ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไข โดยต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไข พร้อมเรียกร้องความร่วมมือจากประชาชนในการแก้ไขปัญหาในรูปแบบที่ไม่เกิดความขัดแย้ง
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครศรีธรรมราช วันนี้เป็นความภาคภูมิใจของกระผมอีกวันหนึ่งที่ได้มีโอกาสลุกขึ้นยืนพูดกับ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อญัตติที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งถ้าหากนับเวลาตั้งแต่วันที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญจนถึงวันนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้มา ๒ ปี ๘ เดือน ๑๒ วัน ท่านประธานครับ ๒ ปี ๘ เดือน ๑๒ วัน ทำให้พวกเราซึ่งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมใจกันเสนอญัตติเพื่อให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ทั้งหมด ๗ ญัตติด้วยกัน อันนี้ก็ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าตัวแทนของพี่น้องประชาชน ได้ให้ความสำคัญว่าถึงเวลาที่เราจะต้องมาร่วมกันศึกษาแนวทางในการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าว่ากันด้วยหลักรัฐธรรมนูญนิยมเราก็จะพบ ความเป็นจริงว่านี่คือเรื่องที่เราจะต้องพูดถึงเรื่องโครงสร้างของอำนาจ เราจะต้องพูดถึง รูปแบบของรัฐความสัมพันธ์ของอำนาจ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตลอดถึงการ ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งแน่นอนที่สุดผมคิดว่ารัฐธรรมนูญก็เหมือนกฎหมายอื่น ๆ ที่ต้องสามารถจะแก้ไขได้ และผมก็ต้องยอมรับเช่นเดียวกันว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายสูงสุดและเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจและการบริหาร ราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฉบับจึงเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน และแก้ไขได้ยากกันพอสมควร แต่ฉบับนี้เพื่อนสมาชิกในสภานี้ได้มีการอภิปรายและ มีความคิดเห็นตรงกันว่าฉบับนี้เป็นฉบับที่มีการแก้ไขยากที่สุดครับท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดยอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ เมื่อปี ๒๔๙๒ ท่านได้ปรารภในส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ว่ามาถึงวันนี้ปี ๒๔๙๒ ผ่านการปฏิวัติที่เรียกว่าอภิวัฒน์ประเทศไทยมาแล้ว แต่เรายังต้องตั้งคำถามกันถึงเรื่องที่มา ของอำนาจ รูปแบบของสภาว่าจะ ๒ สภา สภาเดี่ยว สภาคู่ เรายังพูดถึงระบบของการ เลือกตั้งกันอยู่นั่นผ่านมา ๒๐ ปี และวันนี้ท่านประธานครับถ้าอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ยังอยู่ วันนี้ครบรอบ ๗๐ ปีแล้วครับ เรายังต้องตั้งคำถามในสิ่งเหล่านี้สำหรับรูปแบบของรัฐ สำหรับ ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่มาของ ส.ส. ส.ว. ตลอดถึงการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจอยู่ อันนี้ก็ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยนั้นยังขาด ความสมดุล ยังขาดการสนองตอบต่อหลักการสากลในความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ใช่หรือไม่ หรือว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายที่มีความเกี่ยวพัน กับความเป็นอยู่วิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิและ เสรีภาพของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าก่อนที่ผมจะได้อภิปราย ถึงประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้มีการพูดถึงกันตลอดเวลาตั้งแต่วันที่เสนอญัตติแล้วว่าทำไมต้อง แก้ไขและจะแก้ไขกันอย่างไร ผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาอีกนิดเดียวเป็นความรู้สึก เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน เป็นการสะท้อนความคิดเห็นแล้วผมก็เก็บมาคิดว่า ก่อนที่พวกเราที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ซึ่งเราจะต้องรับผิดชอบโดยตรงในการที่จะนำไปสู่การ แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญของเราให้มีดุลยภาพ ให้มีเสถียรภาพ ให้ตอบสนองต่อความ ต้องการของพี่น้องประชาชนนั้นเราทำอย่างไร แต่วันนี้ท่านประธานครับ ผมคิดว่าวันนี้ สถานการณ์ทางการเมืองที่ผมคิดว่าล่อแหลม แหลมคม และพูดได้เต็มปากว่าการเมือง ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นอาจจะนำไปสู่ชนวนของวิกฤติศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย ได้ตลอดเวลา ทำไมผมจึงพูดอย่างนี้ครับท่านประธาน ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ผมอยากกราบเรียนว่า เนื่องจากว่าการอภิปราย การเสนอญัตติตั้งแต่พวกเราเริ่มเสนอญัตติก็มีเสียงท้วงติงกันมาอยู่ ตลอดเวลาว่าทำไมสภาแห่งนี้เร่งรีบในการศึกษาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำไมเราไม่แก้ไข ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนก่อน ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าผมไม่พูดแล้วไม่ชี้แจงไว้เพื่อให้ บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้เหมือนกับเราขาดจิตสำนึกในฐานะตัวแทนของปวงชนชาวไทย ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าแน่นอนที่สุดครับ ถึงแม้ผมอยากจะให้ฝ่ายที่ ไม่เห็นด้วยในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเอาประเด็นเหล่านี้ไปเป็นประเด็นเรื่องการเมือง และเปรียบเทียบกับเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ ฟังดูแบบผิวเผินแล้วก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเหมือนกับสภาของเราขาดซึ่งความรับผิดชอบ และการตระหนักรู้ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานว่าเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นผมคิดว่าด้วยเหตุผลว่าทำไมต้องแก้ เพื่อนสมาชิกในสภานี้ได้นำเสนอกันอย่างหลากหลายทั้งเหตุและผล ทั้งเรื่องสาระบัญญัติของ กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าด้วยข้อเท็จจริงแล้วการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่เสนอญัตติเข้ามานี้ก็เป็นเรื่องบทบาทของรัฐสภาครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าผมเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาครับ เพราะฉะนั้นผมต้องกล้า ที่จะยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่าพวกเราต้องพร้อมที่จะให้สภาเป็นกลไกสำคัญที่จะรองรับ ในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมอยากจะกราบเรียนว่าเราต้องกล้าที่จะ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนั้น เป็นประเด็นหลักในปัจจุบันนี้ แต่เป็นหน้าที่หลักที่คณะรัฐมนตรีจะต้องนำปัญหาเหล่านี้ไปสู่ การแก้ไขปัญหาตามนโยบายคือเราสามารถทำพร้อมไปได้ครับ
ประการที่ ๒ เวลาเราเริ่มต้นศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหากฎหมาย รัฐธรรมนูญคนหลายคนก็เกิดความตระหนักและเป็นห่วงว่าเหมือนกับเราจะเริ่มต้น ความขัดแย้งอีกแล้วหรือ ผมคิดว่าภาพจำทางประวัติศาสตร์ของพี่น้องประชาชนทำให้เกิด ความคิดเหล่านี้ขึ้นมา ผมจึงอยากเรียกร้องเป็นประเด็นที่ ๒ ว่าการที่พวกเราจะมาศึกษา แนวทางในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เราจะช่วยกันทำอย่างไรให้เป็นเรื่องของ การแสวงหาความร่วมมือครับ และแน่นอนถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากองค์กรหลัก ตามบทบัญญัติมาตรา ๒๕๖ ก็ไม่สามารถที่จะแก้ได้แล้วนั่นจุดเริ่มต้นครับ แต่ผมคิดว่า การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้ไปไกลต้องไปถึงพี่น้องประชาชนที่ต้องมีส่วนร่วมกัน อย่างแท้จริง กรรมาธิการชุดนี้จะต้องไปคิดกลไกเหล่านี้เพื่อตอบโจทย์ข้อที่ ๒ นี้
ประการที่ ๓ สถานการณ์ทางการเมืองมีบางคนบอกว่าทำไมต้องรีบ แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งอาจจะเป็นชนวนไปสู่การเมืองบนท้องถนน ผมคิดว่าวันนี้ก็ต้อง ย้ำกันอีกครั้งหนึ่งว่าทุกพรรคการเมืองก็ประกาศตรงกันว่าเรามีรัฐสภา เราเชื่อมั่นในระบบ รัฐสภา และในโอกาสดังกล่าวนี้ถึงแม้จะมีบางซีกบอกว่ากลไกของรัฐธรรมนูญหรือรัฐสภานี้ มาจากต้นไม้ที่เป็นพิษ ผลไม้ก็เป็นพิษ แต่ผมคิดว่าถ้าเราจะพูดเช่นนี้ก็จะไม่มีวันจบสิ้นหรอก ครับ อีกฝ่ายหนึ่งก็จะพูดว่าต้นไม้ที่เป็นพิษก็เพราะว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันจึงเกิดรัฐประหาร ขึ้นมาและเกิดการฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราไม่อยากให้มีการฉีกอีกต่อไปถึงแม้เราจะไม่พอใจ กฎหมายรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๖๐ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องการก็คือว่าความร่วมมือ ในการแก้ไขโดยระบบรัฐสภาของเราครับ และแน่นอนที่สุดผมคิดว่าถ้าเราจะร่วมใจกัน ในการนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นจริงได้ เราต้องหยุดวาทกรรมของ ความขัดแย้งมาสู่การแสวงหาจุดสมดุลของประเทศ และสร้างวาทกรรมในการปรองดอง และความร่วมมือ ๓ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่ผมอยากถือโอกาสนี้เรียกร้อง ต่อเพื่อนสมาชิกแห่งรัฐสภานี้ที่เราจะต้องรับผิดชอบด้วยกัน แน่นอนยังมีกลไกที่นอกเหนือ ที่นั่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่มีบทบาทสำคัญก็คือวุฒิสภา ผมก็ขอถือโอกาสนี้เรียกร้อง ไปยังวุฒิสภาเช่นเดียวกันว่าเมื่อท่านเป็นกลไกสำคัญในการที่จะนำไปสู่การปลดล็อกเพื่อให้มี การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญได้จริง ผมคิดว่า ณ เวลานี้ทุกคนเราจะต้องรับผิดชอบด้วยกัน และถ้าเราขาดความรับผิดชอบใน ๓ ประเด็นนี้ ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนก็จะไม่ให้โอกาส แล้วก็จะไม่มีความศรัทธาในการที่พวกเราจะเดินหน้าแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ว่า ข้อเรียกร้องนั้นจะเป็นข้อเรียกร้องที่มีหลายคนเสนอว่าให้ดำเนินการโดยการแก้ไขเป็น สาระบัญญัติแต่ละเรื่องที่มีความสำคัญ และมาตกลงร่วมกันว่ามีความเป็นไปได้จริง หรือ บางคนบอกว่าควรจะถึงเวลาแล้วที่เราพิจารณามาตรา ๒๕๖ แล้วควรที่จะยกเรื่องนี้ไปให้ สสร. ดำเนินการ อันนั้นเป็นขั้นตอนที่เราจะต้องมาปรึกษาหารือกันในชั้นกรรมาธิการต่อไปครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากย้ำในเวลาที่เหลืออีกเล็กน้อยว่าทำไมเราต้อง แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าหลายท่านก็พูดไปในหลายประเด็น แต่หัวใจสำคัญที่ผมอยากจะเน้นมากที่สุดก็คือผมคิดว่าเรื่องสำคัญที่สุดที่เราจะต้องพูดถึงและ ช่วยกันในการขับเคลื่อน เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ได้ลดเรื่องสิทธิและเสรีภาพของ พี่น้องประชาชนลง ลดถอยลงในหลายเรื่อง ในหลายด้านครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล สิทธิใน กระบวนการยุติธรรม สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ เสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน สิทธิและเสรีภาพในเรื่องการศึกษา สิทธิในการ ได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ สิทธิในเรื่องข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน ตลอดถึงสิทธิชุมชน ผมคงไม่มีเวลาที่จะอธิบายขยายความทุกสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรเป็นสิทธิ ของประชาชน แต่ผมอยากจะกราบเรียนเช่นสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลตามมาตรา ๓๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในวรรคห้า ท่านประธานลองกลับไปทบทวนดูในกรณีที่มีการ กระทำซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพผู้เสียหาย พนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ ของผู้เสียหาย มีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อสั่งระงับหรือเพิกถอนการกระทำเช่นว่านั้น รวมทั้ง กำหนดวิธีการตามสมควรหรือการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยก็ได้ แต่ปรากฏถ้อย ความในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ชัดเจนครับว่าตัดสิ่งเหล่านี้ออกไป อันนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่า สำคัญครับ ลมหายใจของการต่อสู้ของนักการเมืองและนักต่อสู้เพื่อประชาชนโดยทั่วไป ต้องถือว่าการต่อสู้เพื่อเสรีภาพเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ท่านประธานครับ หรือแม้แต่ในมาตรา ๔๐ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ระบุในสิทธิขั้นพื้นฐานเรื่องกระบวนการยุติธรรมว่าผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสียหรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติ ที่เหมาะสมในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการได้รับการสอบสวน อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และมีสิทธิในการตรวจสอบและการได้รับทราบ พยานหลักฐานตามสมควร รวมถึงได้รับการปล่อยชั่วคราว สิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้ตัดรายละเอียดเหล่านี้ไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายแล้วก็มีตัวอย่าง เยอะมากเวลาก็เหลือน้อย โดยสรุปก็คือว่าในเรื่องสิทธิและเสรีภาพนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้ตัดสิ่งเหล่านี้ออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเราน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง
และอีกเรื่องหนึ่งที่มีเสียงเรียกร้องขึ้นมามากในยุคปัจจุบันนี้ก็คือในเรื่อง สภาวะสังคมในปัจจุบัน ซึ่งถูกเอาเปรียบเป็นอย่างมากในเรื่องของการที่จะคุ้มครองผู้บริโภค ที่ได้รับผลกระทบจากผู้ประกอบการตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๑ ก็ถูกละเลยเช่นเดียวกันครับท่านประธาน นี่คือเรื่องสิทธิและเสรีภาพที่ผมคิดว่ามีหลายเรื่อง ครับ รวมทั้งเรื่องของสิทธิพื้นฐานเรื่องกระบวนการพิจารณาในเรื่องของการเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง พยานหลักฐาน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ และมีสิทธิเสรีภาพอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่น้อง ประชาชนโดยตรง รวมทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญาด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือผมคิดว่าปัญหา กระบวนการการเข้าสู่ตำแหน่งทางฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร อันนี้มีเพื่อนสมาชิกหลาย คนได้พูดถึงแล้วก็มีปัญหาอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ กระบวนการ ในการเข้าสู่อำนาจของผู้แทนที่เป็นการส่งมอบอำนาจจากประชาชนยังไม่มีข้อยุติ วันหนึ่ง ปี ๒๕๖๐ เราก็กลับมาเลือกเอาการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมและวันนี้ผลที่ตามมาคืออะไร ครับ วันนี้รัฐบาลนี้ต้องเป็นรัฐบาลผสมถึง ๑๘ พรรคครับท่านประธาน วันนี้เพื่อนสมาชิก ในสภาแห่งนี้กำลังถูกกระทบกับกระบวนการในการเข้าสู่ตำแหน่งของฝ่ายนิติบัญญัติที่ขาด ความชัดเจนนะครับท่านประธาน สิ่งเหล่านี้ผมจึงเรียนกับท่านประธานว่ามันจึงเป็นเรื่องที่ เราจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอนครับ และผมคิดว่าทุกพรรค ทุกญัตติที่มีผู้เสนอในเรื่องนี้ก็ได้ออกมาเรียกร้องทุกกลุ่มตรงกันว่าควรที่จะได้มีการปรับปรุง เราเริ่มมาตั้งแต่การเลือกตั้งแบบพวงจนมาสู่การเลือกตั้งแบบเขตละคนและแบบมีระบบ บัญชีรายชื่อ ๒ บัตร และกลับมาสู่ระบบแบบสัดส่วนผสม และในท้ายที่สุดก็พบความเป็นจริงว่าทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอ การเข้าสู่อำนาจ ขาดความชอบธรรม การซื้อเสียงมีเพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นผลที่เกิดจากกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับท่านประธาน
เรื่องที่ ๓ ที่ผมต้องพูดให้เห็นว่าที่เรามีความจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้น คือกระบวนการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตซึ่งทุกคนก็พูดกัน มากว่ารัฐธรรมนูญนี้จะอ้างอยู่เสมอว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ปราบโกงครับ แต่ด้วยความเป็นจริง ผมอยากจะกราบเรียนว่าในวันนี้รัฐธรรมนูญนี้ก็ไม่ได้มีเครื่องชี้อะไรที่เป็นจุดเด่นหรือชูจุดขาย ให้ได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงอย่างแท้จริง และแน่นอนที่สุดผมได้จำคำพูดของ ท่านประธานสภา ท่านชวน หลีกภัย ท่านได้พูดถึงตอนมีการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า เราไม่สามารถที่จะเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญให้คนเป็นคนดีได้ แต่คนที่เป็นคนดีเป็น สิ่งสำคัญที่สุด ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าความจริงแล้วการที่เราจะต้องร่วมกันปราบโกง เราจะต้องสร้างบรรทัดฐานของประเทศชาติบ้านเมืองและค่านิยมที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น และเรา ต้องสร้างองค์กรที่ให้มีอำนาจอย่างแท้จริง ไม่ได้มีการก้าวล่วงจากผู้มีอำนาจทั้งโดยตรงและ โดยอ้อมครับท่านประธาน ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างเพียง ๓ ประการที่ผมยกขึ้นมาเพื่อที่จะ กราบเรียนกับท่านประธานว่ามันมีความจำเป็นที่เราจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ว่ากระบวนการในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าผมก็ต้องฝาก คณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ได้รับมอบหมายจากสภาและแน่นอนผมเป็นคนหนึ่งก็อาสาที่จะ เข้าไปเป็นกรรมาธิการชุดนี้ ผมมีความภาคภูมิใจครับท่านประธาน เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วผมเป็น กรรมาธิการชุดที่เพื่อนสมาชิกในสภานี้ได้พูดถึงที่มีท่านชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธาน ชุดนั้นผมก็เป็นคนหนึ่งที่ได้เรียกร้องให้เยาวชนของเราอายุ ๑๘ ปี มีสิทธิในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้นก็มีมาถึงปัจจุบันนี้ วันนี้ผม เล่นการเมืองมา ๙ สมัย เกือบ ๓๐ ปี ผมอยากเห็นข้อยุติที่เป็นจุดสมดุลเป็นดุลยภาพ ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญที่พวกเราทั้งหลายจะต้องร่วมใจกันไปยกร่าง อย่างแท้จริง ผมคิดว่าทุกคนจะต้องร่วมมือกันดึงรัฐธรรมนูญมาสู่การแก้ไขในระบบรัฐสภา ของเรา ขอบคุณท่านประธานครับ