สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แถลงการดำเนินการของกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนจากการผลิตของโรงงาน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ทางด้าน กระทรวงอุตสาหกรรมนั้นได้มีมาตรการให้โรงงานดังกล่าวที่เกี่ยวข้องสามารถบริหารจัดการ วัตถุดิบที่ไม่ใช้แล้วตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือเซอกูลาร์ อิโคโนมี (Circular economy) คือการหมุนเวียนทรัพยากรในการผลิตให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยมีการ เปลี่ยนขยะหรือของเสียที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาให้กลับมาใช้เป็นประโยชน์เป็นวัตถุดิบทดแทน เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ โดยชานอ้อยที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองนี้สามารถนำไปใช้ ประโยชน์ได้หลากหลาย อาทิเช่น นำไปเป็นส่วนผสมการทำปุ๋ยหมักโดยมีการหมักกับปุ๋ยคอกหรือแกลบดิบแล้วผสมกับ หัวเชื้อจุลินทรีย์หรือนำไปคลุกกับดินแล้วก็ไถพรวนก่อนปลูกพืชเพื่อใช้เป็นอินทรีย์วัตถุ ปรับปรุงบำรุงดิน มีการนำไปทำเชื้อเพลิงได้ เช่นในรูปแบบปกติหรือนำไปอัดเม็ด หรืออัดก้อน เป็นต้น สามารถนำมาผลิตเป็นกระดานไม้อัด นำไปผลิตเยื่อกระดาษที่ใช้ในอุตสาหกรรม กระดาษได้ เช่น ทำบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ จาน ชาม ถาด ถ้วย แก้วน้ำ และกล่องพร้อมฝาปิดเป็นต้น การใช้ประโยชน์ข้างต้นนั้นเพื่อลดปริมาณการเก็บกองชานอ้อยที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต ทำให้ลดผลกระทบของการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองที่สร้างปัญหาความเดือดร้อนแก่บุคคล ที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงงานได้อย่างยั่งยืน ส่วนกลิ่นเหม็นที่มาจากน้ำกากเหล่านั้น ปัจจุบันบริษัท ราชบุรีเอทานอล จำกัด นั้นได้ใช้น้ำกากส่าเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอแก๊ส (Biogas) เพื่อนำไปใช้ เป็นเชื้อเพลิงสำหรับหม้อไอน้ำ จึงเป็นวิธีที่จะนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วมาให้เกิด ประโยชน์และส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงสนับสนุนให้โรงงานนำหลักการของการ บำรุงรักษาเชิงป้องกันมาประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ผลิตไบโอแก๊ส (Biogas) เพื่อป้องกันกลิ่นเหม็น จากกระบวนการผลิต ทั้งนี้บริษัท ราชบุรีเอทานอล จำกัด และบริษัท น้ำตาลราชบุรี จำกัด ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่เทศบาลตำบลเบิกไพร กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศกำหนดให้เป็นพื้นที่ เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของจังหวัดราชบุรี ได้แก่ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง เทศบาลเมืองท่าผา เทศบาลตำบลเบิกไพร และตำบลปากแรต โดยการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเป็น เครื่องมือที่คณะรัฐมนตรีได้มีการเห็นชอบไปเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๙ ให้เป็นเครื่องมือ หลักในการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดยมุ่งพัฒนา ไปสู่คุณลักษณะพึงประสงค์ความเป็นเมืองภายใต้ ๕ มิติ ทางด้านกายภาพ ทางด้านเศรษฐกิจ ทางสังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ ๒๐ ด้าน และ ๔๓ ตัวชี้วัดตามระดับการพัฒนา ตั้งแต่โรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เขตประกอบอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและเมืองอุตสาหกรรม เชิงนิเวศ ซึ่งปี ๒๕๖๒ พื้นที่ดังกล่าวได้รับการประเมินเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับที่ ๒ และกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศนั้น ต้องเป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ ๓ ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และภายในปี ๒๕๖๙ พื้นที่ดังกล่าวต้องเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ ๕ เมืองน่าอยู่คู่อุตสาหกรรมหรือว่า พื้นที่ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเหนี่ยวนำ ให้นำเศรษฐกิจชุมชน เติบโตไปด้วยกันภายใต้สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีการมุ่งเน้นพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กายภาพ และการบริหารจัดการในพื้นที่ให้เกิดสมดุลในทุกมิติ กระทรวง อุตสาหกรรมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าเครื่องมือการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศจะนำไป สู่การยกระดับโรงงานทั้ง ๒ โรงงานให้เป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศหรือโรงงานสีเขียว ด้วยเครื่องมือกรีน อินดัสทรี (Green industry) การส่งเสริมโรงงานให้มีความรับผิดชอบ ต่อสังคม ซีเอสอาร์ (CSR) รวมทั้งจะส่งเสริมและสนับสนุนให้โรงงานใช้นวัตกรรมข้างต้น หรือนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ปัญหาเรื่องของฝุ่นละอองและกลิ่นเหม็น ของโรงงาน รวมทั้งจะสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญเข้าไปยกระดับโรงงานภายใต้โครงการพัฒนา อุตสาหกรรมเชิงนิเวศของกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะทำให้สามารถ อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป สำหรับในระยะเร่งด่วนได้มอบหมายให้กรมโรงงาน อุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจัดทำแผนตรวจกำกับดูโรงงานที่มีเรื่อง ร้องเรียนซ้ำซาก โรงงานที่อาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนรุนแรงซึ่งผลการกำกับ ดูแลโรงงานในระยะเวลา พ.ศ. ๒๕๖๑ ถึงปัจจุบันเป็นไปตามแผนครับ