สันติ พร้อมพัฒน์ ชี้แจงปัญหาการขายสลากกินแบ่งเกินราคาและมาตรการแก้ไขของกองสลาก โดยเสนอการขยายจำนวนสลากและการจัดสรรผ่านระบบสุ่มให้กลุ่มกึ่งกุศล ผู้พิการ และประชาชนทั่วไป เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมในการเข้าถึงอาชีพ พร้อมผลักดันการขยายขีดความสามารถการพิมพ์สลากเพื่อรองรับความต้องการและลดปัญหาการขาดแคลนในอนาคต
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม ท่านยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบคุณท่านที่มีความเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องชาว มหาสารคาม ซึ่งท่านก็บอกว่าพี่น้องชาวมหาสารคามนั้นว่างเว้นจากฤดูหรือผู้ที่ว่างงาน ก็พยายามขวนขวายหาอาชีพ เพราะฉะนั้นอาชีพของการขายสลากก็เป็นอาชีพที่ยอดนิยม ก็ขอขอบคุณท่านที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของราคายี่ปั๊ว ซาปั๊ว และท่านก็ได้สอบถาม กองสลากว่าจะแก้ปัญหาสลากขายเกินราคาได้อย่างไร ผมต้องขอกราบเรียนท่านนะครับว่า จริง ๆ แล้วเรื่องปัญหาสลากเกินราคานั้นกองสลากเองได้แก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะสถิติว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ กองสลากได้พิมพ์สลากขาย ๓๔ ล้านฉบับก็ไม่พอเพียง ก็เกิดปัญหาอย่างที่ท่านได้พูดถึงปี ๒๕๔๗ ขยายเป็น ๔๘ ล้านฉบับ และปี ๒๕๕๒ ขยายเป็น ๕๐ ล้านฉบับ และปี ๒๕๕๗ ก็ขยายจำนวนสลากเป็น ๗๔ ล้านฉบับ โดยเฉพาะปี ๒๕๖๒ นี้ ก็ได้ขยายเป็น ๑๐๐ ล้านฉบับ ๑๐๐ ล้านฉบับ ประกอบด้วย แยกส่วนเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ
ส่วนแรกก็คือสำหรับกึ่ง ๆ การกุศล ก็คือมีสมาคมมูลนิธิของคนพิการ มีทั้งหมด ๙๐๐ กับ ๑ องค์กร มีสมาชิกที่รับสลากไปขาย ๑๗,๘๕๘ ราย แล้วก็ยังมีบุคคล ทั่วไปรายย่อย ๒๘,๖๗๐ ราย แล้วก็คนพิการอิสระที่ไม่ได้อยู่ในสมาคมนั้นอีก ๓,๖๓๕ ราย นี่คือจัดสรรในภาคส่วนของกึ่ง ๆ การกุศล จำนวนทั้งสิ้น ๓๓ ล้านฉบับ โดยแบ่งเป็นองค์กร ตามที่ผมพูดถึงนั้น ๑๕ ล้านฉบับ บุคคลทั่วไปรายย่อย ๑๔.๕ ล้านฉบับ แล้วก็คนพิการอิสระ อีก ๑๓.๕ ล้านฉบับ ก็ประมาณ ๑ ใน ๓
อีกส่วนหนึ่งที่ท่านบอกว่ามี ๕ เสืออยู่ในกองสลาก ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้วนะครับ เพราะว่าเป็นการจองซื้อโดยแรนดอม (Random) ผ่านระบบจองซื้อของธนาคารกรุงไทย ซึ่งระบบนี้ก็ขายทั้งหมด เข้าไปอยู่ในนี้ทั้งหมดอีกประมาณ ๖๗ ล้านฉบับ รวมแล้วก็เป็น ๑๐๐ ล้านฉบับในปัจจุบัน มีผู้ลงทะเบียน ๑๖๐,๐๐๐ ราย แล้วก็มีผู้ได้รับจองซื้อสลาก ซึ่งกระจายออกไปคนละ ๕ เล่ม ๕ เล่ม ๕ เล่มนั้น เวลาแรนดอม (Random) แล้วก็จะได้ ๑๓๔,๐๐๐ ราย ก็เป็นจำนวนมาก ๕ เล่มนี้ถือว่าเป็นรายย่อยแล้ว เพราะฉะนั้นตามที่ท่านบอกว่า ยังมียี่ปั๊ว ซาปั๊ว อันนั้นก็ต้องเรียนว่าถ้าท่านย้อนหลังกลับไปปี ๒๕๕๗ ตอนที่ได้เปลี่ยนเป็น ระบบที่ไม่เอา ๕ เสือแล้ว เอาเป็นระบบแรนดอม (Random) นี้แล้ว ช่วงต้น ๆ ท่านจะเห็นว่า การขายสลากของรายย่อย ๕ เล่ม ๕ เล่มที่ว่านี้ขายขาดทุนเพราะว่ารับมาเอง ๗๐.๔๐ บาท ผู้ค้าไปขาย ๘๐ บาทก็จะได้กำไร ๙.๖๐ บาท ซึ่งเฉลี่ยสัดส่วนแล้วตั้ง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นการค้าเดือนหนึ่ง ๒ ครั้งก็ไม่ใช่น้อย แต่ว่าหลังจากที่แรนดอม (Random) แล้วลูกค้า ใน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าราย รวมทั้งในส่วนของกึ่งการกุศลนั้นอีกประมาณ ๖๐,๐๐๐ รายเศษ รวมแล้วก็เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ รายนั้น ผู้ค้าก็เป็นผู้ค้าที่รู้จักกันเสียส่วนใหญ่ ก็พบปะเจอกัน ก็เกิดการแลกเปลี่ยนโดยธรรมชาติ แลกเปลี่ยนก็ขายต่อกันเป็นช่วง ๆ อย่างที่ท่านว่าเป็น ยี่ปั๊วอย่างนั้น ซึ่งถ้าขายเกินราคาก็ผิดระเบียบ ผิดกฎหมายก็จะเกิดปัญหาอย่างที่ท่านว่า ซึ่งผมเองผมได้ หารือกับกองสลากว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร กองสลากก็แจ้งผม ผมก็เลยแจ้งผ่าน ท่านประธานไปยังท่าน ส.ส. ว่ากองสลากมีเครื่องพิมพ์สลากอยู่ ๓ ชุด ชุดหนึ่งจะพิมพ์ได้ต่องวด ประมาณ ๓๕ ล้านฉบับ แล้วใน ๓ เครื่องนั้นใช้เวลาพิมพ์เดือนหนึ่งได้หยุดพักประมาณ ๔ วันเท่านั้นเอง แล้วในแต่ละวันใช้งานอยู่ตั้งแต่ ๗ โมงเช้าถึง ๒ ทุ่ม ซึ่งต้องเรียนตรง ๆ ว่า เต็มประสิทธิภาพแล้วที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบัน การพัฒนาของผู้ซื้อและผู้ขาย ก็พัฒนาไป ซึ่งก็ต้องเรียนว่าสลากเป็นที่นิยมเนื่องจากว่าเรามีผู้ที่ช่วยประชาสัมพันธ์ ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ก็จะมีข่าวทุกงวดว่า นาย ก นาย ข ถูกลอตเตอรีงวดนี้ ๑๐๐ กับ ๒ ล้านบาทบ้าง ๓๓ ล้านบาทบ้าง เป็นเงินจำนวนมากก็เลยทำให้เป็นตัว ประชาสัมพันธ์และเป็นตัวจูงใจทำให้สลากได้รับความนิยม ซึ่งผมได้ถามกองสลากแล้วว่า เราจะทำอย่างไรในการแก้ปัญหาไม่ให้สลากขายเกินราคา เนื่องจากว่า ๘๐ บาท ซื้อมา ๗๐.๔๐ บาท รายได้ผลตอบแทนมันคุ้มและมากเกินพออยู่แล้วจะทำอย่างไรดี ทางกองสลากก็บอกว่า กองสลากเองกำลังพิจารณาที่จะเพิ่มสลาก แต่ก็เพิ่มไม่ได้เนื่องจากเครื่องจักรไม่พอแล้ว ผมก็ บอกว่าถ้าอย่างนั้นท่านอาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเครื่องจักรอีกสักชุดหนึ่งเพื่อจะได้ยืดหยุ่น แต่ถึงอย่างไรก็ดีเมืองไทยเราขายสลากได้งวดละถึง ๑๐๐ ล้านฉบับ ในขณะที่ประชากรมีอยู่ ๖๘ ล้านคน เพราะฉะนั้นฟังแล้วก็น่าดีใจ แล้วก็น่าตกใจ เฉลี่ยคนหนึ่งซื้อสลากเกินกว่า ๑ ใบ ก็ได้บอกกองสลากไปว่าก็ต้องระมัดระวังในเรื่องของการมอมเมาต่าง ๆ การที่จะทำดีมานด์ (Demand) ให้พอก็มีข้อดีและข้อเสีย ก็เลยขอให้กองสลากเขาไปค้นคว้าวิจัยดูสิว่า ถ้าเราจะ เพิ่มอีกจะเหมาะสมอย่างไร แล้วก็ด้วยวิธีอื่นจะแก้ไขอย่างไร ค้าเสรีเลยดีไหม ทุกมาตรการ ที่จะปรับปรุงนั้นมีทั้งข้อดี ข้อเสีย เพราะฉะนั้นกองสลากเขาก็กำลังพิจารณาในเรื่องเหล่านี้ อยู่ กำลังตั้งใจแก้ปัญหาอยู่ อย่างที่ผมเรียนท่านว่าเมื่อปี ๒๕๔๒ นั้น เราพิมพ์สลากเพียง ๓๔ ล้านฉบับ ขณะนี้เพิ่มมาถึง ๑๐๐ ล้านฉบับ มันก็เป็น ๒ เท่าแล้ว ก็เรียนท่าน ส.ส. ในเบื้องต้นเท่านี้ก่อนครับ