กมลศักดิ์ เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาการสูญหาย-ตาย-บาดเจ็บจากเจ้าหน้าที่รัฐ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๒

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หารือปัญหาการสูญหาย ตาย และบาดเจ็บที่สันนิษฐานว่าเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและแก้ไขปัญหา พร้อมเรียกร้องความเป็นธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่มีกรณีเกิดขึ้นซ้ำซากและขาดการลงโทษทางอาญาอย่างจริงจัง

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ต้องขอขอบคุณท่านประธานอีกครั้งที่ได้นำญัตติด่วนที่ผมได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ ก็คือเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาและศึกษาการสูญหาย ตาย บาดเจ็บ เนื่องจากสันนิษฐานว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เหตุที่ผมเสนอญัตตินี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าสิทธิเสรีภาพของบุคคลเป็นสิ่งสำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับได้กำหนด สิทธิเสรีภาพแล้วก็หน้าที่ของรัฐไว้อยู่ในหมวดของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับใช้ กฎหมายต้องมีความเท่าเทียมกัน ท่านประธานครับ สำคัญที่สุดด้วยเหตุผลที่ว่าการละเมิด หรือการบังคับให้สูญหาย การตาย การบาดเจ็บ ที่เกิดจากข้อสันนิษฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นผู้กระทำ มันมีมาในอดีตแล้วจนถึงปัจจุบันก็ยังมีอยู่ จากกรณีหลาย ๆ กรณีที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ ที่เกิดขึ้นทุกแห่งหนในประเทศนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นผมอยากอธิบาย ให้ท่านประธานเท้าความก่อนว่า การบังคับให้สูญหายที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ จริง ๆ แล้วองค์กรสหประชาชาติได้มีอนุสัญญาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อยู่ แล้วประเทศไทยได้ลงนาม ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕ ในอนุสัญญาเกี่ยวกับการซ้อมทรมาน แต่ว่าปัจจุบันนี้ เรายังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้อยู่ ทราบว่ามีการร่างพระราชบัญญัติป้องกันและต่อต้าน การซ้อมทรมานบังคับการสูญหาย แต่ยังไม่ได้เข้าสู่สภาแห่งนี้ ดังนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่สภาแห่งนี้ผมเห็นว่าต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาสิ่งเหล่านี้ เพราะในอดีต ที่ผ่านมาแม้ว่าเราจะมี พ.ร.บ. ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่นั่นคือเน้นไปในเรื่อง ของค่าสินไหมทดแทน ค่าเสียหายในเรื่องความรับผิดทางแพ่ง แต่ในเรื่องของความรับผิด ทางอาญา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหากเป็นการกระทำของเจ้าหน้าของที่รัฐแล้ว เรามีประมวล กฎหมายอาญาที่สามารถลงโทษผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ แต่จนถึงวันนี้หลาย ๆ กรณียังไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รัฐถูกลงโทษในทางอาญา โดยเฉพาะใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ จริง ๆ ตัวอย่างการละเมิดสิทธิการบังคับให้สูญหาย เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว แต่ว่าผมจะให้ความเห็นว่ากรณีการบังคับให้สูญหาย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับกรณีของการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจเป็นเครื่องมือในการกำจัดคนที่มี ความเห็นต่างทางการเมือง หรือมีความเห็นแย้ง โดยใช้วิธีเหล่านี้ในการแก้ปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ในอดีตที่ผ่านมาถ้าผมไม่เอ่ยเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นกับทนายสมชาย นีละไพจิตร ในฐานะที่ผมเคยทำงานอยู่ในชมรมนักกฎหมายมุสลิม กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๗ ก็กระไรอยู่ จนถึงขณะนี้ ๑๕ ปี เรายังไม่สามารถ พบแม้แต่ศพ และยังไม่สามารถดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งเป็น ข้อสันนิษฐานของคนทั้งประเทศว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ หลายเหตุการณ์ถ้าย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อนก็มีหลาย เหตุการณ์แต่ว่าอาจจะจำกันไม่ได้ ผมขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่เกิน ๑๐ ปีนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ที่เกิดเหตุการณ์ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐยิงประชาชนเสียชีวิตที่ปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เหตุการณ์ที่ทุ่งยางแดงอย่างที่เพื่อนสมาชิก สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ได้พูดถึงว่าก่อนหน้านี้ที่ตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง แล้วก็มีกรณี ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จำนวน ๒ คน เสียชีวิต แต่ว่าท้ายที่สุดเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ดูเสมือนว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหม่ ๆ มีความจริงใจที่จะดำเนินคดีถึงที่สุด แต่สุดท้ายเงียบ อย่างมากที่สุด ก็คือแถลงข่าวขอโทษแล้วก็มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ตัวอย่าง ๒ กรณี ที่ผมยกตัวอย่างที่ตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง แล้วก็ที่ปุโละปุโย อันนี้ชัดเจนว่าเป็นการ กระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ว่าเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว มีการแถลงข่าวยอมรับแล้วการดำเนินคดีอาญาก็เงียบ โดยบังเอิญท่านประธานครับ ตอนที่ญัตตินี้เข้าสู่สภาเพื่อให้มีการอภิปรายตามที่ผมเสนอญัตติไปสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ ที่ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ที่ท่านกูเฮง ยาวอหะซัน ในฐานะเป็น ส.ส. พื้นที่ได้หารือกับท่านประธานเมื่อวาน ผมเป็นห่วงครับ เพราะว่าเหตุการณ์ลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมอภิปราย ต่อท่านประธานมาโดยตลอดก่อนหน้านี้ว่าปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ความไม่เป็นธรรม คือต้นเหตุสำคัญ การได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย การดำเนินคดีโดยเท่าเทียมกัน ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ให้ความร่วมมือกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา นำไปสู่ ความสันติสุขในพื้นที่ ท่านประธานครับ เหตุการณ์วันที่ ๑๖ ธันวาคมที่ผ่านมา มันสะท้อน อย่างยิ่งว่าจำเป็นที่สภาแห่งนี้ต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาสิ่งเหล่านี้ อย่างที่ผม เกริ่นมาตั้งแต่ต้นว่าไม่อยากให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันที่ ๑๖ ธันวาคม มีชาย ๓ คน พี่น้องที่อยู่ในพื้นที่ตำบลบองอได้ขึ้นไปตัดไม้บนเขาตะเว ปรากฏว่าประมาณช่วง ๑๑ โมงของวันที่ ๑๖ พี่น้องที่อยู่ในที่ต่ำได้ยินเสียงปืน พอได้ยินเสียงปืน ก็มีความกังวลกลัวลูกที่ขึ้นไปตัดไม้บนเขาจะได้รับผลกระทบหรือกลัวว่าเสียงปืนนั้นคือเสียงปืน ที่คร่าชีวิตพี่น้องเขา ในตอนเย็นเขาจะขึ้นไปบนเขาหลังจากทราบข่าวว่ามีการเสียชีวิต ต้องการที่จะนำศพเพื่อมาดำเนินการตามพิธีกรรมทางศาสนาฝังภายใน ๒๔ ชั่วโมง แต่ปรากฏว่ามีการห้ามไม่ให้ขึ้นไป ผมไม่ทราบด้วยเหตุผลใดแต่ปรากฏว่าก่อนหน้านั้น มีการปล่อยข่าวไม่ทราบมาจากไหนว่ามีการปะทะ เจ้าหน้าที่ปะทะกับโจรใต้ตายเสียชีวิต ๓ ศพ พี่น้องที่อยู่ข้างล่างได้ยินข่าวอย่างนั้นก็เกิดความไม่สบายใจเพราะเขายืนยันได้ว่า ลูกหลานเขาที่ขึ้นไปบนเขานั้นที่เสียชีวิตไม่ใช่โจรใต้อย่างที่ถูกกล่าวหา มีการออกข่าวว่า พบปืนอาก้า ๑ กระบอก พบปืนสั้นอีก ๑ กระบอก ข่าวนี้มาจากไหน เพราะท้ายที่สุด แล้วมันไม่ใช่ ภาพถ่ายที่ปรากฏในสื่อโซเชียล (Social) ต่าง ๆ ปรากฏว่าข้างศพ หลังจาก ที่มีการยินยอมให้มีการนำศพลงมาจากเขา มีเลื่อยไม้อยู่ข้างศพแล้วก็มีไม้แปรรูปอยู่ข้าง ๆ พ่อแม่เขาเสียใจที่ว่าหากลูกเขาผิดทำไมไม่ดำเนินคดีตามกฎหมาย ผมเป็นห่วงว่าเงินเยียวยา คือทำให้ทุกอย่างจบ ทั้ง ๆ ที่เงินเยียวยาไม่ทำให้คดีอาญาระงับเหมือนเช่นที่ผ่านมา อับดุลเลาะ อีซอมูซอ ที่ผ่านมาตอนนี้ก็เงียบ ใครคือผู้กระทำความผิด ปัญหาคำถามในพื้นที่ ตอนนี้มีมากครับท่านประธาน เขาถามว่าตอนนี้ข้อเท็จจริงชัดเจนว่าชุดที่ขึ้นไปบนเขา ตะเวจนเกิดเหตุเสียชีวิต ๓ ศพนั้นคือชุดทหารพราน ๔๕ หลังจากมีการเสียชีวิต มีการโพสต์ (Post) รูปถ่ายออกทางสื่อโซเชียล (Social) เย้ยหยันว่ามีการล่าสัตว์ได้แล้ว ๓ คน แต่ว่าที่ผม เป็นห่วงก็คือข้อเท็จจริงยังไม่มีใครทราบได้ว่าเป็นการสำคัญผิดหรือไม่ตามที่แม่ทัพภาคที่ ๔ ได้แถลง หลังจากที่มีการเผยแพร่ภาพถ่ายศพออกมาแล้วสภาพของศพ วิถีกระสุน กองวิทยาการ เพิ่งขึ้นไปตรวจ ยังไม่มีผลการตรวจพิสูจน์ แต่ กอ.รมน. ภาค ๔ ได้ออกคำแถลงว่านี่คือ การสำคัญผิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งการสำคัญผิดของเจ้าหน้าที่ตรงนี้คือข้อต่อสู้ทางอาญา เหมือนมีการตั้งลำว่าจะมีการต่อสู้ทางอาญากรณีนี้ว่าเพราะเหตุสำคัญผิดตามประมวล กฎหมายอาญา ทั้ง ๆ ที่ว่ากองวิทยาการยังไม่ได้มีผลการตรวจพิสูจน์ ผมเป็นห่วงว่าเคส (Case) นี้จะออกมาในรูปเดิมเหมือนหลายเคส (Case) ที่ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่แล้วมันจะ ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรมยังคงอยู่ในพื้นที่กับพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อึดอัด ท่านประธานครับ เพราะว่าคนที่ได้รับผลกระทบคู่ขัดแย้งมีอยู่ก็ว่ากันไป แต่ว่า