เทพไท เสนพงศ์ หารือประเด็นจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นถึงการลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเมื่อเทียบกับฉบับก่อนหน้า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวทำให้การเมืองถอยหลังแม้ประเทศจะพัฒนาในด้านอื่นๆ และวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการเข้าสู่อำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น การเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัตรใบเดียวที่เอื้อต่อการซื้อเสียง การแต่งตั้ง ส.ว. ทั้งหมดจาก คสช. ที่ส่งผลให้ได้รัฐบาลเสียงข้างน้อย รวมถึงความยากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตท่านประธานในฐานะที่ผมเป็นเจ้าของญัตติได้อภิปรายสรุปญัตติของผมซึ่งจะใช้ เวลาไม่เกิน ๑๐ นาที ต้องเรียนกับท่านประธานว่าจากการฟังความเห็นของเพื่อนสมาชิก ในสภาแห่งนี้ ๒ วัน เราก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันนั่นก็คือว่ายังไม่มีใครอภิปรายบอกว่า ไม่สมควรที่จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือไม่สมควรที่จะศึกษาข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ทุกคนล้วนแล้วแต่เห็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมอยากจะสรุปกับท่านประธาน ใน ๓ ประเด็น ใน ๓ เรื่อง เรื่องจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ
เรื่องแรก เรื่องสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ มากสำหรับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ หลายคนบอกว่านักการเมืองพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ก็จะพูดเรื่องสิทธิของตัวเอง ผลประโยชน์ของนักการเมือง ผลประโยชน์ของ ส.ส. จะต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมติดใจมากในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่เขาให้ฉายากัน มากมายก็คือเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากเราก็ยอมรับว่า ถ้าดูในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ จะเห็นว่าบทบาทและความสำคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพของพี่น้อง ประชาชนลดน้อยถอยลงไปเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ถ้าถามว่าในหมวดไหน บ้าง ในเรื่องไหนบ้างท่านประธานครับ เรื่องความเสมอภาค เรื่องสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล เรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เรื่องสิทธิในทรัพย์สิน เรื่องสิทธิและเสรีภาพในการ ประกอบอาชีพ เสรีภาพในการแสดงความเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน สิทธิและเสรีภาพ ในการศึกษา สิทธิการได้รับการบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ สิทธิในข้อมูล ข่าวสารและการร้องเรียน สุดท้ายก็คือสิทธิชุมชนครับ ทั้งหมดนี้ผมเทียบเคียงดูแล้วกับ มาตราต่อมาตราระหว่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต่างกันลิบลับครับท่านประธาน เราจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ถอยหลัง ล้าหลังกว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๔๐ จาก ๒๐ ปีที่ผ่านมาครับท่านประธาน อย่างอื่น ก้าวหน้าหมดครับประเทศไทยเรา รัฐธรรมนูญเท่านั้นที่ล้าหลังถอยหลังครับ ไม่น่าเชื่อเลยครับ ท่านประธานยิ่งเขียนยิ่งล้าหลัง สาละวันเตี้ยลงทุกวันเลยท่านประธาน ซึ่งอันนี้ชัดเลย ท่านประธาน ท่านประธานไปเปิดดูได้เลยในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๓๒ วรรคห้า มาตรา ๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีระบุ ผมไม่ได้ยกเมฆขึ้นมา
เรื่องที่ ๒ ที่จะพูดที่จะสรุปก็คือเรื่องการเข้าสู่อำนาจของฝ่ายต่าง ๆ ใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรื่องการเข้าสู่อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัตินั่นก็คือการเลือกตั้ง ส.ส. ครับ การเลือกตั้ง ส.ส. ใช้บัตรใบเดียวจึงมีกระบวนการซื้อเสียงกันอย่างมหาศาลอย่างแพร่หลาย ทั่วประเทศ แต่หลายคนที่บอกว่าไม่มีการซื้อเสียงน่าจะมีเฉพาะ กกต. ชุดนี้เท่านั้นละครับ เพราะยังไม่เคยให้ใบแดงคนซื้อเสียงได้แม้แต่ใบเดียว และผมก็ฝากท่านประธานไปดูการ เลือกตั้งที่จะถึงนี้ที่จังหวัดขอนแก่นก็แล้วกัน แล้วไปดูแล้วจับให้ผมดูเสียหน่อยแล้วผมเชื่อว่า มีการซื้อเสียง ลองจับดูว่าสามารถที่จะดำเนินการกับคนซื้อเสียงได้หรือไม่ เลือกตั้ง ๑ ใบเป็น การส่งเสริมการซื้อเสียงอย่างมหาศาลอย่างมโหฬารเพราะคุ้มกับการลงทุน ซื้อเสียง ๑ เสียง ได้ ส.ส. เขต ได้ ส.ส. ปาร์ตีลิสต์ (Party list) ได้ตัวนายกรัฐมนตรี ไปดูเรื่องการเข้าสู่อำนาจ ของ ส.ส. เรื่องการคิดสัดส่วนของ ส.ส. ตามมาตรา ๙๑ หลักคิดก็คือว่าเอาคะแนน ทั่วประเทศหารด้วย ๕๐๐ คนเราจะได้ค่าเฉลี่ยของ ส.ส. แต่ละคน แต่ว่าสุดท้ายพอ กกต. คิดขึ้นมาท่านประธานก็เห็นว่ามันได้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เลยเป็นที่มาของการฟ้องร้อง ในเรื่องการคิดสัดส่วนของผู้แทนที่พึงจะมีพึงจะได้จนถึงวันนี้ รวมไปถึงคุณสมบัติของ ส.ส. เขียนไปถึงการถือหุ้นในกิจการสื่อ ซึ่งท่านประธานก็เห็นว่าวันนี้มีการร้องเรียนที่ ป.ป.ช. แล้วก็เป็นปัญหาสำหรับคนที่มาเป็น ส.ส. พูดถึงเรื่องการผิดกฎหมาย ป.ป.ช. ผิดกฎหมาย ต่าง ๆ ตัดสิทธิเขาตลอดชีวิตเลย ส่วนที่ ๒ การเข้าสู่อำนาจของ ส.ว. ถ้าท่านประธานไปดู รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ส.ว. มีทั้งหมด ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนี่ถือว่าก้าวหน้าที่สุด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถอยลงมาหน่อยหนึ่ง จำนวน ๑๕๐ คนเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ๗๖ จังหวัดที่เหลือเป็น ส.ว. สรรหาจำนวน ๗๔ คน แต่พอมาดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ๒๕๐ คนครึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งทั้งหมดจาก คสช. หัวหน้า คสช. แต่งตั้ง แต่งตั้งเสร็จ คนที่ได้รับการแต่งตั้งก็มาเลือกหัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีนี่ล่ะเกาหลังชัด ๆ เลย การเข้าสู่อำนาจของคณะรัฐมนตรีท่านประธานก็เห็นเมื่อมี ส.ว. แต่งตั้ง ๒๕๐ บวกกับ ส.ส. ๕๐๐ คนได้ครึ่งสภา ๓๗๖ คนที่มีแต้มต่ออยู่ ๒๕๐ หาอีก ๑๒๖ ได้เป็นรัฐบาลแน่นอนได้เป็น นายกรัฐมนตรีแน่นอน เพราะฉะนั้นเลยเป็นที่มาของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ รัฐบาลอ่อนแอ รัฐบาลหลายพรรค เหมือนกับกรณีที่ท่านบัญญัติ บรรทัดฐานได้อภิปรายไป เรื่องของหมวด การแก้ไขครับ หมวดการแก้ไขอันนี้ก็ต้องยอมรับเพื่อนสมาชิกได้พูดกันหลายคนเลยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะแก้ไขได้ก็คือต้องปฏิวัติรัฐประหารอย่างเดียวเท่านั้น อย่างอื่นยากมาก เลย จะไปหวังพึ่ง ส.ว. ๘๔ คน ๑ ใน ๓ ยากครับ เพราะฉะนั้นกลไกทั้งหมดที่ผมเสนอญัตติ เพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดยืนของพรรค ประชาธิปัตย์ก็คือแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ซึ่งเป็นกุญแจที่จะนำไปสู่การแก้ไข ถามว่าทำไมเรา แก้ไขมาตรานี้ เพราะเราคิดว่ามาตรานี้ควรจะแก้ไขให้มันเหมือนกับวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก นั่นก็คือใช้เสียงข้างมากของรัฐสภา เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลายคนอภิปรายบอกว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมไม่ได้ยึดโยง กับประชาชน ท่านประธานผมก็คิดว่าเราขออนุญาตที่จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็ให้คน ที่มาจากประชาชนคือ ส.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนแก้ อย่างน้อยก็พูดได้ว่าเป็น ส่วนหนึ่งเป็นเสี้ยวหนึ่งของการทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีคนที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชนที่มีส่วนร่วมด้วยครับ แต่ว่าต้องเรียนกับท่านประธานว่าเป็นเรื่องแปลกมากสำหรับ ประเทศไทย ตอนท่านประธานเด็ก ๆ เล็ก ๆ ท่านประธานก็คงเคยเล่นคำทาย ที่เขาทายกัน ว่าอะไรเอ่ยคนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ ท่านประธานก็จะบอกว่าโลงศพ แต่ว่ายุคนี้ตอบได้ เลยว่านอกจากโลงศพแล้วก็คือรัฐธรรมนูญประเทศไทยด้วย คือคนเขียนไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ เขียนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ