นิพนธ์ บุญญามณี หารือเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน โดยมี 7 มาตรการหลักในการป้องกัน โดยมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนได้ตระหนักถึงอันตรายของการใช้รถใช้ถนนอย่างไม่ระมัดระวัง
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตตอบคำถามที่ ๒ ครับว่าในส่วนของท้องถิ่นกับท้องที่นั้น ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าทั้งท้องถิ่นและท้องที่เป็นกลไกสำคัญของ กระทรวงมหาดไทยในการใช้บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นการใช้ลำพัง ขาใดขาหนึ่งนั้นไม่ได้ต้องใช้ทั้ง ๒ ขาควบคู่กัน นั่นก็คือท้องถิ่นมีงบประมาณแต่ว่าอาจจะ ขาดกำลังคน เราก็ต้องใช้กำนันเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะร่วมกันตั้งจุดตรวจต่าง ๆ แล้ว ท้องถิ่นมีงบประมาณก็สามารถที่จะใช้เป็นเบี้ยเลี้ยงหรือว่าเป็นค่าใช้จ่ายเป็นค่าตอบแทน ให้กับคนที่ท่านผู้บริหารท้องถิ่นสั่งไปปฏิบัติหน้าที่ได้นะครับ เมื่อก่อนทำอย่างนี้ไม่ได้ เพราะถือว่าท้องถิ่นไม่มีหน้าที่ แต่ว่าเมื่อกฎหมายซึ่งแก้ไขและมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๒ ที่ผ่านมาก็เริ่มเห็นความสำคัญของท้องถิ่นมากขึ้นในการที่จะเข้ามารับผิดชอบในส่วน ถนนที่ประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ตรงนั้น ต่อไปเราจะปิดช่องว่างตรงนั้น ถ้าเราปิดช่องว่าง ตรงนั้นแล้วเราเอากำลังคนในท้องถิ่นได้มาดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่ามาตรการหนึ่งที่เราหวังว่าไปดูพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว นั่นก็คือด่านครอบครัวนะครับ อยากให้คนในชุมชนได้ดูแลกันเองมากขึ้น มีด่านครอบครัวคือ ในครอบครัวต้องรู้ว่าใครที่ในเทศกาลแล้วไปดื่มเหล้า ถ้ามีอาการมึนเมาต้องไม่ให้ขับรถต้อง ไม่ให้กุญแจรถ เสร็จจากด่านครอบครัวเราก็ยังต้องมีด่านชุมชนที่จะช่วยกันดูว่าในหมู่บ้าน บริเวณไหนที่เขาจัดงานเทศกาลอยู่ใกล้ ๆ บริเวณนั้นต้องมีด่าน ให้ด่านในชุมชนคอยตักเตือน คอยดูแลกันเอง ที่สำคัญด่านโรงเรียนก็จะทำควบคู่กันไปมีด่านโรงเรียนในโรงเรียนก็ต้องเริ่ม สอนนักเรียนในโรงเรียนให้ดูแล สอนนักเรียนให้เคารพกฎจราจรเริ่มตั้งแต่ใส่หมวกนิรภัยหรือ หมวกกันน็อก (Knock) เริ่มตั้งแต่รู้จักข้ามถนนมีทางม้าลายเริ่มให้ท้องถิ่นเข้ามาดูแล ให้ความสำคัญกับจุดเสี่ยงในถนนของท้องถิ่นมากขึ้น กระบวนการอย่างนี้ได้กำชับไปแล้ว ในขณะนี้เวลาผมไปเยี่ยมเยียนหน่วยปฏิบัติการหรือว่าให้นโยบายก็กำชับสิ่งเหล่านี้ ขอให้ ถือว่าในช่วง ๗ วันอันตรายที่จริงเป็นช่วงที่เรากำชับกำชากันพิเศษเข้มงวดขึ้นมากกว่าปกติ แต่ว่าเราจะทำอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพราะว่าในวันปกติในช่วงที่ไม่มีเทศกาลก็มีคนตาย ทุกวัน วันหนึ่งโดยเฉลี่ยผมดูตัวเลขทุกวันในขณะนี้ของบริษัทกลางผู้ประสบภัยจากรถ วันธรรมดาเราจะตายประมาณ ๕๐-๖๐ คนทุกวันในขณะนี้ แต่ว่าช่วงไหนที่มีเทศกาลเราจะ เสียชีวิตหรือว่าตายประมาณสัก ๗๐-๘๐ คน ถ้า ๗๐ คน ๗ วันอันตรายเป็นที่มาตัวเลข ๔๐๐ กว่าคนทุกปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำเข้มงวดตลอดทั้งปี เพราะฉะนั้นกลไกท้องถิ่นจึงเป็นกลไกหนึ่งในสิ่งที่เราหวังว่าจะทำควบคู่กับการสร้างวินัยให้ คนในชาติของเราได้ตระหนักถึงอันตรายของการใช้รถใช้ถนนอย่างไม่ระมัดระวัง เพราะฉะนั้นในเทศกาลปีใหม่นี้ก็จะเริ่มใช้กลไกมาตรการดังกล่าวนี้เริ่มตั้งแต่เราจะเน้นไปที่ ๗ มาตรการหลัก นั่นก็คือเราจะปิดจุดเสี่ยงทั้งในเรื่องของเรื่องคนไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ คนขับรถเร็วก็ดี ขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือว่าคนขับรถเมาแล้วขับก็ดี หรือแม้กระทั่งขับรถโดยไม่สวมหมวกนิรภัยหรือไม่สวมหมวกกันน็อก (Knock) ก็ดี อันนี้จะ เริ่มเพ่งเล็งไปที่จุดเสี่ยงที่คน แล้วก็ไปดูจุดเสี่ยงที่รถว่ารถโดยสารโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเทศกาลคนใช้รถโดยสารก็มากขึ้น เราก็จะดูรถว่ามาตรการความปลอดภัยของรถ มีความพร้อมหรือไม่ โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมก็จะดูแลในส่วนนี้ แล้วก็เรื่องคนขับเราจะให้คนขับพักตามกฏตามเกณฑ์ นอกจากนั้นก็คือว่าแม้กระทั่ง การเกิดอุบัติต่อนักท่องเที่ยวก็ดีเราก็จะเข้มงวดเรื่องนี้ หรือถ้าหากว่ามันเกิดเหตุขึ้นแล้วเรา ป้องกันไม่ได้แล้ว เราก็ต้องทำอย่างไรว่าให้เขาเสียหายน้อยที่สุด ไม่ให้เจ็บป่วยรุนแรงจนถึง ขนาดเสียชีวิตหรือพิการได้นั่นก็คือระบบการแพทย์ฉุกเฉินต้องเข้ามารองรับหลังจาก เกิดอุบัติเหตุแล้ว แต่สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นก็คือไม่อยากให้เกิดเหตุอันตรายหรือว่า เกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้น เพราะถ้าเราป้องกันได้ไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเราก็สามารถลดภารกิจ ของหมอที่โรงพยาบาลได้ด้วย แล้วก็ลดเตียงผู้ป่วยไปได้ด้วยให้คนที่เขาไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ ได้ใช้เตียงหมอจะได้รักษาคนกลุ่มอื่น เพราะฉะนั้นนี่คือช่วง ๗ วันอันตราย มาตรการต่าง ๆ เราก็จะสั่งให้พื้นที่ได้ดูแลสิ่งเหล่านี้ด้วยครับ