รังสิมันต์ โรม ระบุว่ากระบวนการยุติธรรมล้มเหลวในการสืบสวนคดีลอบประทุษร้ายนักกิจกรรมทางการเมือง จึงเรียกร้องให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยชี้ให้เห็นความขัดแย้งระหว่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพกับสภาพความเป็นจริงในสังคมไทยที่ประชาชนไม่ปลอดภัยจากการแสดงออกทางการเมือง พร้อมวิจารณ์ปัญหาความไม่เป็นธรรมในระบบยุติธรรมและเสนอแนวทางสร้างมาตรฐานสังคมที่เคารพกฎหมายและปราศจากความหวาดกลัว
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ตอนแรกที่ท่านประธาน เรียกชื่อผิดผมวิ่งมาเลยด้วยความเหน็ดเหนื่อยเพราะสภาเราก็ใหญ่พอสมควร ก็หวังว่า ท่านประธานจะไม่ได้เรียกชื่อผิดบ่อย ๆ ไม่อย่างนั้นสมาชิกของพวกเราน่าจะต้องวิ่งกันอย่างนี้ ไม่รู้อีกกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ความจริงแล้วในการตั้งญัตตินี้พรรคอนาคตใหม่เราได้มีการตั้งเป็นญัตติด่วน ในเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงกรณี การลอบประทุษร้ายนักกิจกรรมทางการเมือง ในเวลาที่เราตั้งเป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ สด ๆ ร้อน ๆ ในกรณีของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นมานาน พอสมควร ความจริงแล้วก่อนที่จะถึงวันนี้ที่เราได้พูดคุยกันผมก็คิดว่าบางทีญัตติอาจดูเหมือน จะล้าสมัย เพราะนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ความจริงแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจก็น่าจะทราบ ตัวคนร้ายแล้วนำไปสู่การดำเนินคดีเพื่อคลี่คลายการทำร้ายร่างกาย แต่ปรากฏว่าจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีการจับกุมใครได้เลยซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ทำให้ญัตตินี้ยังคงเป็นญัตติ ที่ยังทันสมัยอยู่ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของเรามีปัญหา แต่ก่อนที่จะลง รายละเอียดผมอยากให้ทุกท่านลองจินตนาการถึงสังคมแบบไหนที่เราอยากที่จะอยู่ ผมเชื่อว่าเราอยากอยู่ในสังคมที่ปลอดภัย เราไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีคนมาปองร้าย เราอยากอยู่ ในสังคมที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐป้องกันไม่ให้เกิดการประทุษร้ายต่อพวกเรา ถ้ามีการประทุษร้าย เราก็อยากจะเห็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทำหน้าที่อย่างเต็มที่สืบเสาะหาคนร้ายที่ประทุษร้าย ต่อประชาชน ต่อตัวเรา ต่อครอบครัวไปจับดำเนินการคนที่ประทุษร้ายนั้นเพื่อไม่ให้เกิดเป็น เยี่ยงอย่างต่อผู้อื่นอีกต่อไป แล้วในขณะเดียวกันนอกจากการมีสังคมที่ปลอดภัยในการ เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกของสังคมเราเองก็อยากอยู่ในสังคมที่มีเสรีภาพเป็นเสรีภาพ ที่ด้านหนึ่งเราก็อยากจะแสดงออกในทางการเมือง เราอยากจะพูดว่าบ้านเมืองของเรามีอะไรบ้างที่ต้องได้รับการแก้ไข เราอยากจะพูดว่า ผู้ปกครองที่เป็นผู้บริหารบ้านเมืองกินเงินภาษีจากประชาชนควรจะเป็นอย่างไร ควรทำตัวอย่างไร การกระทำแบบใดที่ผู้ปกครองเราแสดงออกต่อประชาชนแบบไหน ที่ควรถูกยอมรับ แบบไหนที่ไม่ควรจะถูกยอมรับ เราอยากจะมีโอกาสเรียกร้อง โต้แย้ง คัดค้าน และต่อต้าน แล้วทั้งหมดที่ผมพูดมานั่นคือองค์ประกอบของสังคมที่พลเมืองในฐานะ ที่อยู่ร่วมกันในสังคมก็อยากจะใช้ ดังนั้นจึงอาจจะพูดได้ว่าเราอยากอยู่ในสังคมที่มีทั้ง ความปลอดภัย มีเสรีภาพซึ่งทั้ง ๒ ส่วนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เราไม่อยากจะมานั่ง เลือกว่าระหว่างเสรีภาพกับความปลอดภัยเราอยากจะเลือกอะไร เพราะสิ่งที่ประชาชน อยากจะได้ก็คือ ๒ สิ่งนี้ ความปลอดภัยและเสรีภาพโดยที่ไม่ต้องมานั่งเกรงกลัวว่า หากผมตำหนิท่านประธานแล้วจะมีใครที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมตำหนิมาตีศีรษะผม มาทำร้าย ร่างกายผม ผมไม่อยากจะกลัวแบบนั้น แล้วผมก็เชื่อว่าท่านประธานก็คงไม่อยากจะรู้สึกว่า เมื่อชี้หน้าไปบอกนายรังสิมันต์ โรม แล้วจะมีแฟนคลับของนายรังสิมันต์ โรม มาทำร้าย เช่นเดียวกัน ท่านประธานก็คงไม่อยากจะเจอสภาพที่หากไปวิพากษ์วิจารณ์พรรคอนาคตใหม่ แล้วจะต้องเจอกับมิตรรักแฟนเพลงของพรรคอนาคตใหม่เอางูเห่าไปปล่อยให้ท่านประธาน แล้วฉกท่านประธานแน่นอน นี่คือสิ่งที่เราไม่อยากได้ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญเล่มนี้ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญเป็นสมุดที่แจกให้กับสมาชิกทุกท่านที่อยู่ในห้องแห่งนี้ เราจะพบว่าในเนื้อหา สาระของรัฐธรรมนูญได้รับรองความฝันที่ผมพูดออกไปเมื่อสักครู่ไม่ว่าจะความปลอดภัย การแสดงออกทางการเมืองเอาไว้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างมาตรา ๔ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็รับรองถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของประชาชน อย่างมาตรา ๒๕ รัฐธรรมนูญก็รับรองในเรื่องสิทธิของบุคคลที่จะได้รับการเยียวยาหรือ ช่วยเหลือจากรัฐจากความเสียหาย จากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือการกระทำความผิด อาญาของบุคคลอื่น หรือมาตรา ๒๗ การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยเหตุความคิด ทางการเมืองจะกระทำมิได้ นอกจากนี้ยังรับรองถึงสิทธิในชีวิตร่างกาย สิทธิในการแสดง ความคิดเห็น สิทธิในการชุมนุม สิ่งเหล่านี้คือบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่รับรองเอาไว้ทั้งสิ้น แต่ท่านประธานครับ ถ้าลำพังเราเปิดอ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพียงอย่างเดียวมันเป็นความฝัน มันเป็นภาพที่เรารู้สึกว่ามันก็ดี แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมของเรา ในสังคม ประเทศไทยของเรามันเป็นไปอย่างที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้พรรณนาเอาไว้หรือเปล่า กรณีของคุณ เอกชัย ของคุณอนุรักษ์ ของคุณสิรวิชญ์ หรือคุณจ่านิว ถูกทำร้ายร่างกายรวมกันทั้งสิ้น แล้วก็ เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินด้วย ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๖๒ ระยะเวลากินความอยู่ ประมาณ ๑ ปีครึ่ง ทั้ง ๓ คนนี้ถูกทำร้ายร่างกายถึง ๑๓ ครั้ง กรณีเหล่านี้เป็นกรณีที่ถ้าเรา พูดกันแล้วผมก็คิดว่าทุกคนคงได้ยินอยู่มาบ้างว่าเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จนประชาชนจำนวน ไม่น้อยคงจะรู้สึกว่าถูกทำร้ายอีกแล้ว ทำไมดูซ้ำซากจังเลย แต่สิ่งที่ผมต้องย้ำเตือนกับสังคม แห่งนี้ว่านี่คือปัญหาของความไม่ปลอดภัยที่สังคมนี้มี มีข้อสังเกต ๔ ประการของเหตุการณ์ ความซ้ำซากของการทำร้ายร่างกายของคนที่เห็นต่างทางการเมือง โดยเฉพาะคนที่เห็นต่าง จากทางการเมือง คนที่ออกไปต่อต้าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ประการแรก เหยื่อทุกรายในกรณีที่กล่าวมานี้เป็นผู้ที่มีประวัติในการแสดงออก และเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะที่ต่อต้าน คสช. อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุครัฐประหาร เป็นต้นมา
ประการที่ ๒ การประทุษร้ายที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านี้มักเกิดขึ้นในช่วงเวลา ที่คาบเกี่ยวกับเวลาที่เหยื่อกำลังแสดงออกหรือเคลื่อนไหวทางการเมือง เช่นเกิดขณะกำลัง ตระเตรียมทำกิจกรรมทางการเมือง หรือเกิดหลังจากทำกิจกรรมทางการเมืองเสร็จแล้ว เสมือนเป็นการส่งสัญญาณว่าการประทุษร้ายนั้นมีมูลเหตุจูงใจจากการเคลื่อนไหว ทางการเมืองของเหยื่อนั่นเอง
ประการที่ ๓ ในการก่อเหตุเกือบทุกครั้งผู้ก่อเหตุมีการวางแผนตระเตรียม มาเป็นอย่างดี เช่น มีการก่อเหตุกันเป็นกลุ่ม มีอาวุธที่มีประสิทธิภาพ มีการปกปิดอำพราง เช่น ใส่หมวกกันน็อก (Knock) บ้าง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนบ้าง มีการแบ่งหน้าที่เพื่อทำร้าย ร่างกาย มีคนคอยคุมเชิง มีคนขับขี่พาหนะ และหากปฏิบัติภารกิจเสร็จแล้วก็มีคนพาหลบหนี
ประการสุดท้ายประการที่ ๔ เป็นประการที่สำคัญที่สุด ทุกเหตุการณ์ การประทุษร้ายมีการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ท่านทราบหรือไม่ครับ ๑๓ ครั้งที่ผ่านมา กลับมีการนำตัวผู้ก่อเหตุมาได้ ๒ คดีจาก ๑๓ คดี แล้วทั้ง ๒ คดีนี้ที่ว่าจับได้ก็เกิดจากการที่ ผู้ก่อการปฏิบัติการแบบฉายเดี่ยวไม่ได้มีการทำเป็นระบบ กล่าวง่าย ๆ กล่าวโดยสรุป ถ้าเมื่อไรมีการปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ สรุปว่ากระบวนการยุติธรรมวันนี้ของประเทศไทย เอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษไม่ได้ ไม่สามารถที่จะไปสืบสาวถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้ ข้อครหา ที่ประชาชนเขาตั้งคำถามต่อสังคม ต่อ คสช. ต่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และต่อ พลเอก ประวิตร ว่าตกลงแล้วท่านมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ยังคงอยู่ต่อไป ลองนึกภาพดู คุณสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิวถูกคนร้าย ๔ คนตีศีรษะทำร้ายร่างกายกลางวันแสก ๆ ต่อหน้ากล้องวงจรปิดไม่ปรากฏว่ามีการนำคนร้ายมาลงโทษ ตัวผมเองได้ตั้งกระทู้ถาม ไปยังท่าน พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล ซึ่งก็ตอบมาแล้วในวันนั้น ๕ เดือนที่แล้วว่ามีการ สืบพยานไปแล้ว ๑๕ ปาก และจะมีการออกหมายจับในเร็ว ๆ นี้ ตัวผมเองอยู่ใน คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนได้ติดตามเรื่องนี้ต่อไปปรากฏว่า จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการออกหมายจับกับผู้ใดเลย นี่คือคดีที่เป็นที่โด่งดังทุกคนรับทราบแต่เรา ก็จับคนร้ายไม่ได้ ตกลงแล้วสังคมไทยเราจะอยู่กันอย่างนี้ใช่หรือไม่ สังคมที่คนคนหนึ่ง เดิน ๆ อยู่ก็ถูกตีศีรษะโดยที่จับผู้ร้ายไม่ได้ นี่คือสังคมที่เรากำลังอยากจะให้มันเป็นใช่หรือไม่ ที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ วาดฝันเอาไว้ว่าอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความปลอดภัย ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้ ตกลงแล้วมันไม่เป็นจริงใช่หรือไม่ สุดท้ายคดีนี้ก็เป็นคดี ที่โดนดองไม่ต่างจากอีกหลาย ๆ คดี ที่ผมพูดมามีตั้ง ๓ คน อันนี้เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ครับท่านประธาน ยังมีอีกจำนวนมากที่เราไม่รู้ ท่านประธานครับ การเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่รัฐนี้เองเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การก่อเหตุ ลักษณะแบบนี้ลุกลามบานปลายทั้งในด้านจำนวน ด้านความรุนแรง จากเดิมที่เคยเกิดขึ้นกับ นักกิจกรรมคนหนึ่งวันนี้มันก็ขยายต่อไป วันนี้เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองถูกทำร้ายร่างกาย แต่ใครจะรู้ถ้าเรายังปล่อยให้รัฐมาเฟียแบบนี้เกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ วันข้างหน้าอาจจะเป็น ผมก็ได้ วันข้างหน้าอาจจะเป็นท่านประธานก็ได้ นี่คือสังคมที่เราปล่อยปละให้เกิดความกลัว มันจึงไม่แปลกที่สังคมเขาครหาว่าประเทศนี้ เอาล่ะเราอาจจะมีมาเฟียทุกหนทุกแห่งในสังคม เราอาจจะมีนักเลงหัวไม้อยู่ทุกปากซอย แต่ถึงที่สุดคนที่คุมคนเหล่านี้จริง ๆ ในประเทศนี้ มีกี่คน แล้วใครมีอำนาจมากที่สุด คนเขาถึงตั้งคำถามว่า พลเอก ประยุทธ์ พลเอก ประวิตร เกี่ยวข้องกับการตีกระบาลจ่านิวหรือไม่
ย้อนกลับมาที่คำถามแรกสุด ตกลงเราอยากอยู่ในสังคมแบบไหนกัน สังคม ที่เราไม่แน่ใจว่าวันหนึ่งเราเดิน ๆ อยู่เกิดไปเหยียบหัวแม่เท้าผู้มีอำนาจแล้วเราก็ซวย ใช่หรือไม่ ตกลงเราจะเอากันแบบนี้ใช่หรือไม่ สังคมที่เราไม่รู้ว่าวันหนึ่งเราไปใช้บริการ เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งหวังว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายแล้วจะได้รับความเป็นธรรมแต่สุดท้ายคดีความ ก็โดนดองหายเข้ากลีบเมฆ ตกลงเราจะเอากันแบบนี้ใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ สังคมแบบนี้ เป็นสังคมที่ไม่น่าอยู่สิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้เราควรจะใช้มันได้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้มันถูกเพิกเฉยหรือหย่อนยานเพียงเพราะการไม่ทำหน้าที่ของผู้มีอำนาจ ในประเทศนี้ ถ้าเรายังปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้สุดท้ายสมุดข่อยเล่มนี้ที่ปรากฏถ้อยคำ สวยหรูก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ผมพูดมาถึงตรงนี้ท่านประธานหรืออีกหลาย ๆ ท่าน ก็อาจจะรู้สึกว่าคุณรังสิมันต์มันก็แค่ ๓ คนหรือเปล่า ถ้าท่านไม่สายตามืดบอดจนเกินไป ในความเป็นจริงแล้วเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของคนแค่ ๓ คน ไม่ใช่เรื่องของคนที่มาทำ กิจกรรมทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องของคนที่เขาต้องการปกป้องประชาธิปไตยหรือต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยแต่มันเป็นเรื่องของความยุติธรรมโดยรวมในสังคม ฟังให้ดีฟังให้ชัด ๆ ปัญหาที่ผมกำลังพูดต่อความยุติธรรมที่ ๓ คนนี้ไม่ได้รับจริง ๆ แล้วมันเป็นปัญหา ความยุติธรรมทั้งหมดของสังคมไทย มันเป็นปัญหาทั้งในระดับชาติ ในระดับท้องถิ่น ในระดับหมู่บ้าน ในระดับปากซอย มันเป็นปัญหาความยุติธรรมที่มันเกิดขึ้นทั่วทุกหนทุกแห่ง เปรียบให้เห็นภาพถ้าท่านประธานเดินอยู่บนฟุตพาท แล้วปรากฏว่าฟุตพาทนั้นมันพังลงมา เราเห็นท่านประธานล้มคะมำหัวคว่ำ คนก็อาจจะนึกว่าปัญหานี้เป็นปัญหาของท่านประธาน เท่านั้น แต่ถ้าเราคิดให้ดีเราจะพบว่าปัญหาฟุตพาท ความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ มันเกิดขึ้นทุกที่ มันมีนาย ก มันมีนาย ข มันมีนาย ค ที่ได้รับปัญหาเช่นเดียวกัน แล้วปัญหานี้ เป็นปัญหาที่มันเกิดขึ้นกับคนไทยมาช้านาน มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่เราเปลี่ยนแปลง การปกครองจนถึงวันนี้ มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่เรามีการรัฐประหารวันแรกจนถึงวันนี้ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายหรือเปล่าก็ไม่รู้ มันเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับสังคม การตีกระบาลคุณสิรวิชญ์ คุณสิรวิชญ์ ไม่ใช่คนแรกแต่มันเกิดกับพี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันเกิดกับพี่น้องชาวเผ่า มันเกิดกับพี่น้องชาวอีสานแล้วมันเกิดขึ้นกับทุก ๆ คน ที่เมื่อไร ก็ตามที่เราขัดแย้งกับผู้มีอำนาจเราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าตกลงแล้วเราจะได้รับความเป็นธรรม หรือไม่ ท่านประธานครับนี่คือปัญหาเรื่องใหญ่และถ้าเรายังปล่อยให้คดีความหายเข้า กลีบเมฆแบบนี้ เราปล่อยให้การแก้ปัญหาเป็นเรื่องของรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้ เลยครับที่ปัญหาของคุณสิรวิชญ์ และของพี่น้องประชาชนซึ่งอาจจะมีอีกเยอะแยะมากมาย ที่เราไม่รู้แล้วมันจะได้รับการแก้ไข ความหมายของผมและของพรรคอนาคตใหม่ สิ่งที่เรา พยายามทั้งหมดตั้งแต่เราตั้งพรรคการเมืองมาเราก็แค่อยากให้ระบบยุติธรรมมันเกิดขึ้น ในสังคม เราไม่มีจุดประสงค์ที่จะทำลายประเทศชาติอันเป็นที่รักของเรา เราอาจจะไม่ได้ ไปเป็นทหารไปอยู่ในบทนิยามรั้วของชาติ แต่เราก็อยากจะใช้ความรู้ความสามารถเพื่อทำให้ ประเทศชาติของเราเป็นประเทศชาติที่น่าอยู่ เราก็แค่หวังแบบนั้นเรียนจบอะไรมาก็อยากจะ ทำให้ประเทศชาติเป็นประเทศที่น่าอยู่ วันนี้ผมและทุก ๆ คนที่อยู่ในห้องนี้เราเป็นผู้ที่โชคดี เราเป็นผู้ที่โชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เราไม่อยากให้ความโชคดีแบบนี้มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ มันเป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิต ผมอยากให้ความโชคดีแบบนี้มันกลายเป็นมาตรฐาน ของสังคม มาตรฐานที่จะทำให้คนในประเทศนี้อยู่ในประเทศนี้อย่างมีศักดิ์ศรีเสมอภาค เท่าเทียมกันและปราศจากความหวาดกลัว ผมหวังว่าเราจะตั้งกรรมาธิการนี้ได้ ผมหวังว่า กรรมาธิการนี้จะเป็นกรรมาธิการที่มาช่วยทำให้ประเทศนี้เป็นประเทศที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น เพื่อเป็น หลักประกันว่าสังคมไทยจะเป็นสังคมที่เคารพต่อกฎหมายต่อไป ขอบคุณครับ