญชาที่มีคุณภาพและรัฐได้ส่งเสริมเขา ผมฝันว่า ผู้ประกอบการจะมีโอกาสได้เข้าถึงใบอนุญาตกัญชาและได้ประกอบการธุรกิจกัญชา โดยมีความฝันเล็ก ๆ ของเขา ไม่สำคัญว่าเขาจะรวยหรือจนเขาเป็นนายทุนมโหฬารหรือไม่ และได้แข่งขันกันอย่างเท่าเทียม และสุดท้ายผมฝันว่าประโยคของการปลดล็อกกัญชานี้ จะเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอบคุณมากครับ